<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ASA Media : อาสามีเดีย &#187; บุคคล</title>
	<atom:link href="http://www.asamedia.org/category/volunteer/people/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.asamedia.org</link>
	<description>สื่อสีขาว สื่อสร้างสรรค์ สร้างจิตสำนึกดี</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 13:27:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>น้ำท่วม 54 พัดพาขยะใหม่ &#8216;จิตใจมนุษย์&#8217;</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Nov 2011 03:38:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[2554]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ระพี สาคริก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=29442</guid>
		<description><![CDATA[ศ.ระพี สาคริก ระบุน้ำท่วมปี 2485 รุนแรงกว่า 2554 ย้ำไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนชนะธรรมชาติ แถมน้ำท่วมครั้งนี้เพิ่มขยะใหม่คือ จิตใจมนุษย์ ศ.ระพี สาคริก ได้เขียนบทความ&#8221;อ่านจิตใจมนุษย์ผ่านวิกฤติน้ำท่วม&#8221; ตีพิมพ์ในคมชัดลึกฉบับ 14 พ.ย.2554 ระบุว่า เธอที่รักของฉัน ฉันนั่งพิจารณาดูเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้แล้วรู้สึกว่ามันเกิดเรื่องราวขึ้นเพราะมนุษย์มีความเห็นแก่ตัวสูง เหตุผลก็คือ ในอดีตที่ผ่านมา คนไทยส่วนใหญ่ขาดความรักความสามัคคีซึ่งกันและกัน แม้น้ำท่วมครั้งนี้ จะรวมตัวกันก็ตามแต่ก็คงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น หวลกลับไปนึกถึงการพัฒนาชนบทของไทยเท่าที่ผ่านมาแล้ว ฉันกล้าพูดว่ามันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ถ้าจะเปรียบเทียบน้ำท่วมครั้งนี้กับเมื่อปี พ.ศ.2485 แล้ว ครั้งก่อนมันมากกว่านี้ ที่ฉันกล้าพูดก็เพราะว่า ตนเองอยู่ในเหตุการณ์มาตลอดหนึ่งเดือนเต็มๆ แต่สังคมในครั้งนั้น บรรยากาศในกรุงเทพฯ ก็ยังไม่มีคนแออัดเหมือนเดี๋ยวนี้ ฉันเฝ้าสังเกตดูกรุงเทพฯ มาตลอด และพูดมานานแล้วว่า การพัฒนาชนบทมันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ตัวบ่งชี้ก็คือ แผงลอยข้างถนนมันแน่นขนัดยิ่งขึ้นทุกวัน แม้แต่นั่งรถแท็กซี่ ฉันก็ชอบที่จะถามว่ามาจากจังหวัดไหน ส่วนใหญ่ก็มักจะอพยพมาจากภาคอีสาน เรื่องมีขโมยขโจนในกรุงเทพฯ แต่ก่อนมันก็ไม่มี ทุกคนกล้าเดินกลางคืนบนถนนหนทางได้อย่างมีความสุข และยังมีอีกหลายเรื่องที่สังเกตให้เห็นได้ว่ามีคนอพยพมาจากต่างจังหวัด แม้แต่ปัญหาชุมชนแออัด ซึ่งครั้งหนึ่งในช่วง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เคยเชิญให้ฉันและคุณหมอประเวศ วะสี ไปปรึกษาเพื่อคิดวิธีแก้ไขปัญหา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/rapee.jpg"><img class="size-full wp-image-29443 aligncenter" title="rapee" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/rapee.jpg" alt="" width="500" height="333" /></a></p>
<p>ศ.ระพี สาคริก ระบุน้ำท่วมปี 2485 รุนแรงกว่า 2554 ย้ำไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนชนะธรรมชาติ แถมน้ำท่วมครั้งนี้เพิ่มขยะใหม่คือ จิตใจมนุษย์</p>
<p style="text-align: left;"><span id="more-29442"></span></p>
<p>ศ.ระพี สาคริก ได้เขียนบทความ&#8221;อ่านจิตใจมนุษย์ผ่านวิกฤติน้ำท่วม&#8221; ตีพิมพ์ในคมชัดลึกฉบับ 14 พ.ย.2554 ระบุว่า</p>
<p>เธอที่รักของฉัน ฉันนั่งพิจารณาดูเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้แล้วรู้สึกว่ามันเกิดเรื่องราวขึ้นเพราะมนุษย์มีความเห็นแก่ตัวสูง เหตุผลก็คือ ในอดีตที่ผ่านมา คนไทยส่วนใหญ่ขาดความรักความสามัคคีซึ่งกันและกัน แม้น้ำท่วมครั้งนี้ จะรวมตัวกันก็ตามแต่ก็คงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น</p>
<p>หวลกลับไปนึกถึงการพัฒนาชนบทของไทยเท่าที่ผ่านมาแล้ว ฉันกล้าพูดว่ามันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ถ้าจะเปรียบเทียบน้ำท่วมครั้งนี้กับเมื่อปี พ.ศ.2485 แล้ว ครั้งก่อนมันมากกว่านี้ ที่ฉันกล้าพูดก็เพราะว่า ตนเองอยู่ในเหตุการณ์มาตลอดหนึ่งเดือนเต็มๆ</p>
<p>แต่สังคมในครั้งนั้น บรรยากาศในกรุงเทพฯ ก็ยังไม่มีคนแออัดเหมือนเดี๋ยวนี้ ฉันเฝ้าสังเกตดูกรุงเทพฯ มาตลอด และพูดมานานแล้วว่า การพัฒนาชนบทมันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ตัวบ่งชี้ก็คือ แผงลอยข้างถนนมันแน่นขนัดยิ่งขึ้นทุกวัน</p>
<p>แม้แต่นั่งรถแท็กซี่ ฉันก็ชอบที่จะถามว่ามาจากจังหวัดไหน ส่วนใหญ่ก็มักจะอพยพมาจากภาคอีสาน เรื่องมีขโมยขโจนในกรุงเทพฯ แต่ก่อนมันก็ไม่มี ทุกคนกล้าเดินกลางคืนบนถนนหนทางได้อย่างมีความสุข และยังมีอีกหลายเรื่องที่สังเกตให้เห็นได้ว่ามีคนอพยพมาจากต่างจังหวัด</p>
<p>แม้แต่ปัญหาชุมชนแออัด ซึ่งครั้งหนึ่งในช่วง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เคยเชิญให้ฉันและคุณหมอประเวศ วะสี ไปปรึกษาเพื่อคิดวิธีแก้ไขปัญหา ครั้นคุยกันไปได้พักหนึ่ง เราก็บอกว่า การแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ นั้นจะต้องคิดแก้ไขในต่างจังหวัด ความจริงเรื่องนั้น ก็คือหลักธรรม ที่ว่า ถ้าเกิดปัญหาขึ้นที่ไหน ก็ควรหวนกลับไปแก้ไขอีกด้านหนึ่ง</p>
<p>สรุปแล้ว การแก้ไขปัญหาในชนบท คนกรุงเทพฯ จะต้องมีใจกว้างและมีความเมตตา กรุณา ต่อคนที่อยู่ต่ำกว่าเรา นอกจากนั้น คนไทยส่วนใหญ่ เห่อความมีหน้ามีตา มีรถยนต์หรูๆ ราคาแพง และยังนิยมเล่นพรรคเล่นพวก แทนที่จะมีจิตใจซื่อสัตย์ สุจริต จึงทำให้แม้แต่การแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด เราก็ยังแก้ไม่ตก</p>
<p>เมื่อด้านหนึ่งมันเพิ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งมันก็ย่อมเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นเมื่อมีวัตถุเพิ่มขึ้น จิตใจคนมันก็ยิ่งโลภมาก ได้เท่านี้ยังจะเอาเท่านั้นแล้วเราจะมาพูดเรื่องความพอเพียง ก็คงจะพูดได้แต่ปาก</p>
<p>ประชากรในกรุงเทพฯ ซึ่งขาดการศึกษาที่ดี ย่อมมีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น มีอะไรนิดหน่อยก็จะทะเลาะเบาะแว้งกัน จนกระทั่งบางครั้งถึงกับฆ่ากันเอง แม้แต่อยู่ในซอยเดียวกัน ก็ไม่พูดกัน บ้านไหนมาก่อนก็ย่อมเคราะห์ร้าย เพราะถมดินแข่งกัน ต่างคนต่างสูงยิ่งขึ้นไปทุกที</p>
<p>ส่วนน้ำที่ไหลมามันตรงไปตรงมา ดังนั้นจึงหาทางออกได้ยาก ถ้าฉันจะพูดว่า คนไทยส่วนใหญ่ใจแคบจึงปิดทางน้ำให้มันเดิน นี่แหละ คือบาปกรรมที่ทำเอาไว้ เสมือนเราจับน้ำมาขังคุก</p>
<p>ฉันเชื่อว่าไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนเอาชนะอิทธิพลธรรมชาติได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมนุษย์กำแหงก็คงต้องรับกรรมแบบนี้ ยิ่งคนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยลืมง่ายด้วยแล้ว แม้น้ำท่วมหนักขนาดนี้ ก็คงไม่รู้ว่าสาเหตุมันมาจากไหน</p>
<p>บางคนพูดว่าตัวเองไม่ได้ทำกรรมไว้ แต่เหตุไฉนจึงต้องมารับกรรม ความจริงชีวิตของทุกคนย่อมมีกรรมด้วยกันทั้งนั้น เว้นไว้แต่ว่ามีมากมีน้อย และโดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อทำอะไรผิดเอาไว้ก็มักไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นเราจึงควรอยู่อย่างยอมรับความจริงน่าจะดีกว่า</p>
<p>สรุปแล้ว น้ำท่วมครั้งนี้ย่อมมีขยะใหม่ขึ้นมาให้เราได้เห็น แต่ขยะตัวจริงนั้นไม่ใช่สิ่งสกปรกในน้ำ หากแต่เป็นจิตใจของมนุษย์นี่แหละ</p>
<p>ความจริงแล้วขยะที่อยู่ในน้ำนั้น ไม่มีตัวตนให้ต้องไปยึดติด ที่ฉันพูดว่าไม่มีตัวตน ก็เพราะเหตุว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ามนุษย์มีปัญญาที่จะใช้ให้หมด มันก็คงไม่มีขยะหลงเหลืออยู่อีก</p>
<p>แม้แต่พ่อฉันก็เคยสอนว่า เวลากินข้าวอย่าเหลือข้าวสุกติดก้นจาน นี่ก็เป็นสัจธรรม ซึ่งฉันคิดว่ามันคือสมบัติอันล้ำค่า ที่ฉันได้รับมาจากพ่อ เพราะฉะนั้นน้ำท่วมครั้งนี้โปรดอย่าโทษน้ำเลย ขอให้หวนกลับมาพิจารณาที่มนุษย์น่าจะดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตัวเราเอง</p>
<p>ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฮีโร่นอกจอ &#8216;บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์&#8217;</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ae%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%ad-%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ae%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%ad-%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Nov 2011 10:49:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[คนทำดี]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยเหลือสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=28738</guid>
		<description><![CDATA[เขาไม่ได้อยากเป็นฮีโร่ แต่อยากทำความดีช่วยเหลือคน เพราะรู้ดีว่า เมื่อตกอยู่ในภาวะคับขันและลำบากยากจนเป็นอย่างไร &#160; หลังจากช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดพิษณุโลก ไล่มาถึงนครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ลงมาถึงกรุงเทพฯ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ดาราที่มีผลงานมากมาย เคยได้รางวัลตุ๊กตาทองนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมเรื่อง&#8217;บางระจัน&#8217; ปี 2544 และผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุด &#8216;ปัญญา-เรณู&#8217; แทบจะไม่มีเวลาพักยาวๆ เลย ปัจจุบัน บิณฑ์ เป็นผู้จัดการกิจกรรมพิเศษ มูลนิธิร่วมกตัญญู ดูแลบริหารจัดการอาสาสมัครทั่วประเทศกว่า 5,000 คน เขาเป็นอาสาสมัครที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ และทำงานมานานกว่า 24 ปี บิณฑ์เป็นดาราหมายเลขหนึ่งที่ทำงานมูลนิธิแห่งนี้ เขาเข้ามาช่วยพัฒนาปรับปรุงการทำงานและวิธีการช่วยเหลือคนในเหตุการณ์ภัยพิบัติ และการเก็บศพ ผู้กำกับปัญญา-เรณูคนนี้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้อาสาสมัครมูลนิธิต่างๆ ทำงานร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงดี และทำให้อาสาสมัครเกิดความภาคภูมิในสิ่งที่ทำ หากจะเรียกเขาว่า &#8216;ฮีโร่&#8217; หรือคนดีของสังคม คงไม่เกินเลยไป เพราะเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ผ่านมา เขาไม่เคยพลาด โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ เขาลุยน้ำทุกวัน จนเท้าเปื่อย&#8230; ทำไมถึงทำงานให้มูลนิธิร่วมกตัญญูยาวนานกว่า 24 ปี   ผมมีความคิดอยากช่วยคนตั้งแต่เด็ก ไม่ได้คิดว่าต้องมาเก็บศพ แต่ผมรู้สึกว่า มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิร่วมกตัญญูช่วยเหลือคนจนและชาวบ้านโดยตรง ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด แต่ละปีผมจะได้รับการช่วยเหลือ ทั้งเรื่องอุปกรณ์การเรียนและเสื้อผ้าใหม่ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ae%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%ad-%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_419336_1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-28739" title="news_img_419336_1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_419336_1-300x198.jpg" alt="" width="300" height="198" /></a></p>
<p><strong>เขาไม่ได้อยากเป็นฮีโร่ แต่อยากทำความดีช่วยเหลือคน เพราะรู้ดีว่า เมื่อตกอยู่ในภาวะคับขันและลำบากยากจนเป็นอย่างไร</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลังจากช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดพิษณุโลก ไล่มาถึงนครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ลงมาถึงกรุงเทพฯ <strong><a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%BA%D4%B3%B1%EC%20%BA%C3%C3%C5%D7%CD%C4%B7%B8%D4%EC" target="_blank">บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์</a> </strong>ดาราที่มีผลงาน<span id="more-28738"></span>มากมาย เคยได้รางวัลตุ๊กตาทองนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมเรื่อง&#8217;บางระจัน&#8217; ปี 2544 และผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุด &#8216;ปัญญา-เรณู&#8217; แทบจะไม่มีเวลาพักยาวๆ เลย</p>
<p>ปัจจุบัน บิณฑ์ เป็นผู้จัดการกิจกรรมพิเศษ มูลนิธิร่วมกตัญญู ดูแลบริหารจัดการอาสาสมัครทั่วประเทศกว่า 5,000 คน เขาเป็นอาสาสมัครที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ และทำงานมานานกว่า 24 ปี</p>
<p>บิณฑ์เป็นดาราหมายเลขหนึ่งที่ทำงานมูลนิธิแห่งนี้ เขาเข้ามาช่วยพัฒนาปรับปรุงการทำงานและวิธีการช่วยเหลือคนในเหตุการณ์ภัยพิบัติ และการเก็บศพ</p>
<p>ผู้กำกับปัญญา-เรณูคนนี้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้อาสาสมัครมูลนิธิต่างๆ ทำงานร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงดี และทำให้อาสาสมัครเกิดความภาคภูมิในสิ่งที่ทำ</p>
<p>หากจะเรียกเขาว่า &#8216;ฮีโร่&#8217; หรือคนดีของสังคม คงไม่เกินเลยไป เพราะเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ผ่านมา เขาไม่เคยพลาด โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ เขาลุยน้ำทุกวัน จนเท้าเปื่อย&#8230;</p>
<ul>
<li><strong>ทำไมถึงทำงานให้มูลนิธิร่วมกตัญญูยาวนานกว่า 24 ปี  </strong></li>
</ul>
<p>ผมมีความคิดอยากช่วยคนตั้งแต่เด็ก ไม่ได้คิดว่าต้องมาเก็บศพ แต่ผมรู้สึกว่า มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิร่วมกตัญญูช่วยเหลือคนจนและชาวบ้านโดยตรง ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด แต่ละปีผมจะได้รับการช่วยเหลือ ทั้งเรื่องอุปกรณ์การเรียนและเสื้อผ้าใหม่ๆ ผมก็เลยคิดว่า ถ้าผมมีโอกาสผมจะตอบแทน จนกระทั่งผมเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แม้ผมจะเป็นพลเมืองดีคอยช่วยเหลือคนอื่น แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ทำงานมูลนิธิร่วมกตัญญู</p>
<p>กระทั่งได้มาแสดงภาพยนตร์เป็นพระเอกได้ 2-3 ปี จนมีเหตุการณ์ตึกถล่มหน้าโรงหนังเอเธนส์ ณ วันนั้นผมได้เข้ามาทำงานร่วมกับมูลนิธิร่วมกตัญญูเต็มตัว ครั้งนั้นได้เห็นภาพข่าวจากรายการทีวีต้องการความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนทั้งเรื่องอุปกรณ์และคน เพราะมีคนติดอยู่ด้านในกว่า 10 ราย ผมรีบเดินทางไปที่นั่น</p>
<p>เมื่อมาถึงอาสาสมัครของมูลนิธิทั้งสองกำลังช่วยกันขุดเพื่อช่วยคน ตอนนั้นผมเพิ่งเล่นหนัง ร่างกายแข็งแรง ก็เลยเดินเข้าไปขอเครื่องมือมาช่วยขุดหาคนเจ็บและผู้เสียชีวิต ขุดตั้งแต่สองทุ่มถึงเที่ยงคืน จนเจอผู้ได้รับบาดเจ็บคนแรก ตั้งแต่นั้นมาทางมูลนิธิร่วมกตัญญูก็เอาชุดมาให้ใส่</p>
<ul>
<li><strong>นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นอาสาสมัคร ?</strong></li>
</ul>
<p>เมื่อ 24 ปีที่แล้วมีคนบอกว่า พี่ทำงานทุ่มเทขนาดนี้มาเป็นสมาชิกมูลนิธิไหม นั่นเป็นความตั้งใจตั้งแต่เด็กและเป็นจังหวะชีวิต ผมถูกตั้งให้เป็น&#8217;รหัสดาราหมายเลขหนึ่ง&#8217;ในงานอาสาสมัครมูลนิธิฯ หลังจากนั้นมีเหตุการณ์ภัยพิบัติใหญ่ในภาคใต้ มีคนเสียชีวิต 300-400 ศพ ผมเดินทางไปครั้งแรกเป็นเวลา 7 วัน ในเหตุการณ์ภัยพิบัติใหญ่ๆ ผมจะอยู่ที่นั่นตลอด ไม่เคยพลาด</p>
<ul>
<li><strong>การช่วยชีวิตคนในเหตุการณ์ภัยพิบัติ คุณต้องฝึกทักษะอะไรเพิ่มเติม</strong></li>
</ul>
<p>ต้องมีการเรียนรู้ ฝึกอบรม ปฏิบัติจริง แรกๆ อาศัยครูพักลักจำ เคยเจอเหตุการณ์คนเจ็บและผู้เสียชีวิตก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ จนได้เรียนรู้กับรุ่นพี่ที่ทำงานในพื้นที่มานาน ถ้ามีเวลาว่างจากงานบันเทิง ผมก็ทำงานอาสาสมัครค่อยๆ สะสมความรู้ เรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ต้องรู้ว่าเวลาคนได้รับบาดเจ็บขาหักจะช่วยเหลืออย่างไรให้ถูกต้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีทักษะในการช่วยชีวิตคน</p>
<p>สมัยก่อนเวลาเจอคนประสบอุบัติเหตุ  บางครั้งอาสาสมัครไม่รู้ว่าเขาเจ็บตรงไหนแล้วเข้าไปยกหรืออุ้ม โดยไม่รู้วิธี ซึ่งอาจทำให้คนเจ็บเป็นอัมพาตตลอดชีวิต ไม่ว่าอาสาสมัครมูลนิธิไหน ก็ต้องเรียนรู้เรื่องการช่วยชีวิตคนอย่างถูกต้อง การเรียนรู้ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก เมื่อผมเข้ามาทำงานอาสาสมัคร ผมก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้น</p>
<ul>
<li><strong>เข้าไปช่วยวางระบบการทำงานอาสาสมัครในหลายๆ เรื่อง ? </strong></li>
</ul>
<p>เมื่อเข้าไปทำงานในมูลนิธิฯ ผมได้เห็นว่า บางอย่างที่ปฏิบัติต่อๆ กันมาไม่ถูกต้อง แรกๆ ยังไม่พูด เมื่อมีสื่อให้ความสนใจมากขึ้น การทำงานจะให้เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ผมค่อยๆ พัฒนาและให้กำลังใจคนทำงาน อาสาสมัครก็รู้สึกมีกำลังใจ เพราะมีคนดังมาทำงานด้วย จากที่เมื่อก่อนมีการแย่งศพระหว่างมูลนิธิฯ มีคำถามมากมายว่าแย่งศพกันเพื่ออะไร ต้องการค่าหัวหรือ ผมก็อธิบายให้สื่อฯฟังว่า พวกเขาแย่งศพกัน เพื่อผลงานของมูลนิธิฯ และผมได้อธิบายให้อาสาสมัครเข้าใจว่า ทำอย่างนั้นไม่ถูกต้อง</p>
<p>ผมเชิญผู้บริหารทั้งสองมูลนิธิ คือ ร่วมกตัญญูและป่อเต็กตึ๊งมานั่งคุยกัน เพื่อตกลงการแบ่งเขตในการช่วยเหลือคน อาสาสมัครจะได้ไม่ตีกัน ก็เริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ ปัจจุบันมีดารามาเป็นอาสาสมัครและนักการเมืองมาช่วยดูแลมูลนิธิฯเพื่อประโยชน์ของสังคมมากขึ้น</p>
<ul>
<li><strong>คุณมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพัฒนามูลนิธิร่วมกตัญญูให้ดีขึ้น ?</strong></li>
</ul>
<p>ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ผมเป็นแค่ตัวกระตุ้น ทำให้พวกเขามีกำลังใจทำงาน เมื่อก่อนมีแต่คนดูถูกคนทำงานเก็บศพว่า เป็นงานชั้นต่ำ ช่วงแรกที่ผมเข้ามาทำงาน คนก็หาว่าสร้างภาพ แฟนก็บังคับไม่ให้มาเก็บศพหรือทำงานแบบนี้ จากนั้นแฟนก็บอกเลิก ทั้งๆ ที่ผมไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน</p>
<p>เมื่อก่อนใครเจ็บ ใครป่วย ใครตาย จะเรียกอยู่สองมูลนิธิคือ ร่วมกตัญญูและป่อเต็กตึ๊ง ตอนนั้นอุปกรณ์การช่วยเหลือชีวิตคนมีประสิทธิภาพไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ อย่างพวกเปลยก ผ้าห่อศพ หรือการช่วยคนติดอยู่ในรถ การทำงานในอดีตต้องใช้เครื่องมืองัดเพื่อช่วยคนออกมา แต่ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ดีขึ้นใช้เวลาไม่นาน และทุกอำเภอทุกตำบลมีอาสาสมัครประจำ ทำให้งานอาสาสมัครพัฒนาดีขึ้น คนภายนอกก็ให้เกียรติคนทำงานจิตอาสา</p>
<ul>
<li><strong>ใช้ความเป็นดาราช่วยหาเงินเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ช่วยชีวิตคน?</strong></li>
</ul>
<p>ใช่ครับ คนก็ชื่นชมเราส่วนหนึ่ง ยิ่งเรามาทำงานตรงนี้ คนก็เกิดความศรัทธาในตัวเรา เพราะเขารู้ว่า เราทำงานจริงจังไม่ได้สร้างภาพ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่าง อย่างดาราบางคนมาเป็นอาสาสมัครแค่ 5-6 เดือนเจอความลำบากก็ออกไป เหลือแต่คนที่มีจิตอาสาจริงๆ ซึ่งการทำงานแบบนี้ก็มีพวกนักเลงคอยหาเรื่องบ้าง แต่ผมรู้สึกว่า เราต่างมาช่วยเหลือคนเหมือนกัน สามารถมีมิตรไมตรีต่อกันระหว่างมูลนิธิ บางครั้งอาสาสมัครก็มีอารมณ์บ้าง เราก็ช่วยให้เกิดความสามัคคี เพราะเมื่อก่อนมีการแบ่งเขต แบ่งพื้นที่</p>
<ul>
<li><strong>แล้วคุณจัดการอย่างไร</strong></li>
</ul>
<p>ผมรู้จักคนเยอะก็สะท้อนความเห็นให้ผู้จัดการมูลนิธิฯฟัง เรียกพนักงานและอาสาสมัครทุกคนมาประชุมบอกถึงปัญหาและจุดอ่อนในการทำงาน เพื่อให้รู้ว่าการทำงานเพื่อสังคมไม่จำเป็นต้องแบ่งแยก ชิงดีชิงเด่นซึ่งกันและกัน  อย่างเหตุการณ์น้ำท่วมหรือสึนามิ หลายมูลนิธิมาช่วยเหลือกัน ต่างชาติก็ยอมรับ แม้จะไม่มีตำรวจ พวกเราก็ทำงานได้</p>
<ul>
<li><strong>เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ คุณเข้าไปทำงานในจังหวัดไหนก่อน</strong></li>
</ul>
<p>ถ้าระดับน้ำสูงมาก และชาวบ้านต้องการความช่วยเหลืออดอยากมาก เราจะรีบลงพื้นที่ ผมเริ่มจากจังหวัดพิษณุโลก ส่วนที่จังหวัดนครสวรรค์น้ำท่วมหนักและมาแรง รวมถึงคันกั้นน้ำแตก น้ำทะลักเร็วมาก ในเช้าวันหนึ่งยังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวในร้านนั้น ตกเย็นน้ำท่วมมิดหัว ตอนนั้นมีเรือสองลำชนคันกั้นน้ำแตก ซ่อมแซมได้ยาก มูลนิธิในจังหวัดรับมือไม่ไหว จึงเรียกมูลนิธิฯนอกตัวจังหวัด ร่วมกตัญญูเข้าไปช่วยเป็นมูลนิธิแรกของจังหวัดนครสวรรค์ ช่วงนั้นพวกเราอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมแบ่งทีมไป 30 คน รถพยาบาล 4 คัน และบุรุษพยาบาลที่สามารถดูแลคนป่วยเบื้องต้นได้ ภารกิจแรก คือ นำผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด</p>
<ul>
<li><strong>เป็นผู้ประสานงานหลักของมูลนิธิฯในการช่วยเหลือคนที่จังหวัดนครสวรรค์ ?</strong></li>
</ul>
<p>ประสานกับหัวหน้ามูลนิธิฯที่นั่น ตอนนั้นผมไม่รู้จักพื้นที่ ผมเอาเรือไปสองลำ เพื่อขนย้ายคนป่วยออกจากโรงพยาบาล ที่นั่นอุปสรรคเยอะมาก มีเรือรับจ้าง เรืออื่นๆ เป็นร้อยๆ ลำ คนเจ็บต้องนอนตากแดด ทุลักทุเลมาก น้ำก็ขึ้นตลอด ไฟฟ้าดับ เครื่องช่วยหายใจใช้ไม่ได้ แต่ละวันที่ขนคนป่วย มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 5-7 ราย เราก็เสียใจ ถ้าน้ำไม่ท่วม บางคนอาจจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 3-10 ปี แต่เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนต้องทำใจ บางคนญาติมารอรับ ก็เสียชีวิตแล้ว</p>
<ul>
<li><strong>ให้ความช่วยเหลือไม่เต็มที่ เพราะปัญหาการจัดการ ?</strong></li>
</ul>
<p>ถ้าการจัดระบบการสัญจรทางน้ำดี เราสามารถทำงานได้ดี แต่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่โรงพยาบาลมีเรือไม่กี่ลำ และมีการทำงานซ้ำซ้อนไม่ประสานงานกัน การประสานระหว่างมูลนิธิไม่มีปัญหา แต่ทีมการแพทย์ของหน่วยงานรัฐมีทำงานแย่งกัน แข่งกัน เพราะไม่อยากเสียหน้า ระบบการจัดการไม่ดี ซึ่งผมอยากบอกว่า อย่าคิดว่าเป็นผลงานใคร ณ เวลานั้น เราต้องร่วมแรงร่วมใจกัน แม้บางครั้งจะไม่มีการกล่าวถึงหน่วยงานนั้นก็อย่าน้อยใจ อย่างน้อยๆ ฟ้ามีตา สวรรค์มีใจ แต่คนทำงานตรงนี้ชอบยึดติดว่าต้องมีสื่อ เพื่อให้คนรู้ว่า ตัวเองทำอะไร มูลนิธิต่างๆ ทำงานเหมือนปิดทองหลังพระ สื่อจะมาถ่ายทำหรือไม่ ผมไม่สนใจ ผมก็ทำงานของผมไป ทำเสร็จมีคนสรรเสริญเยินยอ ไม่มีคนด่าลับหลัง</p>
<ul>
<li><strong>ทำงานตั้งแต่จังหวัดพิษณุโลก นครสวรรค์มาถึงพระนครศรีอยุธยา คุณได้หยุดพักบ้างไหม</strong></li>
</ul>
<p>ไม่ค่อยได้หยุดพัก หลังจากช่วยคนที่จังหวัดพิษณุโลก ผมได้กลับมาพักเพื่อเก็บของ เพราะผมรู้แล้วว่า น้ำท่วมในจังหวัดต่อไปจะหนัก ผมมาช่วยคนอยุธยาอยู่สองสัปดาห์ คอยประสานงานกับหน่วยแพทย์ฉุกเฉินรับคนป่วยออกจากบ้าน การพายเรือข้ามกระแสน้ำลำบากมาก ตอนทำงานที่จังหวัดนครสวรรค์ มีคนบอกว่า คันกั้นน้ำแตกต้องอพยพด่วนภายใน 24 ชั่วโมง ผมให้เอกพันธ์อยู่ที่อยุธยา ส่วนผมไปที่นครสวรรค์</p>
<ul>
<li><strong>แฝดคู่นี้ต้องทำงานร่วมกันไหม</strong></li>
</ul>
<p>ไม่ครับ เราแยกกันทำงาน เพราะการแยกกันจะทำให้คนสับสนและเดาว่า นั่นบิณฑ์..หรือเอกพันธ์</p>
<ul>
<li><strong>เหตุการณ์ใดที่คุณรู้สึกว่า ไม่น่าเกิดขึ้น ? </strong></li>
</ul>
<p>ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตอนน้ำท่วมหนัก ลึกมากๆ คนช่วยเหลือก็ลำบาก ในฟาร์มหมูกว่า 500 ตัว มันตะเกียกตะกายหนีน้ำ ผมเห็นจมูกมันโผล่พ้นน้ำว่ายออกมา 200-300 ตัว บางตัวจมน้ำแล้วโผล่ขึ้น ตอนนั้นเจ้าของปล่อยหมูออกจากเล้าแล้วบอกว่า ถ้าใครจับหมูได้เท่าไหร่เอาไปเลย ชาวบ้านบางคนโลภมาก จับหมูมัดใส่เอว หมูจมน้ำคนก็จมไปด้วย พวกเขาคิดว่าหมูจะว่ายน้ำได้ทนเหมือนคน วันนั้นมีคนจมน้ำ เพราะว่ายน้ำไปจับหมู 5 รายและเสียชีวิตทันที ในจำนวนนั้นรวมเจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งคน แต่ชาวบ้านบางคนก็ได้หมูมาสิบกว่าตัว จากวันนั้นหมูก็ตายลอยน้ำมากมาย และน้ำก็เน่า ชาวบ้านต้องเอาน้ำมากรองเพื่ออาบ</p>
<ul>
<li><strong>ตอนที่น้ำยังไม่ท่วมกรุงเทพฯ คุณประเมินอย่างไร</strong></li>
</ul>
<p>ทุกคนถามผมว่า กรุงเทพฯจะโดนน้ำท่วมไหม มีคนตามเรื่องราวผมในเฟซบุ๊ค ตอนนั้นผมรู้เลยว่า ต้องเตรียมใจ น้ำท่วมแน่นอนและเข้าถึงชั้นในกรุงเทพฯ ช่วงนั้นศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คปภ.) บอกว่า &#8220;เอาอยู่แน่นอน น้ำไม่เข้า&#8221; แต่ผมเห็นสถานการณ์ น้ำมาเยอะมาก ตอนนี้น้ำจะเข้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้ว บ้านผมอยู่พุทธมณฑลสาย 2 น้ำท่วมถึงอก ผมให้ลูกน้องสองคนคอยดูแลบ้าน และผมเอาเรือออกไปช่วยชาวบ้านในละแวกนั้นทุกวัน เมื่อคืน (7 พฤศจิกายน) ผมกลับมาตีสี่ พอตอนเช้าผมก็เอาเรือออกตระเวนช่วยเหลือคน</p>
<ul>
<li><strong>จากสถานการณ์ครั้งนี้ คุณคิดว่าน้ำจะท่วมถึงเมื่อไหร่</strong></li>
</ul>
<p>ผมคิดว่าคงถึงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ น้ำคงจะลดลง ตรงไหนน้ำเริ่มท่วม ทนไปเลยหนึ่งเดือนเต็ม</p>
<ul>
<li><strong>ความช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นอย่างไรบ้าง</strong></li>
</ul>
<p>ตอนที่ ศปภ.ต้องการความช่วยเหลือเรียกประชุมมูลนิธิต่างๆ เพื่อจัดระเบียบให้เกิดความร่วมมือ แต่พอถึงเวลาลงมือทำ ก็เหมือนเดิม ต่างคนต่างทำ จัดการกันเอง มีหน่วยงานเอกชนหลายแห่งนำสิ่งของมาให้ผมช่วยแจก อาสาสมัครทำงานร่วมกับทหารอากาศ ทหารบก ทหารเรือ เพราะอาสาสมัครสามารถเข้าถึงบ้านใช้เรือนำคนออกมาส่งที่รถทหาร</p>
<p>ผมทำงานร่วมกับทหาร แต่ผมไม่เคยทำงานร่วมกับรัฐบาล ผมเคยขอน้ำดื่มจากทาง ศปภ. เพื่อนำมาแจกจ่ายผู้ประสบภัย พวกเขารับปาก แต่ไม่ให้ เขาคิดว่าไม่เกิดประโยชน์สำหรับพวกเขา เพราะต้องการให้คนรู้ว่านี่เป็นผลงานพวกเขา ทั้งๆ ที่ของบริจาคมาจากประชาชน แต่สิ่งของบางชุดถูกนำมาใส่ชื่อคนใดคนหนึ่ง และนี่คือเรื่องจริง</p>
<ul>
<li><strong>คุณเห็นด้วยตัวเองหรือ</strong></li>
</ul>
<p>ผมเห็นกับตา ลูกน้องผมได้ถ่ายรูปมาทั้งหมด ตอนที่ผมขอห้องน้ำ เพื่อนำไปให้ผู้ประสบภัย ปรากฏว่า ช่วงนั้นน้ำท่วมท่าอากาศยานดอนเมือง ทำให้ห้องน้ำลอยเต็มไปหมด พวกเขาเรียกผมเข้าไปเอาห้องน้ำที่ลอยน้ำ เพื่อไม่ให้นักข่าวเห็นว่ามีห้องน้ำ เราก็เข้าไปเอา เพราะห้องน้ำสำคัญสำหรับผู้ประสบภัย</p>
<ul>
<li><strong>สรุปว่า สิ่งของที่คุณขอจาก ศปภ. ได้แค่ห้องน้ำอย่างเดียว ?</strong></li>
</ul>
<p>จริงๆ แล้วขอน้ำดื่ม ข้าวสารอาหารแห้ง แต่ไม่ได้ พวกเขาเรียกไปเก็บห้องน้ำที่ลอยน้ำ พวกเขาบอกว่า สิ่งของที่กองไว้จำนวนมากแจกจ่ายออกไปทุกวัน และบอกว่า &#8220;ที่คุณบิณฑ์เห็นเป็นของใหม่&#8221; ผมก็เลยถามกลับไปว่า &#8220;สามารถจัดสิ่งของกองใหม่ได้เหมือนกันทุกวันเลยหรือ&#8221;</p>
<p>ก็ไม่เป็นไร ผมได้ของแค่ไหนก็แค่นั้น ตอนนั้นพี่น้องจากปักษ์ใต้ขับรถสิบล้อมาสองวันเต็มๆ นำน้ำดื่มมาให้ผมกว่าสามหมื่นขวด เพื่อให้ประชาชนที่ขาดแคลนน้ำ นี่คือน้ำใจของพี่น้องประชาชน ซึ่งเปรียบเทียบกับตรงนั้นไม่ได้เลย ผมกล้าพูดเลยว่า ผลประโยชน์จริงๆ และผมไม่กลัวด้วย</p>
<ul>
<li><strong>คุณเอาแรงมาจากไหนมากมายเพื่อช่วยเหลือคน</strong></li>
</ul>
<p>ถ้าวันไหนผมไม่ได้ลงไปช่วยคนสักวัน ผมจะรู้สึกผิด อย่างวันนี้ (8 พฤศจิกายน 2554) ผมไม่น่ามาเตะบอล เพราะคนแถวเพชรเกษม 120 โทรมาหาผมตั้งแต่เช้า พวกเขาต้องการสิ่งของ ถ้าผมไม่เข้าไป ลูกน้องผม 10-20 คนก็ไม่ได้ไป ผมอยากให้พวกเขาพัก เพราะทำงานมาเป็นเดือนไม่ได้พักเลย บางครั้งอยากจะนอนอยู่บ้านสักวันสองวัน ก็ทำไม่ได้ เพราะคนกำลังลำบาก เราจะมานอนเฉยๆ ไม่ได้ ในเฟซบุ๊คผมมีคนบอกว่า &#8220;พี่บิณฑ์&#8230;ช่วยพี่น้องประชาชน ก็เหมือนช่วยในหลวงอีกแรง เพราะพวกเขาเป็นประชาชนของในหลวง&#8221;</p>
<ul>
<li><strong>หลายคนยกย่องว่าคุณเป็นคนดี คุณรู้สึกอย่างไร</strong></li>
</ul>
<p>ก็ดีใจ สิ่งที่ผมทำไม่สูญเปล่า ผมเป็นดาราที่ไม่ได้สังกัดสถานีช่องไหน เราทำอะไรก็ไม่มีใครสนใจ อย่างดาราประจำสถานีช่องนั้นช่องนี้ มีสื่อคอยตามทำข่าว แม้จะลงพื้นที่แค่ครั้งเดียวก็เป็นข่าว ส่วนเราลงไปช่วยเหลือคนเป็นร้อยๆ ครั้งมีข่าวออกมาครั้งเดียวหรือสองครั้ง</p>
<ul>
<li><strong>บางคนมองคุณเป็นฮีโร่ ?</strong></li>
</ul>
<p>ไม่หรอกครับ หลายๆ คนที่ทำงานช่วยเหลือคนมานานเป็นฮีโร่มากกว่า แต่ผมจังหวะดี และผมก็ชื่นชมคนที่ทำงานเพื่อประชาชน ผมยกย่องหลายๆ คนเป็นฮีโร่ของผม แต่บางครั้งไม่เป็นข่าว</p>
<ul>
<li><strong>การช่วยเหลือเรื่องใดที่คนส่วนใหญ่มองข้าม</strong></li>
</ul>
<p>บางเรื่องคนก็นึกไม่ถึง ศูนย์อพยพบางแห่ง ถ้าไม่มีคนบริจาค ผู้ประสบภัยก็ต้องอด ถ้าจะรอให้รัฐส่งอาหารให้ คงไม่ไหว ทุกคนอาจมองข้ามเรื่องนี้ พอน้ำท่วมใหญ่ที่ไหน คนก็บริจาคเยอะที่นั่น บางจุดยังขาดแคลน ไม่มีคนเข้าไป ซึ่งหลายหน่วยงานมองข้ามเรื่องนี้</p>
<ul>
<li><strong>หลักเกณฑ์ในการลงไปช่วยเหลือคน คุณวางแนวทางอย่างไร</strong></li>
</ul>
<p>ผมจะดูว่า ถ้ามีการช่วยเหลือซ้ำซ้อน ผมจะไม่เข้าไป บางคนโกหกว่า ไม่เคยมีคนเข้ามาเลย ผมจะให้ลูกน้องเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ก่อน บางแห่งน้ำท่วมเป็นเดือน มีคนเข้าไปแจกของครั้งเดียว เราจะเลือกจุดที่คนไม่เข้าไปแจกของ จะไปถามชาวบ้านว่าได้รับสิ่งของกี่ครั้งแล้ว ส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่โกหก แต่คนที่ขอส่วนใหญ่เป็น อบต.ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน บางคนอยากสร้างผลงาน ถ้าดึงมูลนิธิฯเข้ามาช่วยได้เยอะ ชาวบ้านก็จะเชื่อมั่นเลือกเป็นตัวแทนอีก</p>
<ul>
<li><strong>คุณมีวิธีการดูแลอาสาสมัครอย่างไร</strong></li>
</ul>
<p>เมื่อก่อนผมเป็นแค่หัวหน้าอาสาสมัคร ตอนนี้ผมเป็นผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ มูลนิธิร่วมกตัญญู ดูแลอาสาสมัครทั่วประเทศของมูลนิธิกว่าห้าพันคน เกิดเหตุภัยพิบัติที่ไหน ผมจะต้องบริหารจัดการส่งคนเข้าไป ผมได้รับการยอมรับเพราะผมทำงานหนักมานานกว่า 24 ปี เป็นที่ยอมรับทั้งคนภายในและภายนอก</p>
<p>การดูแลคนทำงาน อันดับแรก ความเป็นอยู่พวกเขาต้องดีก่อน ถ้าพวกเขายังเดือดร้อน จะทุ่มเทแรงกายแรงใจคงไม่ไหว เพราะอาสาสมัครไม่มีเงินเดือน เวลาออกไปทำงาน หัวหน้าจะต้องคอยช่วยเหลือเรื่องเบี้ยเลี้ยง บางคนมาช่วยทำงานเป็นเดือน ผมก็ต้องเอาเงินส่วนตัวจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้พวกเขา บางครั้งมีคนใจบุญช่วยบ้าง เพราะนโยบายของมูลนิธิไม่มีการจ่ายเบี้ยเลี้ยง แต่เราเห็นว่า พวกเขาลำบาก บางวันเขากลับบ้านดึกมาก ผมก็ให้เงินไปสี่ห้าร้อยบาท ถ้าวันไหนมีคนเอาเงินมาบริจาคให้สักสองหมื่นบาท ผมก็ให้ลูกน้องคนละพันบาท พวกเขาก็ดีใจว่ามีคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่พวกเขาทำ หรือเวลาไปทานข้าวที่ไหน บางร้านไม่เอาเงิน เขาเห็นว่า พวกเราเป็นคนช่วยเหลือสังคมมีประโยชน์กับบ้านเมือง</p>
<ul>
<li><strong>คุณหมดเงินไปเท่าไหร่แล้ว</strong></li>
</ul>
<p>ถ้าเป็นเงินส่วนตัวผมหมดไปหลายแสนบาท แต่ถ้าเป็นเงินมูลนิธิฯที่ช่วยเหลือคนกว่าสิบล้านบาท และเงินที่บริจาคก็ไม่เคยพอ</p>
<ul>
<li><strong>คิดจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอีกนานแค่ไหน</strong></li>
</ul>
<p>ถ้าน้ำไหลไปเร็ว ประชาชนก็ลืมตาอ้าปากได้ นักวิชาการบางคนบอกว่า เราจะเจอแบบนี้ทุกปี ถ้าเป็นจริงคงไม่ต้องทำอะไรแล้ว</p>
<ul>
<li><strong>การเข้าไปช่วยเหลือคน สัตว์ และสิ่งของในครั้งนี้ คุณประทับใจเหตุการณ์ไหนมากที่สุด</strong></li>
</ul>
<p>ตอนไปช่วยกู้หนังไทยกว่า 600 เรื่องที่บริษัทสยามพัฒนาฟิล์ม จำกัด จรัสสนิทวงศ์ 65 เป็นฟิล์มเนกาตีฟ (Negative Film) ถ้าจะดูหนังเก่าต้องเอาเนกาตีฟไปอัดเป็นฟิล์มมาดู ถ้าฟิล์มพวกนี้จมน้ำ วงการบันเทิงหนังไทยจบเลย ไม่มีหนังเก่าๆ ให้ดู ห้องเก็บหนังอยู่ชั้นใต้ดิน ตอนที่ผมไปถึงน้ำท่วมถึงเข่า ตอนนั้นผมเอาลูกน้องไป 15-20 คน เจ้าของบ้านเครียดมาก เพราะฟิล์มหนังเยอะมาก</p>
<p>คันกั้นน้ำที่ทำไว้เกิดพัง ต้องใช้คนทั้งหมดช่วยกันอุดน้ำ แล้วมาช่วยกันย้ายฟิล์มหนังที่หนักกล่องละ 35 กิโลกรัมขึ้นไปเก็บชั้นสาม ทำทั้งวันตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงหกโมงเย็น หนังเรื่องสุดท้ายที่กู้ขึ้นมาได้คือ แม่นาคพระโขนง เป็นงานที่ผมภูมิใจมาก เพราะเราอยู่วงการบันเทิงและช่วยกู้หนังไทยได้ ถ้าตอนนั้นมูลนิธิร่วมกตัญญูไปไม่ทัน หนังไทยเก่าๆ ทุกเรื่องคงจมน้ำหมด พอทำงานเสร็จ เจ้าของบ้านเข้ามากอดผม น้ำตาซึม</p>
<ul>
<li><strong>ประชาชนหลายพื้นที่ทะเลาะกันเรื่องคันกั้นน้ำระหว่างหัวน้ำกับท้ายน้ำ คุณมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร</strong></li>
</ul>
<p>คนที่รับผิดชอบตรงนี้ ควรเรียกผู้นำชุมชนมาอธิบายให้เข้าใจ ชาวบ้านไม่เข้าใจหรอก เพราะไม่มีคนกลางอธิบายถ้าอธิบายชัดเจน พวกเขาเข้าใจนะ แต่ไหนๆ น้ำก็ท่วมแล้ว ให้ท่วมเหมือนกันทั้งหมดไปเลย จะได้ไม่เลือกปฏิบัติ หลังน้ำลดแล้ว คงต้องมานั่งคุยกันยาว ต่อไปการจัดการต้องดีกว่านี้ รัฐบาลชุดไหนเข้ามาทำงานตรงนี้ ต้องทำให้ดีที่สุด</p>
<ul>
<li><strong>ในฐานะคนทำงานลงพื้นที่ตลอด คุณมีคำแนะนำอื่นๆ ไหม</strong></li>
</ul>
<p>รัฐน่าจะตัดเรื่องพรรคการเมืองออกไป เอาแค่การช่วยเหลือเพื่อส่วนร่วม อย่าไปคิดเลยว่า มาช่วยแล้วต้องหาโอกาสสร้างชื่อเสียง ตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนมากๆ คุณต้องใจกว้างต้องยอมรับว่า คุณมีสิ่งของจำนวนมาก แต่ไม่มีบุคลากรบริหารจัดการที่ดี ถ้าผมนำสิ่งของจาก ศปภ.ไปแจก ผมก็ต้องบอกประชาชนว่ามาจากที่นั่น ผมไม่เคยอ้างว่ามาจากมูลนิธิร่วมกตัญญู หน่วยงานไหนนำสิ่งของมาให้ผมแจก ผมก็บอกแหล่งที่มาตรงๆ ผมอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนจริงๆ</p>
<ul>
<li><strong>เหตุการณ์ครั้งนี้ คุณเครียดไหม</strong></li>
</ul>
<p>ไม่เครียด แต่เหนื่อย บางวันมีเวลากินข้าวเช้าตอนบ่ายสอง กินข้าวกลางวันตอนตีสอง ตีสาม และเช้าๆ ต้องรีบตื่น เพื่อออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย</p>
<ul>
<li><strong>มีวิธีการผ่อนคลายแต่ละวันอย่างไร</strong></li>
</ul>
<p>ออกไปช่วยชาวบ้าน ก็มีความสุขแล้ว พอเห็นชาวบ้านรอรับของ เข้าไปถึงพื้นที่ก็ตบมือกัน หลายคนเข้ามากอด บางคนบอกว่า &#8220;คิดว่าบิณฑ์จะไม่มาพื้นที่นี้แล้ว&#8221; ถ้ามูลนิธิร่วมกตัญญูเข้าไป พวกเขาจะถามว่า &#8220;คุณบิณฑ์มาไหม&#8221;</p>
<ul>
<li><strong>ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คุณต้องออกไปช่วยคนตลอด แล้วมีเวลาส่วนตัวบ้างไหม</strong></li>
</ul>
<p>ต้องยอมครับ สองสามเดือนไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัว ขอเป็นเวลาส่วนรวม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มา : <a title="ฮีโร่นอกจอ 'บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์'" href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20111115/419336/%E0%B8%AE%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%AD-%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C.html">กรุงเทพธุรกิจ</a></strong></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ae%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%ad-%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ae%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%ad-%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปิดซอฟท์แวร์ขอความช่วยเหลือออนไลน์</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Nov 2011 08:51:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[@Banana_Waffle]]></category>
		<category><![CDATA[กเทคโนโลยีสารสนเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ขอความช่วยเหลือออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยผู้ประสบภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ปฐมภู ศักดิ์ศรี]]></category>
		<category><![CDATA[แผนที่กูเกิล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=28113</guid>
		<description><![CDATA[เปิดซอฟต์แวร์ขอความช่วยเหลือติดเกาะ แจ้งตำแหน่งแม่นยำทางอินเทอร์เน็ต สื่อสารผ่านทวิตเตอร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  อุทกภัยครั้งนี้นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นำความรู้มาช่วยผู้ประสบภัยมากมาย รายล่าสุดเปิดเว็บ สำหรับขอความช่วยเหลือที่ระบุพิกัดให้หน่วยกู้ภัยเข้าถึงได้ถูกต้อง ที่ www.helpme.in.th  นายปฐมภู ศักดิ์ศรี หรือ แอ็ตบานาน่าอันเดอร์สกอลวอฟเฟิล (@Banana_Waffle) นักพัฒนาเว็บไซต์ กล่าวว่า ได้นำเทคโนโลยีระบุพิกัดบนแผนที่ของกูเกิล ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยินยอมให้ระบบติดตาม สามารถแจ้งร้องขอความช่วยเหลือเมื่อติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมได้ โดยกรอกข้อมูล จำนวนสมาชิกในครัวเรือน สัตว์เลี้ยง ผู้ป่วย คนชรา พร้อมระบุว่าต้องการ อาหารและน้ำดื่ม หรือขอให้ เคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่ รวมทั้ง บ้านเลขที่, จุดสังเกตใกล้ที่พัก, ระดับน้ำ, ตลอดจนความต้องการอื่นๆ นายปฐมภู กล่าวต่อว่า เมื่อผู้ประสบภัยคลิกส่ง จะปรากฏบนฐานข้อมูลของตน จากนั้นจะกระจายการขอความช่วยเหลือทางทวิตเตอร์ ซึ่งได้ประสานงานกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ศูนย์ข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(www.thaiflood.com) และนายกิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าว 3 มิติ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ส่วนหน่วยงานภาครัฐได้พยายามประสานงาน แต่ไม่ได้รับความสนใจ เพราะต้องการให้ผู้ประสบภัยแจ้งทางโทรศัพท์ “การแจ้งสถานที่ทางโทรศัพท์ อาจสับสน ในช่วงน้ำท่วมสภาพพื้นที่เปลี่ยนไป การหาซอยหรือเลขบ้านจะไม่คล่องตัว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/8u.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-28114" title="8u" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/8u.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>เปิดซอฟต์แวร์ขอความช่วยเหลือติดเกาะ แจ้งตำแหน่งแม่นยำทางอินเทอร์เน็ต สื่อสารผ่านทวิตเตอร์</strong></p>
<p>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  อุทกภัยครั้งนี้นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นำความรู้มาช่วยผู้ประสบภัยมากมาย รายล่าสุดเปิดเว็บ สำหรับขอความช่วยเหลือที่ระบุพิกัดให้หน่วย<span id="more-28113"></span>กู้ภัยเข้าถึงได้ถูกต้อง ที่ www.helpme.in.th  นายปฐมภู ศักดิ์ศรี หรือ แอ็ตบานาน่าอันเดอร์สกอลวอฟเฟิล (@Banana_Waffle) นักพัฒนาเว็บไซต์ กล่าวว่า ได้นำเทคโนโลยีระบุพิกัดบนแผนที่ของกูเกิล ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยินยอมให้ระบบติดตาม สามารถแจ้งร้องขอความช่วยเหลือเมื่อติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมได้ โดยกรอกข้อมูล จำนวนสมาชิกในครัวเรือน สัตว์เลี้ยง ผู้ป่วย คนชรา พร้อมระบุว่าต้องการ อาหารและน้ำดื่ม หรือขอให้ เคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่ รวมทั้ง บ้านเลขที่, จุดสังเกตใกล้ที่พัก, ระดับน้ำ, ตลอดจนความต้องการอื่นๆ</p>
<p>นายปฐมภู กล่าวต่อว่า เมื่อผู้ประสบภัยคลิกส่ง จะปรากฏบนฐานข้อมูลของตน จากนั้นจะกระจายการขอความช่วยเหลือทางทวิตเตอร์ ซึ่งได้ประสานงานกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ศูนย์ข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(www.thaiflood.com) และนายกิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าว 3 มิติ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ส่วนหน่วยงานภาครัฐได้พยายามประสานงาน แต่ไม่ได้รับความสนใจ เพราะต้องการให้ผู้ประสบภัยแจ้งทางโทรศัพท์</p>
<p>“การแจ้งสถานที่ทางโทรศัพท์ อาจสับสน ในช่วงน้ำท่วมสภาพพื้นที่เปลี่ยนไป การหาซอยหรือเลขบ้านจะไม่คล่องตัว ระบบนี้ ให้ความแม่นยำสูงโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพ ผู้ใช้โทรศัพท์ที่ต่ออินเทอร์เน็ตก็ใช้ได้ อาสาสมัครที่ให้ความช่วยเหลือที่อยู่ใกล้ก็สามารถรับข้อมูลและเข้าพื้นที่ได้ทันท่วงที”นายปฐมภูกล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8216;อุ๊-วัชรพงศ์&#8217; คนต้นคิด ครัวลงแขกแบบงานวัด</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b9%8a-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b9%8a-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Nov 2011 08:51:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[บุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวลงแขกช่วยน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[จิตอาสา]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนพึ่งตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยเหลือผู้ประสบภัย]]></category>
		<category><![CDATA[วัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=27922</guid>
		<description><![CDATA[จิตอาสาคนนี้เลือกที่จะตั้งโรงครัวกลางในนามชื่อศูนย์บวรเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย เขามองว่า การแจกถุงยังชีพไม่ใช่ความยั่งยืน วิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ได้เห็นคนที่มีจิตอาสาจำนวนมากออกมาช่วยเหลือผู้ประสบภัย หลายคนทำงานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ไม่สนใจชื่อเสียง หรือคำยกย่องเยินยอ เหมือนเช่น วัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ อุ๊-กรุงสยาม กรรมการมูลนิธิพระเทวราชโพธิสัตว์ และเจ้าของเว็บไซต์พระเครื่อง ทำอยู่เวลานี้ เขารู้ดีว่าเวลาอดอาหารเป็นอย่างไร ชีวิตเขาเคยผ่านความยากจนมาแล้ว บางมื้ออด บางครั้งไม่มีที่นอน เมื่อพอมีพอกิน และเห็นว่า คนจำนวนมากต้องการความช่วยเหลือ จึงอยากช่วย ในช่วงแรกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเกิดน้ำท่วม ประชาชนเดือดร้อน วัชรพงศ์พยายามหาทางช่วยเหลือและคิดว่า การแจกถุงยังชีพไม่ใช่การช่วยเหลือที่ยั่งยืน เขาจึงช่วยในแบบของเขา เขาบอกว่า การช่วยเหลือคนในยามฉุกเฉิน ทฤษฎีหรือวิชาการที่เรียนมาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เอาคืนไปเลย ใช้แค่สามัญสำนึก สามัญสำนึกในความหมายของเขา ก็คือ เมื่อท้องหิว ก็ต้องกิน จึงต้องมีโรงครัว แล้วจะทำครัวในช่วงน้ำท่วมได้อย่างไร เพราะผู้ประสบภัยแม้จะมีเงิน ก็ซื้ออาหารไม่ได้ มีถุงยังชีพก็ทำกับข้าวกินเองไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรให้คนในชุมชนพึ่งพาตนเอง วิธีการของเขา ก็คือ ตั้งโรงครัวกลาง มีเครื่องครัวและวัตถุดิบในการปรุงอาหาร เพื่อให้คนในชุมชนทำอาหารแจกจ่ายกันเอง วัชรพงศ์เริ่มจากการทำ ศูนย์บวร แหล่งบัญชาการอาหารที่ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นขยายไปที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b9%8a-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a3/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_416293_1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-27923" title="news_img_416293_1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_416293_1-200x300.jpg" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p><strong>จิตอาสาคนนี้เลือกที่จะตั้งโรงครัวกลางในนามชื่อศูนย์บวรเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย เขามองว่า การแจกถุงยังชีพไม่ใช่ความยั่งยืน</strong></p>
<p>วิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ได้เห็นคนที่มีจิตอาสาจำนวนมากออกมาช่วยเหลือผู้ประสบภัย หลายคนทำงานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ไม่สนใจชื่อเสียง หรือคำ<span id="more-27922"></span>ยกย่องเยินยอ เหมือนเช่น วัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ อุ๊-กรุงสยาม กรรมการมูลนิธิพระเทวราชโพธิสัตว์ และเจ้าของเว็บไซต์พระเครื่อง ทำอยู่เวลานี้ เขารู้ดีว่าเวลาอดอาหารเป็นอย่างไร ชีวิตเขาเคยผ่านความยากจนมาแล้ว บางมื้ออด บางครั้งไม่มีที่นอน เมื่อพอมีพอกิน และเห็นว่า คนจำนวนมากต้องการความช่วยเหลือ จึงอยากช่วย</p>
<p>ในช่วงแรกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเกิดน้ำท่วม ประชาชนเดือดร้อน วัชรพงศ์พยายามหาทางช่วยเหลือและคิดว่า การแจกถุงยังชีพไม่ใช่การช่วยเหลือที่ยั่งยืน เขาจึงช่วยในแบบของเขา เขาบอกว่า การช่วยเหลือคนในยามฉุกเฉิน ทฤษฎีหรือวิชาการที่เรียนมาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เอาคืนไปเลย ใช้แค่สามัญสำนึก</p>
<p>สามัญสำนึกในความหมายของเขา ก็คือ เมื่อท้องหิว ก็ต้องกิน จึงต้องมีโรงครัว แล้วจะทำครัวในช่วงน้ำท่วมได้อย่างไร เพราะผู้ประสบภัยแม้จะมีเงิน ก็ซื้ออาหารไม่ได้ มีถุงยังชีพก็ทำกับข้าวกินเองไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรให้คนในชุมชนพึ่งพาตนเอง</p>
<p>วิธีการของเขา ก็คือ ตั้งโรงครัวกลาง มีเครื่องครัวและวัตถุดิบในการปรุงอาหาร เพื่อให้คนในชุมชนทำอาหารแจกจ่ายกันเอง</p>
<p>วัชรพงศ์เริ่มจากการทำ ศูนย์บวร แหล่งบัญชาการอาหารที่ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นขยายไปที่ อ.บางปะหัน และทำจนครอบคลุมพื้นที่ 30 แห่งเพื่อเป็นโรงครัวกลาง บางคนจึงมีหน้าที่เป็นแม่ครัว บางคนล้างจาน บางคนขันอาสาแจกอาหาร ฯลฯ</p>
<p>&#8220;คุณรู้ไหม ตอนที่ปลัดเทศบาล ต.ศาลาแดง จ.อ่างทอง มารับข้าวกล่องกว่าสองพันกล่อง ตอนที่เขาหิ้วของขึ้นรถ คงเหนื่อยมาก เขาล้มลงหมดสติ ผมไปช่วยปั๊มหัวใจ ทั้งๆ ที่ผมไม่รู้วิธีปฐมพยาบาล พอเขารู้สึกตัว เขาบอกว่า เอาข้าวไปให้ชาวบ้านก่อน ชาวบ้านรออยู่ &#8221; วัชรพงศ์ เล่าให้ฟัง โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ ว่า เขาซาบซึ้งเพียงใด</p>
<p>ประชาชนธรรมดาๆ ในแวดวงพระเครื่องคนนี้ แค่คิดง่ายๆ แต่ทำยาก โดยการระดมผู้ประสบภัยและผู้ไม่ประสบภัยมาช่วยกันลงแขกทำครัวแบบงานวัด เพื่อช่วยผู้เดือดร้อน น่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่าการแจกถุงยังชีพชั่วครั้งชั่วคราว โดยวิธีการนี้ต้องใช้กระบวนการจัดการ ทำให้ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้รับกลายเป็นผู้ให้</p>
<p>&#8220;ธรรมชาติของมนุษย์แค่ 6 ชั่วโมงก็ต้องการอาหาร เพื่อระงับความหิว  ตอนแรกๆ ผมสั่งข้าวกล่องมาเลยสองสามพันกล่อง นำเข้าไปให้ผู้ประสบภัย อ.มหาราช จ.พระนครอยุธยา จนกระทั่งผมประสานกับนายอำเภอและบอกว่า ต้องตั้งครัวทำอาหาร&#8221;</p>
<p>ในห้วงวิกฤติเช่นนี้ ถุงยังชีพไม่ใช่สิ่งแรกที่เขาคิด เขาคิดเรื่องการทำโรงครัวกลาง น่าจะแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง วัชรพงศ์จึงใช้เงินกว่าแสนบาทและเงินก็ไหลออกจากกระเป๋าอยู่เรื่อยๆ เพื่อสนับสนุนเรื่องวัตถุดิบในการทำอาหาร ทำให้คนในชุมชนตั้งหลักได้ก่อน จากนั้นพวกเขาจะช่วยเหลือคนอื่นๆ ต่อไป</p>
<p>&#8220;ถ้าไม่หยุดความหิว ก็จะมีความวุ่นวายตามมา ผมเห็นอยู่ทุกวันว่า การแจกถุงยังชีพ คนที่ได้รับของก็เป็นคนหน้าเดิมๆ ตอนที่ผมลงพื้นที่ ผมไม่รู้จักใครเลย ผมเรียกคนทำงานในองค์การบริหารส่วนตำบลมานั่งล้อมแก้ปัญหาร่วมกัน ผมหาเครื่องครัวให้ทั้งหมด โดยได้จากวัด ผมช่วยบริจาคเงินและคนอื่นๆ ช่วยบ้าง&#8221;</p>
<p>เมื่อพูดถึงศูนย์บวร วัชรพงศ์อดไม่ได้ที่จะเล่าถึงสิ่งที่คิดไว้ให้ฟัง คำว่า &#8216;บวร&#8217;มีความหมายดังนี้&#8230; &#8216;บ&#8217; คือบ้าน หมายถึงชาวบ้านที่ช่วยเหลือตัวเองได้และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ดังนั้นต้องเอาคนที่ช่วยเหลือตัวเองได้มาช่วยคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เพราะคนไทยเป็นแม่ครัวโดยสายเลือด</p>
<p>&#8216;ว&#8217; คือ วัด มูลนิธิ หรือคนบริจาค หมายถึงการนำทรัพยากรมาให้คนในชุมชน และ &#8216;ร&#8217; คือ ระบบราชการ ข้าราชการที่รู้พื้นที่เพื่อนำอาหารไปแจกจ่าย</p>
<p>เขาเอาทั้งสามส่วนมาเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ทั้งกำลังทรัพย์ กำลังคนและระบบการจัดการ โดยให้คนในชุมชนทำอาหาร และหน่วยงานรัฐในชุมชนนำอาหารไปแจกให้ผู้เดือดร้อนอย่างทั่วถึง จนศูนย์บวรขยายสาขาออกไปเป็นจำนวน 30 แห่ง</p>
<p>วัชรพงศ์ บอกตรงๆ ว่าไม่ได้ร่ำรวย แต่เมื่อเห็นเพื่อนร่วมชาติไม่มีอาหารกิน จึงทนไม่ได้<br />
&#8220;ผมวางรูปแบบโรงครัวกลาง เพื่อให้คนในชุมชนทำครัวแจกจ่ายไปทั่วชุมชนใกล้เคียง บางคนพายเรือมากินข้าวไม่ได้ ก็นำไปแจก การทำแบบนี้สามารถช่วยคนได้ทั่วถึงกว่าหกหมื่นคน  ผมคิดว่า ผู้นำชุมชนมีศักยภาพในระดับหนึ่ง เมื่อพวกเขาตั้งหลักได้ ก็มีคนมาช่วยอยู่เรื่อยๆ โดยผมให้หลักการว่า ไม่ให้แจกถุงยังชีพ เพราะมีไม่มากพอสำหรับทุกคนในชุมชน ไม่เช่นนั้นทะเลาะกัน&#8221;</p>
<p>วิธีการบริหารจัดการถุงยังชีพที่วัชรพงศ์วางไว้ ก็คือ นำถุงยังชีพมารวมกันเป็นกองกลางเพื่อทำอาหารแจกจ่าย<br />
&#8220;ตั้งแต่ผมตั้งศูนย์บวรมา  ผมแจกถุงยังชีพแค่สองร้อยถุงเท่านั้น แจกเฉพาะคนที่เดือดร้อนจริงๆ และเดินทางมาไม่ได้ บ้านอยู่ไกลมาก จึงต้องเดินทางไปแจกถึงบ้าน&#8221; วัชรพงศ์ เล่าถึงวิธีการที่ทำให้คนในชุมชนพึ่งพาตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี โดยเขาช่วยบริหารจัดการ เพราะน้ำท่วมเป็นเดือนๆ เช่นนี้ คงแจกถุงยังชีพไม่เพียงพอต่อความต้องการ  และถ้าทำแบบนั้นชาวบ้านจะช่วยตัวเองไม่ได้</p>
<p>&#8220;คุณไปดูในสิ่งที่เราทำได้ ผมไม่ได้สื่อสารเรื่องนี้ เพื่อให้คนบริจาคสิ่งของมากขึ้น ผมคิดว่าคนเราควรมีการช่วยเหลืออย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน&#8221; วัชรพงศ์ บอกถึงวิธีการแบ่งปัน</p>
<p>การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในความคิดของเขา จึงต้องมีหลักการ รู้จักใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดและทำให้เกิดการดูแลซึ่งกันและกัน</p>
<p>&#8220;ตอนนี้กลไกรัฐช่วยชาวบ้านไม่ได้ เราก็ต้องมีส่วนช่วย สิ่งสำคัญที่สุดคือ การช่วยเฉพาะหน้าเรื่องอาหาร สิ่งที่ผมเห็นตอนนี้ก็คือ ชุมชนบางบัวทองยังไม่มีโรงครัวส่วนกลางเพื่อช่วยเหลือคน&#8221;</p>
<p>แม้จะต้องใช้ทั้งเงินและเข้าไปช่วยจัดการ วัชรพงศ์ก็เต็มใจและยินดีช่วยเหลือ แต่สิ่งที่เขาลำบากใจก็คือ การขอรับของบริจาคจากศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)</p>
<p>“ตอนที่ผมเดินทางไปท่าอากาศยานดอนเมือง ผมไปขอของบริจาคมาช่วยเหลือคนเดือดร้อน ผู้ปฏิบัติงานที่ทำหน้าที่ตรงนั้น มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งๆ ที่ผมต้องการแค่นำสิ่งของมาช่วยเหลือคนที่ศูนย์บวร เมื่อการช่วยเหลือล่าช้า ผมจึงต้องเอาพระเครื่องไปให้คนเช่า เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือ ผมหมดเงินไปเป็นล้านๆ และตอนนี้ทำห้องสุขาอีกสองร้อยหลังแจก ถ้าผมรอการช่วยเหลือจากรัฐ ชาวบ้านจะมีปัญหามากกว่านี้”</p>
<p>แม้เขาจะหมดเงินเป็นล้านๆ แต่เขาก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร ไม่ว่าจะเรื่องของบริจาคหรือเรื่องใดก็ตาม เพราะเขาเชื่อว่า คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน</p>
<p>&#8220;ตอนนี้ผมส่งลูกเมียไปอยู่ต่างจังหวัด ลูกผมถามว่าถ้าน้ำท่วมจะทำยังไง ผมบอกว่า พ่อต้องอยู่ช่วยคนอื่นก่อน ผมคิดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เหมือนนรกแตก ตอนที่ผมได้ข่าวว่า รัฐบาลขอรับบริจาคกระสอบทรายจากประชาชน มันหมดหนทางขนาดนั้นเลยหรือ ประชาชนก็เดือดร้อนอยู่แล้ว ผมจึงคิดว่า ถ้าเศรษฐีแถวหน้าเมืองไทยแค่สิบคนบริจาคคนละ 100 ล้านบาท ก็มีเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยประมาณ 1,000 ล้านบาท จริงๆ แล้วสังคมไทยยกย่องคนรวย แล้วคุณมีเงินเยอะๆ ตายแล้ว เอาไปได้ไหม&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</strong></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b9%8a-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a3/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b9%8a-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เกินเหนื่อย แต่ไม่ขอหยุด &#8216;แพทย์สนามน้ำท่วม&#8217; อีกฉากสะท้อนน้ำใจไทย</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Oct 2011 10:33:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[ทีมแพทย์พยาบาลอาสา]]></category>
		<category><![CDATA[มทร.ธัญบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[สถานการณ์น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์สนามน้ำท่วม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=27815</guid>
		<description><![CDATA[สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ จะว่าไปก็ไม่ต่างจากภาวะสงคราม ซึ่งกับการเจ็บไข้ได้ป่วย ใครที่ไม่ป่วยพอน้ำท่วมก็อาจจะป่วย และใครที่ป่วยอยู่แล้วพอน้ำท่วมก็อาจยิ่งแย่ และยิ่งถ้าต้องมีการอพยพหนีน้ำด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งในสถานการณ์ที่อลหม่านเช่นนี้ ศูนย์พยาบาล ศูนย์แพทย์ฉุกเฉินหรือแพทย์สนาม ถือว่ามีความสำคัญมาก วันนี้มาดู “ฉากชีวิตแพทย์สนามช่วงน้ำท่วม” กัน&#8230; ณ อาคารหอประชุมขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ที่ถูกปรับให้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ประสบอุทกภัย ทั้งในจังหวัดปทุมธานี และจากพระนครศรีอยุธยา ฟูกนอนหลากสีกระจายเรียงรายเต็มโถงอาคาร คล้ายผ้าห่มผืนใหญ่ที่คอยสร้างความอุ่นใจให้คนไร้ที่พึ่ง แดดข้างนอกร้อนร้าย น้ำท่วมก็ไร้ความปรานี ผู้คนทยอยเดินเข้าออกอยู่ตลอด อาสาสมัครหญิงชายที่มีอยู่ไม่มากก็ทำงานในระดับที่เรียกว่าเกินกำลังของแต่ละคน “ปิดรับแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ประสบภัยเข้ามาเพิ่มตลอด เราก็ต้องรับไว้ เพราะเข้าใจว่าเขาเองก็ไม่มีที่ไป เราพอช่วยได้ก็ต้องช่วย เหนื่อยไหม&#8230;ตอนนี้เรียกว่าเกินเหนื่อยไปแล้ว จากที่ตั้งใจจะเปิดเป็นจุดเล็ก ๆ แต่ไม่เล็กแล้ว เพราะใคร ๆ ก็มุ่งมาที่นี่ แม้แต่โรงพยาบาลใกล้เคียง” เสียงล้า ๆ ของ ปาริชาติ พัฒนพงษ์ หัวหน้าฝ่ายข่าว กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี ซึ่งรับหน้าที่เป็นอาสาสมัครที่คอยช่วยประสานงานภายในศูนย์ ระบุกับทีม “วิถีชีวิต” ในวันที่เราไปเยือนศูนย์พักพิงแห่งนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ก่อนมีข่าวว่าพื้นที่บริเวณศูนย์พักพิงแห่งนี้ก็เสี่ยงภัยน้ำท่วมแล้วเช่นกัน และต้องมีการย้ายไปที่อื่นอีก นอกจากศูนย์พักพิงแห่งนี้จะคอยดูแลเรื่องที่หลับที่นอน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b8/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/P23_viti_url.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-27817" title="P23_viti_url" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/P23_viti_url.jpg" alt="" width="260" height="222" /></a></p>
<p>สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ จะว่าไปก็ไม่ต่างจากภาวะสงคราม ซึ่งกับการเจ็บไข้ได้ป่วย ใครที่ไม่ป่วยพอน้ำท่วมก็อาจจะป่วย และใครที่ป่วยอยู่แล้วพอน้ำท่วมก็อาจยิ่งแย่ และยิ่งถ้าต้องมีการอพยพหนีน้ำด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งในสถานการณ์ที่อลหม่านเช่นนี้ ศูนย์พยาบาล ศูนย์แพทย์ฉุกเฉินหรือแพทย์สนาม ถือว่ามีความสำคัญมาก<span id="more-27815"></span></p>
<p>วันนี้มาดู “ฉากชีวิตแพทย์สนามช่วงน้ำท่วม” กัน&#8230;</p>
<p>ณ อาคารหอประชุมขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ที่ถูกปรับให้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ประสบอุทกภัย ทั้งในจังหวัดปทุมธานี และจากพระนครศรีอยุธยา ฟูกนอนหลากสีกระจายเรียงรายเต็มโถงอาคาร คล้ายผ้าห่มผืนใหญ่ที่คอยสร้างความอุ่นใจให้คนไร้ที่พึ่ง แดดข้างนอกร้อนร้าย น้ำท่วมก็ไร้ความปรานี ผู้คนทยอยเดินเข้าออกอยู่ตลอด อาสาสมัครหญิงชายที่มีอยู่ไม่มากก็ทำงานในระดับที่เรียกว่าเกินกำลังของแต่ละคน</p>
<p>“ปิดรับแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ประสบภัยเข้ามาเพิ่มตลอด เราก็ต้องรับไว้ เพราะเข้าใจว่าเขาเองก็ไม่มีที่ไป เราพอช่วยได้ก็ต้องช่วย เหนื่อยไหม&#8230;ตอนนี้เรียกว่าเกินเหนื่อยไปแล้ว จากที่ตั้งใจจะเปิดเป็นจุดเล็ก ๆ แต่ไม่เล็กแล้ว เพราะใคร ๆ ก็มุ่งมาที่นี่ แม้แต่โรงพยาบาลใกล้เคียง” เสียงล้า ๆ ของ ปาริชาติ พัฒนพงษ์ หัวหน้าฝ่ายข่าว กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี ซึ่งรับหน้าที่เป็นอาสาสมัครที่คอยช่วยประสานงานภายในศูนย์ ระบุกับทีม “วิถีชีวิต” ในวันที่เราไปเยือนศูนย์พักพิงแห่งนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ก่อนมีข่าวว่าพื้นที่บริเวณศูนย์พักพิงแห่งนี้ก็เสี่ยงภัยน้ำท่วมแล้วเช่นกัน และต้องมีการย้ายไปที่อื่นอีก</p>
<p>นอกจากศูนย์พักพิงแห่งนี้จะคอยดูแลเรื่องที่หลับที่นอน ห้องหับอาบน้ำ และอาหารการกินสำหรับผู้ประสบภัย ในอีกมุมหนึ่งของห้องโถงประชุมไกล ๆ บรรยากาศก็ดูจะวุ่นวาย เพราะจัดเป็นศูนย์พยาบาลของศูนย์พักพิง</p>
<p>“วันแรก ๆ มีไม่ถึง 7 คน แต่พอน้ำท่วมขยายวงออกไปเรื่อย ๆ คนก็ไหลมามากขึ้น ไหลมากับน้ำเลย ภารกิจก็เลยหนักเพิ่มขึ้น จากที่จะเปิดเป็นเพียงจุดปฐมพยาบาล รักษาอาการเบื้องต้น เช่น ปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ไม่สบาย แต่กลายเป็นต้องรับเกือบทุกเคสเท่าที่สภาพจะอำนวย ดีที่ได้แพทย์และพยาบาลอาสาสมัครจากหลาย ๆ แห่งมาช่วย” เป็นเสียงของ ผ่องศรี แสงสุริยันตร์ พยาบาลวิชาชีพประจำ มทร.ธัญบุรี ที่เล่าให้เราฟังถึงภารกิจด้านการรักษาพยาบาล ที่ต้องรับบทหนัก ไม่แพ้น้ำมากที่เอ่อล้นท้นท่วมไปทั่ว</p>
<p>จากหน้าที่เดิมที่เป็นเพียงพยาบาลห้องปฐมพยาบาล ก็ต้องทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้บังคับบัญชาการเหตุการณ์เจ็บป่วยที่เกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลาภายในศูนย์แห่งนี้ เรียกว่างานมากกว่าปกติหลายเท่า ยังดีที่มีน้ำใจจิตอาสาทีมแพทย์และพยาบาลสาธารณสุขจากหลายแห่งมาช่วยเหลือด้วย อาทิ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ จ.หนองคาย, โรงพยาบาลท่ายาง จ.เพชรบุรี, คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย และทีมจิตวิทยาจากสถาบันราชานุกูล</p>
<p>“จากเดิมเราจะเป็นเพียงแค่ศูนย์ปฐม พยาบาลเฉพาะกิจ คอยดูแลให้การรักษาพื้นฐานแก่ผู้พักพิง แต่ต่อมาภารกิจของเราแทบจะกลายเป็นงานระดับโรงพยาบาลสนามขนาดย่อม ๆ ไปแล้ว” เสียงของผ่องศรีดังขึ้นมาคุยกับเรา ขณะที่มือไม้ยังคงยุ่งกับการจดรายละเอียด และโทรศัพท์เพื่อติดต่อประสานงานตลอดเวลา</p>
<p>“เกินเหนื่อยไปแล้ว ท้อไหม&#8230;ก็มีบ้าง แต่ไม่ขอหยุด เพราะรู้ว่าเราหยุดไม่ได้ มีคนอีกมากที่เขาลำบากกว่าเรา เห็นใจเขานะ บางคนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ลูกไปทาง พ่อแม่ไปทางก็มี” เป็นอีกอารมณ์ที่พยาบาลคนนี้สะท้อนให้เราฟัง</p>
<p>ต้องยอมรับว่า&#8230;สถานการณ์ขณะนี้ ณ วันที่ถนนหนทางมีสภาพไม่ต่างจากลำคลองหนองบึง เนื่องจากน้ำทาทับถนนแทบจะเกือบทุกเส้น ทำให้การเดินทางเพื่อไปโรงพยาบาลเหมือนสถาน การณ์ปกติลำบากเพิ่มขึ้น สำหรับโรงพยาบาลภาคสนาม ณ ขณะนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับหลายพื้นที่ที่กำลังประสบภัยจากน้ำท่วม เนื่องจากนับแต่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในปีนี้ โรงพยาบาลหลายแห่งต้องถูกตัดขาด<br />
และมีการอพยพผู้ป่วยกันอย่างโกลาหลทุกครั้ง ซึ่งล่าสุดแม้จะมีข่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขได้จัดทีมแพทย์เคลื่อนที่หมุนเวียนให้บริการประชาชน อย่างต่อเนื่องวันละกว่า 200 ทีม และมีโรงพยาบาลภาคสนามออกไปตั้งจุดช่วยเหลือในหลายพื้นที่ อาทิ ปทุมธานี นนทบุรี แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเรื่อย ๆ เหมือนปริมาณน้ำที่เอ่อล้น</p>
<p>ย้อนดูข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ 24 ต.ค. มีจำนวนผู้เจ็บป่วยจากน้ำท่วมที่รับบริการที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ สูงถึงกว่า 7 แสนคน ขณะที่อีกมาตรการหนึ่งก็ยังมีการสำรองยาและเวชภัณฑ์ไว้อีกด้วย แต่อุปสรรคใหญ่ที่สุดขณะนี้เห็นจะเป็นเรื่องของการเดินทางเพื่อเข้าไปช่วยเหลือ ที่ดูเหมือนหลายพื้นที่ยามนี้&#8230;ถนนหนทางลดลง สวนทางกับทางน้ำที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเบอร์การแพทย์ฉุกเฉิน สายด่วน โทร.1669 ยังเป็นเบอร์ที่หลายคนควรจดจำหรือพกติดตัวไว้</p>
<p>“เรามีทีมแพทย์และพยาบาลมาประมาณ 15 คน วันแรก ๆ ที่มาตั้งศูนย์ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร แต่พอน้ำเริ่มขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ งานก็เริ่มมีเข้ามาให้ทำมากขึ้น จนถึงจุดที่เรียกว่ามีเข้ามาตลอด” เป็นสิ่งที่ นพ.ขวัญชาย กิตรัตน์ นายแพทย์ปฏิบัติการจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ จ.หนองคาย หนึ่งในทีมบุคลากรแพทย์ภาคสนามที่มาช่วยดูแล ระบุกับเรา ก่อนเล่าให้เราฟังต่อไปในวันที่มาตั้งจุดได้ 5 วันว่า&#8230;เข้ามาช่วยในเรื่องของการจัดวางระบบด้านการแพทย์เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่คาดว่าน่าจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องของระบบการให้บริการ รวมถึงการจัดการเรื่องสุขอนามัยต่าง ๆ ซึ่งยิ่งนานวันจำนวนผู้ป่วยก็เพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเกิดแผลจากของมีคมขณะเดินลุยน้ำ แผลน้ำกัดเท้า ปวดหัวตัวร้อน ท้องเสีย ตอนหลังเริ่มมีผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p>กลุ่มหลังนี้ก็ต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ</p>
<p>“ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะหนักหนาขนาดนี้ ยอมรับว่าเคยผ่านงานในพื้นที่ประสบภัยมาบ้าง แต่ไม่เคยเจอครั้งไหนที่หนักหนาและสาหัสเท่าขนาดนี้มาก่อน” เป็นเสียงของ นพ.ขวัญชาย นายแพทย์ภาคสนามที่เล่าให้เราฟัง</p>
<p>เหนือน้ำท่วมยังมีน้ำใจ อย่างน้ำใจของ ปัทมา สำเร็จศิลป์ พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ซึ่งหนีน้ำท่วมจากพื้นที่เดิมมาเช่าห้องพักอยู่บริเวณคลอง 5 พอทราบว่ามีการเปิดศูนย์และมีจุดพยาบาลแห่งนี้ จึงเดินทางมาช่วยเหลืองาน เพราะคิดว่าไม่น่าทำตัวอยู่นิ่ง ๆ ควรนำความรู้ที่มีอยู่ออกมาช่วยเหลือกัน น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า</p>
<p>“หนีมา 2 รอบ ครั้งแรกเอารถมาฝากจอดไว้กับญาติ ๆ และกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลต่อ จนน้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ และต้องอพยพคนไข้ ประกอบกับมีการตัดน้ำตัดไฟ จึงต้องออกมาเช่าห้องพักอยู่ใกล้ ๆ กับศูนย์ พอดีทราบข่าว ก็คิดว่าเอาความรู้ที่มีมาใช้ประโยชน์น่าจะดีกว่า” เป็นเสียงของปัทมาที่เล่าให้ฟังขณะทำแผลให้กับคนไข้ชายที่ประสบอุบัติเหตุ</p>
<p>ณ วันนี้พลังรุนแรงแห่งธรรมชาติ สาย น้ำที่เกรี้ยวกราด ส่งผลต่อประเทศไทยและคนไทยอย่างไรบ้างแล้ว ก็อย่างที่ทราบกัน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เริ่มเกิดขึ้นใหม่ ๆ ในบางพื้นที่ของประเทศไทย จนกระทั่งแม้แต่กรุงเทพฯเมืองหลวงก็มิอาจจะรอดพ้นภัยน้ำ “ฉากชีวิตแพทย์สนามช่วงน้ำท่วม” ได้เกิดขึ้นมากมายในหลาย ๆ พื้นที่ เป็นฉากชีวิตที่แม้บางครั้งอาจจะดูชุลมุนหรือน่ารันทดท้ออยู่บ้าง แต่ก็สะท้อนไว้ซึ่งสิ่งดี ๆ ที่ยังมีอยู่มากมาย&#8230;</p>
<p>ในหัวจิตหัวใจคนไทยจำนวนมาก.</p>
<p><strong>ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ เรื่อง-ภาพ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b8/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณตัน น้ำตาริน โรงงานที่โรจนะจม 90% ยันไม่ท้อ</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 12 Oct 2011 01:50:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[2554]]></category>
		<category><![CDATA[ตัน ภาสกรนที]]></category>
		<category><![CDATA[ตุลาคม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาน้ำท่วม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=26534</guid>
		<description><![CDATA[หลายต่อหลายครั้งที่เรามักจะได้เห็นหน้าเจ้าพ่อชาเขียว &#8220;ตัน ภาสกรนที&#8221; ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้คนในยามที่บ้านเมืองประสบภัยพิบัติ หรือควักกระเป๋าบริจาคเงินจำนวนมาก เพื่อช่วยน้ำท่วม ตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษา สร้างอาคารเรียน ฯลฯ ทำให้ภาพจำของผู้ชายคนนี้ คือนักธุรกิจใจบุญผู้มีรอยยิ้ม และอารมณ์ดีที่สุดคนหนึ่งมาวันนี้เขาเองต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเจ้าของธุรกิจอีกหลายแห่งใน นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะโรงงานเครื่องดื่มที่เขาปลุกปั้นขึ้นมาด้วยเงินลงทุนหลายล้านบาท ได้จมไปกับน้ำท่วมกว่า 90% แล้ว ทั้งนี้ ตัน ภาสกรนที ได้เปิดใจถึงสถานการณ์น้ำท่วมโรงงานในรายการ เจาะข่าวเด่น กับสรยุทธ สุทัศนจินดา ว่า โรงงานของเขาที่นิคมฯ โรจนะ ลงทุนไปกว่า 3,500 ล้านบาท ตอนนี้ถูกน้ำท่วมเสียหายเกือบทั้งหมด ซึ่งนั่นหมายความว่า เขาต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น คุณตัน ก็บอกว่า เขาจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกอย่างสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ และไม่ใช่เขาคนเดียวที่ต้องเจอกับอุทกภัยอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง&#8230; &#8220;เป็นคนไทยไม่ยอมแพ้ ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน&#8221; คุณตัน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาธรรมชาติได้เตือนเราตลอด แต่เราไม่รู้ เมื่อถึงคราวธรรมชาติเอาคืนบ้างก็คงจะโทษใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเอง และวันนี้ทุกอย่างจบแล้ว สิ้นสุดการต้านทานน้ำแล้ว ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันและให้กำลังใจกัน พรุ่งนี้ก็คงต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ &#8220;ผมจะนอนที่นี่ ที่โรงงานที่โรจนะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5/" layout="button_count"></fb:like></span><h1><span class="Apple-style-span" style="font-size: 13px; font-weight: normal;"><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/ton.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-26535" title="ton" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/ton.jpg" alt="" width="510" height="720" /></a></span></h1>
<div>หลายต่อหลายครั้งที่เรามักจะได้เห็นหน้าเจ้าพ่อชาเขียว &#8220;ตัน ภาสกรนที&#8221; ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้คนในยามที่บ้านเมืองประสบภัยพิบัติ หรือควักกระเป๋าบริจาคเงินจำนวนมาก เพื่อช่วยน้ำท่วม ตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษา สร้างอาคารเรียน <span id="more-26534"></span>ฯลฯ ทำให้ภาพจำของผู้ชายคนนี้ คือนักธุรกิจใจบุญผู้มีรอยยิ้ม และอารมณ์ดีที่สุดคนหนึ่งมาวันนี้เขาเองต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเจ้าของธุรกิจอีกหลายแห่งใน นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะโรงงานเครื่องดื่มที่เขาปลุกปั้นขึ้นมาด้วยเงินลงทุนหลายล้านบาท ได้จมไปกับน้ำท่วมกว่า 90% แล้ว</p>
<p>ทั้งนี้ ตัน ภาสกรนที ได้เปิดใจถึงสถานการณ์น้ำท่วมโรงงานในรายการ เจาะข่าวเด่น กับสรยุทธ สุทัศนจินดา ว่า โรงงานของเขาที่นิคมฯ โรจนะ ลงทุนไปกว่า 3,500 ล้านบาท ตอนนี้ถูกน้ำท่วมเสียหายเกือบทั้งหมด ซึ่งนั่นหมายความว่า เขาต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น คุณตัน ก็บอกว่า เขาจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกอย่างสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ และไม่ใช่เขาคนเดียวที่ต้องเจอกับอุทกภัยอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง&#8230; &#8220;เป็นคนไทยไม่ยอมแพ้ ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน&#8221;</p>
<p>คุณตัน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาธรรมชาติได้เตือนเราตลอด แต่เราไม่รู้ เมื่อถึงคราวธรรมชาติเอาคืนบ้างก็คงจะโทษใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเอง และวันนี้ทุกอย่างจบแล้ว สิ้นสุดการต้านทานน้ำแล้ว ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันและให้กำลังใจกัน พรุ่งนี้ก็คงต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่</p>
<p>&#8220;ผมจะนอนที่นี่ ที่โรงงานที่โรจนะ ผมจะรอให้คนงานออกหมด แล้วผมจะออกเป็นคนสุดท้าย จะอยู่ให้คุ้มกับที่ลงทุนไป (ร้องไห้)&#8221;</p>
<p>ทางด้านพิธีกรอย่าง สรยุทธ ก็กล่าวยอมรับว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคุณตันอึ้งกับเหตุการณ์อุทกภัยในครั้งนี้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เชื่อเหลือเกินว่า สิ่งดี ๆ ที่คุณตัน ภาสกรนที ได้ทำเพื่อสังคมตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จะช่วยให้สามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ภายในเวลาไม่นาน เพราะกำลังใจดี ๆ ที่เขาได้มอบให้พี่น้องชาวไทย ก็จะกลับไปถึงตัวเขาเช่นเดียวกัน</p>
</div>
<div>ที่มา: kapook.com</div>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้ว่าฯกทม. ชื่นชมเทศกิจบางขุนเทียนช่วยประชาชนประสบอุบัติเหตุ</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%af%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a1-%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%af%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a1-%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Oct 2011 09:49:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[คนทำดี]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่นชมคนดี]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยเหลือสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สมเจตน์ โพธิระ]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกิจบางขุนเทียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=26397</guid>
		<description><![CDATA[(7 ต.ค. 54) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครได้รับหนังสือจากนางนัดนกศร พูลทวี แสดงความชื่นชม นายสมเจตน์ โพธิระ เจ้าหน้าที่เทศกิจ สำนักงานเขตบางขุนเทียนที่ให้ความช่วยเหลือ ตนเองและลูกสาวจากอุบัติเหตุ ถูกรถเมล์สาย 147 เบียดรถจักรยานยนต์ที่ตนเองขับขี่จนพลิกคว่ำและได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าสำนักงานเขตบางขุนเทียน เมื่อช่วงต้นเดือน กันยายนที่ผ่านมา ในวันดังกล่าว นายสมเจตน์ โพธิระ ได้เข้าให้การช่วยเหลือ ทำการเรียกรถพยาบาล และช่วยสกัดจับรถคู่กรณี พร้อมทั้งนำทรัพยสินส่งคืนตนเองครบทุกรายการ โอกาสนี้ จึงขอชื่นชมและขอบคุณ นายสมเจตน์ โพธิระ เจ้าหน้าที่เทศกิจ สำนักงานเขตบางขุนเทียน ที่ปฎิบัติหน้าที่ด้วยดีพร้อมแสดงน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง ตามความสามารถ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ลูกจ้างของกรุงเทพมหานครต่อไป &#160; ที่มา : prbangkok.com ภาพ : romyenchurch.org]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%af%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a1-%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/3588_3609_3604_3637.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-26398" title="&amp;_3588;&amp;_3609;&amp;_3604;&amp;_3637" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/3588_3609_3604_3637-300x242.jpg" alt="" width="300" height="242" /></a></p>
<p>(7 ต.ค. 54)<strong> ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร </strong>เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครได้รับหนังสือจากนางนัดนกศร พูลทวี แสดงความชื่นชม นายสมเจตน์ โพธิระ เจ้าหน้าที่เทศกิจ สำนักงานเขตบางขุนเทียนที่ให้ความช่วยเหลือ ตนเองและลูกสาวจากอุบัติเหตุ ถูกรถเมล์สาย 147 เบียดรถจักรยานยนต์ที่ตนเอง<span id="more-26397"></span>ขับขี่จนพลิกคว่ำและได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าสำนักงานเขตบางขุนเทียน เมื่อช่วงต้นเดือน กันยายนที่ผ่านมา ในวันดังกล่าว นายสมเจตน์ โพธิระ ได้เข้าให้การช่วยเหลือ ทำการเรียกรถพยาบาล และช่วยสกัดจับรถคู่กรณี พร้อมทั้งนำทรัพยสินส่งคืนตนเองครบทุกรายการ</p>
<p>โอกาสนี้ จึงขอชื่นชมและขอบคุณ นายสมเจตน์ โพธิระ เจ้าหน้าที่เทศกิจ สำนักงานเขตบางขุนเทียน ที่ปฎิบัติหน้าที่ด้วยดีพร้อมแสดงน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง ตามความสามารถ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ลูกจ้างของกรุงเทพมหานครต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : prbangkok.com</p>
<p>ภาพ : romyenchurch.org</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%af%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a1-%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%af%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a1-%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Steve Jobs สอนเด็ก&#8230; ข้อคิดจากมนุษย์มหัศจรรย์</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/10/steve-jobs-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/10/steve-jobs-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 08 Oct 2011 12:50:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[การสูญเสียบุคคลสำคัญของโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อคิดจากสตีฟ จ็อบส์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทแอ๊ปเปิ้ล]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=26276</guid>
		<description><![CDATA[ประเพณีอย่างหนึ่งของสถาบันการศึกษาในอเมริกา ซึ่งผมชื่นชอบมาก ก็คือในพิธีมอบปริญญาบัตรของแต่ละปี จะมีการเชิญบุคคลสำคัญท่านหนึ่งมากล่าว สุนทรพจน์ เพื่อให้ข้อคิด แก่บัณฑิต ซึ่งกำลังจะก้าวออกไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงพิธีการดังกล่าว จะมีบรรยากาศที่ศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะผู้ฟัง นับพันคน ประกอบด้วยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งบัณฑิตหนุ่มสาววัยยี่สิบเศษ ต่างอยู่ในชุด ครุยปริญญา พร้อมทั้งยังมีบิดามารดา ญาติพี่น้อง อีกหลายพันคน ร่วมฟังสุนทรพจน์ ด้วย ผู้ที่ได้รับเชิญมาเป็น องค์ปาฐก จึงต้องเป็นผู้ที่มีชีวิตที่น่าสนใจและได้รับความศรัทธาจากผู้ฟัง เป็นเบื้องต้น และทุกคนคาดหวังว่า ในเวลาเพียง 15-20 นาทีของสุนทรพจน์นั้น พวกเขาจะได้รับข้อคิดดีๆ ที่มีความหมายอย่างมาก ยิ่งถ้าเป็นสถาบันการศึกษาระดับโลก คนที่ได้รับเชิญมากล่าวสุนทรพจน์ประจำปี ยิ่งต้องสุดยอดจริงๆ อย่างปราศจากข้อสงสัย เช่นเมื่อปี ค.ศ. 2005 องค์ปาฐกของ มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด เป็นบุคคลซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัยเลย เขามีชื่อว่า สตีฟ จ็อบส์ เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.54) โลกทั้งโลก อาลัยต่อการจากไปของ สตีฟ จ็อบส์ มนุษย์ผู้เป็นที่รักของคนทั้งโลก ผมเอง ตื่นขึ้นมาตอนเช้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/10/steve-jobs-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/Steve-Jobs-resigns-as-CEO1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-26277" title="Steve-Jobs-resigns-as-CEO1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/Steve-Jobs-resigns-as-CEO1-300x215.jpg" alt="" width="300" height="215" /></a></p>
<p><strong>ประเพณีอย่างหนึ่งของสถาบันการศึกษาในอเมริกา ซึ่งผมชื่นชอบมาก ก็คือในพิธีมอบปริญญาบัตรของแต่ละปี</strong></p>
<p>จะมีการเชิญบุคคลสำคัญท่านหนึ่งมากล่าว สุนทรพจน์ เพื่อให้ข้อคิด แก่บัณฑิต ซึ่งกำลังจะก้าวออกไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงพิธีการดังกล่าว จะมีบรรยากาศที่<span id="more-26276"></span>ศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะผู้ฟัง นับพันคน ประกอบด้วยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งบัณฑิตหนุ่มสาววัยยี่สิบเศษ ต่างอยู่ในชุด ครุยปริญญา พร้อมทั้งยังมีบิดามารดา ญาติพี่น้อง อีกหลายพันคน ร่วมฟังสุนทรพจน์ ด้วย<br />
ผู้ที่ได้รับเชิญมาเป็น องค์ปาฐก จึงต้องเป็นผู้ที่มีชีวิตที่น่าสนใจและได้รับความศรัทธาจากผู้ฟัง เป็นเบื้องต้น และทุกคนคาดหวังว่า ในเวลาเพียง 15-20 นาทีของสุนทรพจน์นั้น พวกเขาจะได้รับข้อคิดดีๆ ที่มีความหมายอย่างมาก<br />
ยิ่งถ้าเป็นสถาบันการศึกษาระดับโลก คนที่ได้รับเชิญมากล่าวสุนทรพจน์ประจำปี ยิ่งต้องสุดยอดจริงๆ อย่างปราศจากข้อสงสัย เช่นเมื่อปี ค.ศ. 2005 องค์ปาฐกของ มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด เป็นบุคคลซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัยเลย เขามีชื่อว่า สตีฟ จ็อบส์<br />
เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.54) โลกทั้งโลก อาลัยต่อการจากไปของ สตีฟ จ็อบส์ มนุษย์ผู้เป็นที่รักของคนทั้งโลก ผมเอง ตื่นขึ้นมาตอนเช้า พร้อมหยิบไอโฟน และ ไอแพด ลงมาจากห้องนอน ซึ่งทำอย่างนี้เป็นประจำทุกเช้า แต่พอลงมาดื่มกาแฟข้างล่าง ก็ได้ฟังข่าวว่า ผู้ที่ทำให้ผมมีอุปกรณ์ทั้งสองอย่างถืออยู่ในมือนั้น ได้จากโลกนี้ไป เมื่อสักครู่นี้เอง&#8230;..ฟังแล้วใจหาย และเสียดายอย่างงยิ่งครับ<br />
คนที่พูดถึงสตีฟ จ็อบส์ นั้นมีอยู่มากมาย หาอ่านที่ไหนก็ได้ แต่ที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ เรื่องที่ สตีฟ พูดเอง ดังนั้น ผมจึงกลับไปฟัง สุนทรพจน์ของเขาที่แสตนฟอร์ด อีกครั้งหนึ่ง<br />
เขาบอกกับผู้ฟังในวันนั้นว่าเขาไม่เคยได้เป็นบัณฑิตของมหาวิทยาลัย และสัพยอกว่า วันนั้น เป็นวันที่เขา &#8220;เข้าใกล้ความเป็นบัณฑิต&#8221; มากที่สุดแล้ว ซึ่งคงเป็นเพราะว่า เขาอยู่ในเสื้อครุยปริญญา ท่ามกลางบัณฑิต จำนวนมาก จากนั้น เขาก็ได้กล่าวเรื่องสำคัญ 3 ประเด็น<br />
เรื่องแรก เขาพูดถึงเรื่องของ “การต่อจุด” ซึ่งออกจะเป็นปรัชญา และเข้าใจยากสักหน่อย สตีฟ เล่าว่าเขามีโอกาสเรียนที่วิทยาลัยเล็กๆ แห่งหนึ่ง เพียงเทอมเดียวเท่านั้น แต่ไม่รู้สึกว่าชอบวิชาอะไรตามหลักสูตรที่ต้องเรียน ก็เลยลาออก เชื่อไหมครับ ว่าเมื่อลาออกแล้วเขาก็ยังวนเวียนอยู่ที่นั่น อาศัยนอนบนพื้นห้องของเพื่อนๆ ในหอพัก แล้วก็ไปนั่งเรียนวิชาต่างๆ ตามที่ใจปรารถนา และหนึ่งในวิชาที่เขาไปฟังด้วยใจชอบ ก็คือวิชาอักษรวิจิตร (calligraphy) ทั้งๆ เขาก็ไม่เห็นลู่ทาง ว่าจะเอาวิชานี้ ไปทำมาหากินได้อย่างใด<br />
แต่อีกสิบปีต่อมา เขากลับได้นำทุกอย่างจากวิชานั้น ไปใช้ในการออกแบบแป้นพิมพ์ของเครื่อง McIntosh ได้อย่างงดงาม นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่า การต่อจุด ซึ่งผมคิดว่า เขากำลังพูดว่า หลายอย่างในชีวิตของคนเรานั้น เรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา อาจจะเป็นเพียงจุดจุดหนึ่งของชีวิต  ซึ่งเรายังหาความหมายมิได้ แต่ในที่สุด เมื่อวันเวลาผ่านไป หลายจุด ก็กลับมาโยงใยต่อกันจนเกิดความหมายในชีวิตของเราได้<br />
ผมอายุมากกว่า สตีฟ และวันนี้ เมื่อผมก็มองย้อนหลัง ผมก็สามารถ ต่อจุด ต่างๆ ของชีวิตที่ผ่านมาได้มากทีเดียว ว่าผู้คนแต่ละคน และเรื่องราวแต่ละเรื่องที่ผ่านมาในชีวิตของเรานั้น  แต่ละจุด โยงใยเข้าหากันอย่างไรบ้าง ซึ่งบางครั้งผมก็มารู้เอาโดยบังเอิญ เช่นเมื่อพบลูกศิษย์คนหนึ่ง ที่เคยสอนเมื่อสามสิบปีที่แล้ว และเขาเดินมาบอกว่า ที่อาจารย์พูดประโยคนี้ไว้ เมื่อสามสิบปีที่แล้ว (ซึ่งผมก็ลืมไปแล้ว ว่าพูดอะไรไว้) ได้ทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตบางอย่าง และมีความสุขได้ในชีวิตวันนี้ ฯลฯ<br />
เรื่องต่อมา สตีฟ ได้พูดถึง ความรัก และการสูญเสีย เพราะเขาและเพื่อนเริ่มผลิตคอมพิวเตอร์แอ๊ปเปิ้ล ในโรงรถที่บ้าน เมื่ออายุเพียง 20 ปี และภายในสิบปี ก็ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ สร้างบริษัทที่มียอดขาย 2 พันล้านดอลลาร์ มีพนักงาน 4,000 คน แต่แล้วเขาเกิดขัดแย้งทางความคิดกับผู้บริหารระดับสูง และกลายเป็นว่าบอร์ดเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง ปลด สตีฟ ออก ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเอง!<br />
ผมก็ยังจำช่วงเวลานั้นได้ เพราะผมอยู่ที่อเมริกา จำได้ว่าเขาเดินออกจากบริษัทอย่างว้าเหว่ และแสวงหาอนาคตใหม่ เขาไปหมกตัวอยู่ที่มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด เพื่อคลำทาง ว่าเส้นทางต่อไปข้างหน้า จะทำอะไรดี ผมรู้สึกว่าชีวิตช่างพลิกผันอะไรเช่นนั้น เพราะเขาเพิ่งสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แต่กลับจบลงด้วยความว่างเปล่า ถึงขนาดไม่รู้ว่าอนาคตจะเดินไปทางใด<br />
แต่แล้ว เขาก็ได้พบรักกับภรรยาที่อยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่นและมีความสุข เขาก่อตั้งบริษัท NeXT และ Pixar และ ต่อมาเมื่อ Apple ได้ซื้อ Pixar เขาก็ได้กลับสู่อาณาจักรแอ๊ปเปิ้ล อีกครั้งหนึ่ง พร้อมสร้างความยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน<br />
สตีฟ พูดว่าบางครั้ง ชีวิตคนเรา ก็เหมือนถูกก้อนอิฐทุบหัว เช่นตอนที่เขาตกงานจากบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นมาเองเป็นต้น แต่เขาบอกว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเขา และคนเราต้องไม่ยอมแพ้ ต้องมองหาสิ่งที่เรารัก ทำในสิ่งที่เรารัก หาให้เจอ แล้วจะประสบความสำเร็จ นี่คือข้อคิดที่เขาให้แก่บัณฑิตแสตนฟอร์ด อีกข้อหนึ่งในวันนั้น<br />
สุดท้าย เขาพูดเรื่อง ความตาย เพราะเขาเป็นมะเร็ง เขาบอกว่าไม่มีใครที่อยากตาย &#8220;แม้แต่คนที่อยากไปสวรรค์ ก็ยังไม่อยากตายเพื่อเดินทางไปสวรรค์&#8221; และแนะให้ถามตนเองว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำในวันนี้นั้น ถ้าหากวันนี้เป็น วันสุดท้ายของชีวิต เราจะทำสิ่งนั้นหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ก็แปลว่าต้องทบทวนวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันเสียใหม่แล้ว<br />
เขาแนะว่า เวลาในชีวิตมีจำกัด อย่าพยายามทำตัวให้เหมือนชีวิตคนอื่น จงแสวงหาและทำในสิ่งที่หัวใจและความรู้สึกเรียกร้อง อย่าปล่อยให้คำกล่าวของผู้อื่น มากลบเสียงเรียกร้องจากหัวใจของเราเอง<br />
นี่แหละครับ ข้อคิดของคนสำคัญของโลก ผู้เพิ่งจากไป&#8230;&#8230; ที่ได้ให้ไว้แก่คนหนุ่มสาว<br />
วันนี้ แม้จะมีผู้คนกล่าวถึง สตีฟ จ็อบส์ มากมาย รวมทั้ง สาวกแอ๊ปเปิ้ลทั่วโลก กล่าวยกย่องเขาเพียงใด ก็ตาม แต่ผมเอง ในฐานะที่เป็นนักบริหาร และนักวิชาการ ผมอยากรับฟังเป็นพิเศษว่า คนที่ใกล้ชิดกับเขา คนที่ทำงานร่วมกับเขาทุกวัน เพื่อนร่วมงาน และ ผู้ใต้บังคับบัญชา<br />
ที่ได้สัมผัสเนื้อหนังมังสา อารมณ์ และ ความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขานั้น พูดอย่างไร คิดอย่างไร ต่อการจากไปของเขา<br />
เพราะผมคิดว่านั่นคือ บทสะท้อนถึงความเป็น สตีฟ จ็อบส์ ตัวจริง และนี่คือบทสรุปของคนแอ๊ปเปิ้ล ต่อการจากไปของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของเขาครับ&#8230;&#8230;&#8230;<br />
“แอ๊ปเปิ้ล ได้สูญเสียอัจฉริยะผู้มีทั้งวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์&#8230; โลกได้สูญเสียมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง&#8230;.คนที่โชคดีได้มีโอกาสรู้จักหรือร่วมงานกับเขา ได้สูญเสียเพื่อนที่แสนรักและครูผู้ปลุกเร้าแรงบันดาลใจ&#8230;. สตีฟ ได้ทิ้งบริษัทอันยิ่งใหญ่ไว้ ซึ่งเป็นบริษัทที่คนอย่างเขาเท่านั้น ที่จะสามารถสร้างบริษัทอย่างนี้ ขึ้นมาได้&#8230;.ดังนั้น จิตวิญญาณของเขา จะยังคงเป็นพื้นฐานอันมั่นคงถาวรของแอ๊ปเปิ้ล ตลอดไป”<br />
ถอดถ้อยคำออกมาถึงตอนนี้แล้ว&#8230;ยอมรับว่ามีน้ำออกมาคลอเบ้าตา ครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<p>ภาพ : mthai.com</p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/10/steve-jobs-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/10/steve-jobs-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบบแปลน บ้านลอยน้ำ แนวคิดจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Sep 2011 07:25:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาการ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านบนน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[เรือนแพ]]></category>
		<category><![CDATA[แปลนบ้าน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=26038</guid>
		<description><![CDATA[เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก กรมโยธาธิการและผังเมือง และ portfolios.net สถานการณ์น้ำท่วมยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และกำลังกระจายเข้าสู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายนานับประการ ทั้งด้านทรัพย์สิน และด้านจิตใจ ทั้งนี้ทางกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ตระหนักถึงความสำคัญที่จะป้องกันภัยแก่ประชาชนดังกล่าว จึงได้ศึกษาหาข้อมูลทั้งจากในและต่างประเทศ เพื่อให้เตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมที่ยากจะแก้ไขในปัจจุบัน และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบปัญหาดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมายังกรมโยธาธิการและผังเมือง และได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับ &#8221;บ้านลอยน้ำ&#8221; ดังนั้นทางกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้นำเอาแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้จาก &#8220;บ้านลอยน้ำท่าขนอน&#8221; ซึ่งบ้านลอยน้ำท่าขนอน  อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่ โดยบ้านลอยน้ำนั้นมีลักษณะเป็นเรือนแพ ซึ่งในฤดูแล้งตัวบ้านจะตั้งอยู่บนพื้นดินตามปกติ แต่เมื่อถึงเวลาน้ำท่วม ตัวบ้านก็จะลอยขึ้นตามระดับน้ำ และมีการยึดตัวบ้านเอาไว้กับเสาหลักเพื่อป้องกับการโคลงตัว หรือลอยไปตามกระแสน้ำ จากนั้นพอเวลาน้ำลดลง บ้านก็จะกลับมาตั้งตัวอยู่บนพื้นดินเหมือนเดิม สำหรับขนาดของบ้านลอยน้ำ การออกแบบนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของวัสดุที่มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด ซึ่งหาซื้อได้ง่าย อีกทั้งยังก่อสร้างได้ง่ายด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีโครงสร้างเป็นรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน ชาวบ้านที่มีความรู้ด้านช่างในระดับทั่วไปก็สามารถก่อสร้างเองได้ รูปด้านหลัง รูปด้านซ้าย รูปด้านขวา รูปด้า่นหน้า รูปด้านใน รูปด้านล่าง ส่วนบ้านที่เห็นในภาพตัวอย่าง มีขนาดพื้นที่รวมประมาณ 60 ตารางเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ไม่ใหญ่มาก เพื่อความสะดวกในการก่อสร้างและการลอยน้ำ แต่หากมีความต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้นก็อาจเชื่อมต่อหลายหลังเข้าด้วยกัน โดยใช้สะพานทางเชื่อมพาดระหว่างชานรอบตัวบ้าน  ส่วนราคาค่าใช้จ่าย ถ้าสร้างเองจะมีราคาประมาณหลังละ  719,000 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4/" layout="button_count"></fb:like></span><div><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/model05.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-26039" title="model05" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/model05.jpg" alt="" width="400" height="264" /></a></div>
<div><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/model01.jpg" alt="" border="0" /></div>
<p><a href="http://www.kapook.com/" target="_blank">เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม</a><br />
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก <a href="http://www.dpt.go.th/download/PW/floating_house/detail.html" target="_blank">กรมโยธาธิการและผังเมือง</a> และ <a href="http://www.portfolios.net/profiles/blogs/2988839:BlogPost:2136399)" target="_blank">portfolios.net</a></p>
<p>สถานการณ์น้ำท่วมยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และกำลังกระจายเข้าสู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายนานับประการ ทั้งด้านทรัพย์สิน และด้านจิตใจ ทั้งนี้ทางกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ตระหนักถึงความสำคัญที่จะป้องกันภัยแก่ประชาชนดังกล่าว <span id="more-26038"></span>จึงได้ศึกษาหาข้อมูลทั้งจากในและต่างประเทศ เพื่อให้เตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมที่ยากจะแก้ไขในปัจจุบัน และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบปัญหาดังกล่าว</p>
<p>โดยเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมายังกรมโยธาธิการและผังเมือง และได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับ &#8221;บ้านลอยน้ำ&#8221; ดังนั้นทางกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้นำเอาแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้จาก &#8220;บ้านลอยน้ำท่าขนอน&#8221; ซึ่งบ้านลอยน้ำท่าขนอน  อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่ โดยบ้านลอยน้ำนั้นมีลักษณะเป็นเรือนแพ ซึ่งในฤดูแล้งตัวบ้านจะตั้งอยู่บนพื้นดินตามปกติ แต่เมื่อถึงเวลาน้ำท่วม ตัวบ้านก็จะลอยขึ้นตามระดับน้ำ และมีการยึดตัวบ้านเอาไว้กับเสาหลักเพื่อป้องกับการโคลงตัว หรือลอยไปตามกระแสน้ำ จากนั้นพอเวลาน้ำลดลง บ้านก็จะกลับมาตั้งตัวอยู่บนพื้นดินเหมือนเดิม</p>
<p>สำหรับขนาดของบ้านลอยน้ำ การออกแบบนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของวัสดุที่มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด ซึ่งหาซื้อได้ง่าย อีกทั้งยังก่อสร้างได้ง่ายด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีโครงสร้างเป็นรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน ชาวบ้านที่มีความรู้ด้านช่างในระดับทั่วไปก็สามารถก่อสร้างเองได้</p>
<div><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/model02.jpg" alt="" border="0" /></div>
<div>รูปด้านหลัง<img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/model03.jpg" alt="" border="0" /><br />
รูปด้านซ้าย<img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/model04.jpg" alt="" border="0" /><br />
รูปด้านขวา</p>
<div><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/model05.jpg" alt="" border="0" /><br />
รูปด้า่นหน้า<img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/model06.jpg" alt="" border="0" /><br />
รูปด้านใน<img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/model07.jpg" alt="" border="0" /><br />
รูปด้านล่าง</p>
</div>
</div>
<p>ส่วนบ้านที่เห็นในภาพตัวอย่าง มีขนาดพื้นที่รวมประมาณ 60 ตารางเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ไม่ใหญ่มาก เพื่อความสะดวกในการก่อสร้างและการลอยน้ำ แต่หากมีความต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้นก็อาจเชื่อมต่อหลายหลังเข้าด้วยกัน โดยใช้สะพานทางเชื่อมพาดระหว่างชานรอบตัวบ้าน  ส่วนราคาค่าใช้จ่าย ถ้าสร้างเองจะมีราคาประมาณหลังละ  719,000 บาท แต่ถ้าหากจ้างเหมาราคา หลังละ 915,000 บาท เนื่องจากต้องมีการคิดค่าดำเนินการ กำไรและภาษีด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แบบบ้านลอยน้ำของกรมโยธาธิการและผังเมืองนี้ หวังว่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องอยู่อาศัยในพื้นที่ที่ประสบภัยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่เป็นที่ลุ่ม ซึ่งอาจจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องต่อความต้องการต่อไป</p>
<div><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/png3.jpg" alt="" border="0" /></div>
<p>&nbsp;</p>
<div>แบบแปลนบ้านลอยน้ำ</div>
<p>ขนาดพื้นที่</p>
<p>ประมาณ 60 ตารางเมตรประกอบด้วยพื้นที่อยู่อาศัย 23 ตารางเมตร ส่วนทำอาหารห้องน้ำและซักล้าง รวม 37 ตารางเมตร</p>
<p>ราคาค่าก่อสร้าง</p>
<p>โดยประมาณ 719,000 บาท (กรณีปลูกสร้างเอง) ไม่ต้องใช้ผู้รับจ้างเหมาและประมาณ 915,000 บาท (กรณีมีผู้รับจ้างเหมา)</p>
<p>วัสดุก่อสร้าง</p>
<p>ใช้วัสดุก่อสร้างพื้นฐานทั่วไปที่สามารถหาได้ง่ายในท้องตลาด ซึ่งสามารถดัดแปลงได้ตามความเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ทุ่นลอยเป็นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร หรือถังไฟเบอร์กลาสกรณีต้องการความทนทานเพิ่มขึ้น</p>
<p>ระบบสุขาภิบาล</p>
<p>ใช้ระบบการย่อยสลายโดยมีถังบรรจุจุลินทรีย์ EM ติดตั้งอยู่ใต้ห้องน้ำเพื่อย่อยสลายและเร่งการตกตะกอนของสิ่งปฎิกูล</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชมครอบครัวช่วย &#8216;น้องพอมแพม&#8217;</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Aug 2011 06:20:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัวพันธ์ประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[น้องพอมแพม]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิกระจกเงา]]></category>
		<category><![CDATA[ลักพาเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ข้อมูลคนหาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=24586</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 25 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง  รรท.ผบช.ภ.1 นำ ด.ญ.ศิริทิพย์ สำอาง หรือน้องพอมแพม อายุ 3 ขวบ ซึ่งถูกลักพาตัวไปเป็นขอทานที่ จ.ชลบุรี ต่อมามีพลเมืองดีพบเห็น และสามารถติดตามตัวมาให้พ่อแม่ที่แท้จริงได้ เดินทางเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อม พ่อแม่ของน้องพอมแพม และนายวราห์ พันธ์ประเสริฐ นายอินทอง พันธ์ประเสริฐ และ น.ส.ธัญวรรณ พันธ์ประเสริฐ ครอบครัวพลเมืองดี ที่ช่วยติดตามตัวน้องพอมแพม จนได้มาเจอพ่อแม่ที่แท้จริงได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้อุ้มน้องพอมแพม พร้อมสอบถามว่ารู้สึกดีใจที่ได้เจอพ่อแม่หรือไม่ และมีอาการดีขึ้นหรือยัง ซึ่งน้องพอมแพมยิ้มพร้อมพยักหน้าตอบรับ ขณะที่แม่ของน้องพอมแพม ได้ยกมือไหว้ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ช่วยสั่งการจนได้เจอลูกของตัวเอง ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มอบประกาศขอบคุณพลเมืองดี พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท ให้กับครอบครัวพันธ์ประเสริฐ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/05.jpg.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-24589" title="05.jpg" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/05.jpg-300x224.jpg" alt="" width="300" height="224" /></a></p>
<p>เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 25 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง  รรท.ผบช.ภ.1 นำ ด.ญ.ศิริทิพย์ สำอาง หรือน้องพอมแพม อายุ 3 ขวบ ซึ่งถูกลักพาตัว<span id="more-24586"></span>ไปเป็นขอทานที่ จ.ชลบุรี ต่อมามีพลเมืองดีพบเห็น และสามารถติดตามตัวมาให้พ่อแม่ที่แท้จริงได้ เดินทางเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อม พ่อแม่ของน้องพอมแพม และนายวราห์ พันธ์ประเสริฐ นายอินทอง พันธ์ประเสริฐ และ น.ส.ธัญวรรณ พันธ์ประเสริฐ ครอบครัวพลเมืองดี ที่ช่วยติดตามตัวน้องพอมแพม จนได้มาเจอพ่อแม่ที่แท้จริงได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้อุ้มน้องพอมแพม พร้อมสอบถามว่ารู้สึกดีใจที่ได้เจอพ่อแม่หรือไม่ และมีอาการดีขึ้นหรือยัง ซึ่งน้องพอมแพมยิ้มพร้อมพยักหน้าตอบรับ ขณะที่แม่ของน้องพอมแพม ได้ยกมือไหว้ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ช่วยสั่งการจนได้เจอลูกของตัวเอง ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มอบประกาศขอบคุณพลเมืองดี พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท ให้กับครอบครัวพันธ์ประเสริฐ</p>
<p>ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากกรณีการนำเสนอข่าวน้องพอมแพม จนนำไปสู่การติดตามตัวจนพบนั้น ทางศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้ประสานงานติดตามตั้งแต่ต้นได้มีการชื่นชมสื่อมวลชน ที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการติดตามตัวจนพบ โดยได้มีการแสดงความขอบคุณ ผ่าน เฟซ บุ๊ก โดยทั้งหมดจำนวน 9 สื่อนั้น ปรากฏว่า หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เป็นหนึ่งในสื่อกลางที่ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีตลอดมา นอกจากนี้ในเวลา 10.00 น. วันที่ 26 ส.ค. ทางมูลนิธิฯ จะมีการแถลงข่าว “ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลักพาตัวเด็กในประเทศไทย” เปิดข้อมูลเชิงลึกเด็กถูกลักพาตัวอีกกว่า 20 ราย ที่ยังติดตามตัวไม่พบ อีกทั้งข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการจัดการปัญหาดังกล่าว ที่อาคารมูลนิธิกระจกเงา ซอยวิภาวดี 44 ด้วย.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<p>ภาพ : ครอบครัวข่าว3</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

