<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ASA Media : อาสามีเดีย &#187; สุขภาพและความงาม</title>
	<atom:link href="http://www.asamedia.org/category/lifestyle/health-beauty/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.asamedia.org</link>
	<description>สื่อสีขาว สื่อสร้างสรรค์ สร้างจิตสำนึกดี</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 13:27:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>คนไทย 6 แสนเป็นโรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-6-%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-6-%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Feb 2012 17:11:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[Bipolar disorder]]></category>
		<category><![CDATA[ผลของความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[อาการทางจิต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคจิตเภท]]></category>
		<category><![CDATA[โรคอารมณ์แปรปรวน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไบโพล่าร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30961</guid>
		<description><![CDATA[เย็นวันหนึ่งหญิงสาววัย 35 ปี ก่อเหตุโยนหลานชายวัย 5 ขวบ และหลานสาววัย 6 ขวบ ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ลงมาจากชั้น 9 ของคอนโดมิเนียมย่านห้วยขวางกระแทกพื้นแหลกคาที่ก่อนที่จะกระโดดลงมาฆ่าตัวตายตามเป็นศพที่ 3 ผลการตรวจสอบของแพทย์ปรากฏว่าหญิงสาวป่วยเป็นโรค ไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือโรคอารมณ์แปรปรวนซึ่งปัจจุบันคนไทยเป็นแล้วกว่า 6 แสนคน &#160; เดี๋ยวซึมเศร้าเดี๋ยวแปรปรวน&#8230;. โรคจิตเภทเป็นโรคที่ไม่ได้รับการพูดถึงในเมืองไทยมากนักค่ะ แต่ในขณะเดียวกันข่าวเกี่ยวกับคนที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับจิตใจกลับเพิ่มขึ้นในสังคมไทยมากขึ้นทุกที ไม่ใช่แค่นั้น ภาพของคนจรจัดแต่งตัวสกปรกมีกลิ่นเหม็นผมยาวไม่ได้สระมาเป็นปี ที่นอนหรือเดินตามป้ายรถเมล์ ก็เป็นคนที่ถูกรังเกียจ ไมได้รับการเหลียวแลจากสังคม &#160; โรคไบโพลาร์ ก็เป็นหนึ่งในโรคทางจิตเภทที่คนไทยเป็นมากถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากร หรือมีคนไทยประมาณ 6 แสน คนป่วยด้วยโรคนี้ ไม่ได้เจาะจงว่าเพศหญิงหรือเพศชาย อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มมีอาการคือประมาณ 30 ปี นักจิตวิทยากล่าวไว้อีกว่าสภาพสังคมหรือเศรษฐกิจ เป็นตัวเร่งที่ทำให้โรคนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยล่ะค่ะ โดยลักษณะอาการนั้น ผู้ป่วยจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่มีอาการโรคซึมเศร้า หลายเดือนต่อมาอาจมีอาการตรงกันข้ามเลย เรียกว่า “แมเนีย” คืออาจครื้นเครง ร่าเริง ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ชอบแจกข้าวของ นอนน้อย ชอบทำอะไรจุกจิก ไม่ยอมหลับนอน ห้ามก็ไม่ฟัง บางครั้งก็เอะอะอาละวาด คนที่มีอาการรุนแรงมากๆ อาจถึงขนาดหลงผิด คิดไปว่าตัวเองเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ มีอำนาจวิเศษ บางคนก็เศร้าซึม จนถูกมองว่าเป็น “บ้า” เรียกชื่อแบบเป็นทางการก็คือ “ผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนชนิดซึมเศร้าและครื้นเครง” ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอารมณ์คลุ้มคลั่งหรือครื้นเครงมากกว่าปกติ หรือสลับกับมีภาวะอารมณ์เศร้าซึม ส่วนผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งมีเพียงอาการอารมณ์คลุ้มคลั่งครื้นเครงมากกว่าปกติเท่านั้น โดยไม่มีระยะที่มีอาการซึมเศร้าเลย &#160; ลักษณะอาการของผู้ป่วยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม&#8230;  1. อาการด้านอารมณ์ ผู้ป่วยรู้สึกมีความสุขมาก อารมณ์ดี พูดจามีอารมณ์ขัน ล้อเลียนผู้อื่น คึกคะนอง ไม่สำรวม มีการแสดงออกของอารมณ์หรือความต้องการอย่างขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ค่อยคำนึงถึงผู้อื่นหรือกฎเกณฑ์ของสังคม หากถูกห้ามปรามหรือขัดขวางในสิ่งที่ตนต้องการจะหงุดหงิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-6-%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b9%88/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/picbipolar.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-30962" title="picbipolar" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/picbipolar.jpg" alt="" width="260" height="196" /></a></p>
<p><span style="font-size: small;">เย็นวันหนึ่งหญิงสาววัย 35 ปี ก่อเหตุโยนหลานชายวัย 5 ขวบ และหลานสาววัย 6 ขวบ ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ลงมาจากชั้น 9 ของคอนโดมิเนียมย่านห้วยขวางกระแทกพื้นแหลกคาที่ก่อนที่จะกระโดดลงมาฆ่าตัวตายตามเป็นศพที่ 3 ผลการตรวจสอบของแพทย์ปรากฏว่าหญิงสาวป่วยเป็นโรค<strong> </strong><strong>ไบโพลาร์ (</strong><strong>Bipolar Disorder) <span id="more-30961"></span></strong>หรือ<strong>โรคอารมณ์แปรปรวน</strong>ซึ่งปัจจุบันคนไทยเป็นแล้วกว่า 6 แสนคน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>เดี๋ยวซึมเศร้าเดี๋ยวแปรปรวน&#8230;.</strong></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>โรคจิตเภท</strong>เป็นโรคที่ไม่ได้รับการพูดถึงในเมืองไทยมากนักค่ะ แต่ในขณะเดียวกันข่าวเกี่ยวกับคนที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับจิตใจกลับเพิ่มขึ้นในสังคมไทยมากขึ้นทุกที ไม่ใช่แค่นั้น ภาพของคนจรจัดแต่งตัวสกปรกมีกลิ่นเหม็นผมยาวไม่ได้สระมาเป็นปี ที่นอนหรือเดินตามป้ายรถเมล์ ก็เป็นคนที่ถูกรังเกียจ ไมได้รับการเหลียวแลจากสังคม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>โรคไบโพลาร์</strong><strong> </strong>ก็เป็นหนึ่งในโรคทางจิตเภทที่คนไทยเป็นมากถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากร หรือมีคนไทยประมาณ 6 แสน คนป่วยด้วยโรคนี้ ไม่ได้เจาะจงว่าเพศหญิงหรือเพศชาย อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มมีอาการคือประมาณ 30 ปี นักจิตวิทยากล่าวไว้อีกว่าสภาพสังคมหรือเศรษฐกิจ เป็นตัวเร่งที่ทำให้โรคนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยล่ะค่ะ </span><span style="font-size: small;">โดยลักษณะอาการนั้น ผู้ป่วยจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่มีอาการโรคซึมเศร้า หลายเดือนต่อมาอาจมีอาการตรงกันข้ามเลย เรียกว่า<strong> </strong><strong>“แมเนีย”</strong><strong> </strong>คืออาจครื้นเครง ร่าเริง ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ชอบแจกข้าวของ นอนน้อย ชอบทำอะไรจุกจิก ไม่ยอมหลับนอน ห้ามก็ไม่ฟัง บางครั้งก็เอะอะอาละวาด คนที่มีอาการรุนแรงมากๆ อาจถึงขนาดหลงผิด คิดไปว่าตัวเองเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ มีอำนาจวิเศษ บางคนก็เศร้าซึม จนถูกมองว่าเป็น<strong> </strong><strong>“บ้า”</strong> </span><span style="font-size: small;">เรียกชื่อแบบเป็นทางการก็คือ<strong> </strong><strong>“ผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนชนิดซึมเศร้าและครื้นเครง”</strong><strong> </strong>ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอารมณ์คลุ้มคลั่งหรือครื้นเครงมากกว่าปกติ หรือสลับกับมีภาวะอารมณ์เศร้าซึม ส่วนผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งมีเพียงอาการอารมณ์คลุ้มคลั่งครื้นเครงมากกว่าปกติเท่านั้น โดยไม่มีระยะที่มีอาการซึมเศร้าเลย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>ลักษณะอาการของผู้ป่วยแบ่งออกเป็น </strong><strong>3 กลุ่ม&#8230;</strong> </span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>1. อาการด้านอารมณ์</strong><strong> </strong>ผู้ป่วยรู้สึกมีความสุขมาก อารมณ์ดี พูดจามีอารมณ์ขัน ล้อเลียนผู้อื่น คึกคะนอง ไม่สำรวม มีการแสดงออกของอารมณ์หรือความต้องการอย่างขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ค่อยคำนึงถึงผู้อื่นหรือกฎเกณฑ์ของสังคม หากถูกห้ามปรามหรือขัดขวางในสิ่งที่ตนต้องการจะหงุดหงิด ฉุนเฉียว</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>2. อาการด้านพฤติกรรม</strong><strong> </strong>ผู้ป่วยจะรู้สึกคึกคัก มีกำลังวังชา ขยันมากกว่าปกติ แต่มักทำได้ไม่ค่อยดี ความต้องการนอนลดลงชอบพูดคุยทักทายผู้อื่น แม้แต่กับคนแปลกหน้า พูดมาก พูดเร็ว กิจกรรมทางเพศที่เพิ่มขึ้น ใช้จ่ายสิ้นเปลือง</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>3. อาการด้านความคิด</strong><strong> </strong>ผู้ป่วยจะมีความคิดสร้างสรรค์มากมาย มีโครงการในกิจกรรมต่างๆ อย่างเกินตัว เชื่อมั่นในตนเองมากร่วมกับมีการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น ในรายที่เป็นรุนแรงจะพบว่ามีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน โดยเนื้อหามักเกี่ยวกับอำนาจวิเศษ ศาสนา หรือบางครั้งอาจมีลักษณะแปลกๆ เช่นเดียวกับที่พบในโรคจิตเภท มีบางรายในช่วงที่มีอาการซึมเศร้าจะซึมอยู่ระยะประมาณ 1-2 เดือน คนไข้จะหดหู่ ท้อแท้ เบื่อหน่าย ส่วนช่วงที่ครื้นเครงจะสนุกสนาน รีบเร่ง ไม่อยากหลับอยากนอน อยากไปเที่ยว ชอบความเสี่ยง ใครมาหลอกก็เชื่อง่าย ถ้าขัดใจจะโมโห  คนที่เป็นโรคซึมเศร้า-ไบโพลาร์ เวลาไปเจอความเครียด ของแพง อกหัก อดนอน และอะไรอีกหลายๆ อย่างรุมเร้าเข้ามาอาการก็จะเกิดขึ้นได้ </span><span style="font-size: small;">โดยส่วนใหญ่แล้วโรคไบโพลาร์นี้มักเริ่มเป็นกับผู้ที่มีอายุก่อนวัยกลางคน แต่บางรายอาจมีอาการตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปีหรือเริ่มเป็นหลังอายุ 40 ปีก็เป็นได้ และโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/emot.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30963" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/emot-300x234.jpg" alt="" width="300" height="234" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>ข้อสังเกตสำหรับคนใกล้ชิด</strong> </span></p>
<p><span style="font-size: small;">คนใกล้ชิดมีส่วนสำคัญที่สุดในการสังเกตและดูแลผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที  โดยสังเกตว่าคนข้างตัว จากเคยร่าเริงสดใสกลับมีภาวะซึมเศร้า ไม่พูดไม่จา งานการไม่คืบหน้า จากที่เคยสนุกสนานก็ไม่เหมือนเดิม วิตกกังวลมากจนเกินเหตุ ควรรีบไปพูดคุย เพื่อให้ทราบปัญหาและช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายลง โดยเฉพาะช่วงซึมเศร้านั้นยิ่งดูยาก เพราะไม่ได้สร้างความเดือดร้อน แต่จะเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องมากเกินไปเท่านั้น ซึ่งคนใกล้ชิดไม่ควรชะล่าใจเด็ดขาด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>ดูแลรักษา</strong> </span></p>
<p><span style="font-size: small;">การดูแลผู้ป่วยในยุคนี้เน้นการรักษาโดยกินยาเป็นหลัก แม้โรคทางจิตอาจไม่หายขาด และผู้ป่วยอาจต้องกินยาต่อเนื่องตลอดชีวิต แต่มีข้อพิสูจน์แล้วว่าการกินยาสูตรปัจจุบันไม่มีผลข้างเคียงรบกวนชีวิตประจำวันเหมือนในอดีต เมื่อกินยาแล้วก็สามารถหายได้ และทำงานได้ดีอย่างคนปกติ </span><span style="font-size: small;">นอกจากนั้นแล้ว ผู้ป่วยยังควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มประเภทกาเฟอีนอย่างเด็ดขาดเพราะอาจทำให้อาการกำเริบได้ </span><span style="font-size: small;">ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงภาวะที่อาจทำให้เกิดสิ่งเร้า ที่ทำให้เกิดความเครียด โดยการสำรวจอารมณ์ตัวเองอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;"><strong>โรคจิตเภทไม่ใช่เรื่องน่ากลัว</strong> </span></p>
<p><span style="font-size: small;">ผู้ป่วยโรคทางจิตเวชในประเทศไทยมีประมาณกว่าสิบล้านคน แต่ตัวเลขนี้ก็ไม่ได้แน่นอนอะไร  เนื่องจากโดยทั่วไปในเมืองไทยผู้ป่วยหลายคนไมได้เข้าโรงพยาบาล ด้วยเพราะทัศนคติผิดๆ ว่าคนบ้าเท่านั้นที่ไปโรงพยาบาลบ้า ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด โดยเฉพาะอาการผิดปกติที่ไม่รุนแรงมาก เช่น โรคไบโพลาร์ โรคเครียด โรคซึมเศร้า ซึ่งเมื่ออาการกำเริบหรือเป็นมากขึ้น ก็สามารถเกิดปัญหาร้ายแรงอย่างเช่นในหน้าหนังสือพิมพ์ได้ ซึ่งเราเองไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผู้คนที่เดินผ่านมาหน้าเราทุกวันจะเป็นโรคทางจิตเวชหรือไม่</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;">ด้วยเหตุนี้ นักจิตวิทยาหลายคนจึงชักชวนให้ผู้ป่วยหมั่นสังเกตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และอาศัยความร่วมมือจากคนใกล้ชิด ไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจมากนัก ก็จะสามารถทำให้ตนเองห่างไกลจากโรคนี้ได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: small;"> </span><span style="font-size: small;">ที่มา : วารสาร Modernmom </span></p>
<p>ภาพ : รพ.มนารมย์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-6-%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b9%88/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-6-%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>12 เมนู “ซูเปอร์ฟู้ดส์”</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/02/12-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/02/12-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 07:49:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์ฟู้ดส์]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารไทยเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เมนูสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30896</guid>
		<description><![CDATA[เริ่มต้นปีมังกรด้วย 12 เมนูสุภาพที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันโรค พร้อมเกร็ดความรู้ทางโภชนาการจากกูรูอาหารอายุรวัฒน์ ไตรมาสแรก อุ่นรับอากาศเย็น &#160; &#160;    นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช   ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะนำว่าให้เริ่มต้นปีจากเมนู  แกงร้อน ไม่ใช่แกงอะไรที่ร้อนๆ แต่แกงจืดแบบไทยๆ ที่มีหน้าตาคล้ายสุกี้ มีส่วนผสมคือวุ้นเส้น ผัก หมู พริกไทย ฟองเต้าหู้ แล้วตอกไข่ใส่ 1 ใบ เมนูเริ่มต้นจากสมัยอยุธยา คนไทยประยุกต์มาจากคนญี่ปุ่นที่เข้ามาอยู่เมืองไทย หากเรียกว่า “สุกี้ไทย” คงไม่ผิด สามารถใช้ผักบุ้งมาใส่ด้วยก็ได้เป็นเมนูต้อนรับเดือนมกราคม &#160; &#160; เมื่อย่างเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์  ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก สามารถนำเอาปลากระป๋องที่หลงเหลือมาจากเสบียงน้ำท่วมมาทำเมนู ยำทูน่า จะได้โอเมก้า 3  มีประโยชน์เทียบเท่ากับน้ำมันปลา (เม็ด) หรือเปลี่ยนเป็นหลนทูน่า  แบบไทยๆ แกล้มกับผัก ถัดมาในเดือนมีนาคม แนะนำ ต้มยำปลาทู เมนูไทยๆ ที่ไม่ล้าสมัยแถมยังได้ประโยชน์จากโอเมก้า 3 ยิ่งถ้าใส่ใบมะขาม จะมีคุณสมบัติช่วยไล่หวัด ป้องกันไวรัส [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/12-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_431723_1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30897" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_431723_1-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p><strong>เริ่มต้นปีมังกรด้วย 12 เมนูสุภาพที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันโรค พร้อมเกร็ดความรู้ทางโภชนาการจากกูรูอาหารอายุรวัฒน์</strong></p>
<p><strong>ไตรมาสแรก อุ่นรับอากาศเย็น<span id="more-30896"></span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช   ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะนำว่าให้เริ่มต้นปีจากเมนู  แกงร้อน ไม่ใช่แกงอะไรที่ร้อนๆ แต่แกงจืดแบบไทยๆ ที่มีหน้าตาคล้ายสุกี้ มีส่วนผสมคือวุ้นเส้น ผัก หมู พริกไทย ฟองเต้าหู้ แล้วตอกไข่ใส่ 1 ใบ เมนูเริ่มต้นจากสมัยอยุธยา คนไทยประยุกต์มาจากคนญี่ปุ่นที่เข้ามาอยู่เมืองไทย หากเรียกว่า “สุกี้ไทย” คงไม่ผิด สามารถใช้ผักบุ้งมาใส่ด้วยก็ได้เป็นเมนูต้อนรับเดือนมกราคม</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;<br />
เมื่อย่างเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์  ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก สามารถนำเอาปลากระป๋องที่หลงเหลือมาจากเสบียงน้ำท่วมมาทำเมนู ยำทูน่า จะได้โอเมก้า 3  มีประโยชน์เทียบเท่ากับน้ำมันปลา (เม็ด) หรือเปลี่ยนเป็นหลนทูน่า  แบบไทยๆ แกล้มกับผัก<br />
ถัดมาในเดือนมีนาคม แนะนำ ต้มยำปลาทู เมนูไทยๆ ที่ไม่ล้าสมัยแถมยังได้ประโยชน์จากโอเมก้า 3 ยิ่งถ้าใส่ใบมะขาม จะมีคุณสมบัติช่วยไล่หวัด ป้องกันไวรัส</p>
<p><strong>ไตรมาสสอง ฉลองรับร้อน</strong></p>
<p>&nbsp;<br />
รับสงกรานต์เดือนเมษายนด้วยเมนู พะโล้  ซึ่งใส่โป๊ยกั๊ก หรือจันทร์แปดกลีบเป็นเครื่องเทศที่มีอยู่ในน้ำแกงพะโล้ ที่ช่วยป้องกันและบรรเทาโรคหวัดได้ เพราะมีกรดซิคิมิก สารสำคัญที่ใช้ผลิตยาต้านไวรัสหวัด การรับประทานน้ำซุปที่มีส่วนผสมของโป๊ยกั๊ก จะทำให้ร่างกายอบอุ่น เลือดลมหมุนเวียนดี แถมยังบรรเทาอาการปวด อาการชาได้ด้วย<br />
เดือนพฤษภาคมเมนูรับวันแรงงาน ข้าวกล้องคลุกกะปิ   เป็นเมนูไม่หนักแป้งเพราะใช้ข้าวกล้อง ที่สำคัญใส่กะปิ ซึ่งเป็น<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AB%D9%E0%BB%CD%C3%EC%BF%D9%E9%B4%CA%EC" target="_blank">ซูเปอร์ฟู้ดส์</a>อย่างหนึ่ง เมนูนี้จะแนมด้วยหมูหวาน หรือเปลี่ยนเป็นไข่เค็มก็จะได้โปรตีน แถมยังมีผักแกล้ม เหมาะกับคนอยู่ในวัยทำงาน<br />
ถัดมาเดือนมิถุนายน กลางปีน่าจะเป็นน้ำพริกลงเรือ มากับน้ำ ของดีคือกุ้งแห้งเพราะเปลือกกุ้งจะมี &#8220;ไคโตซาน&#8221; ช่วยล้างพิษให้ร่างกาย และรวมสารพัดผักที่มาแนมในน้ำพริกลงเรือ ทำให้ได้ไฟเบอร์ ช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย</p>
<p><strong>ไตรมาสสาม สะบัดร้อนรับฝน</strong></p>
<p>&nbsp;<br />
กรกฎาคมเป็นเดือนแดดจัด ควรระวังเรื่องสายตาเมนูเดือนนี้จึงเหมาะกลุ่มผักที่มีสีเหลืองมาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุง เช่น  เมนูสลัด หรือพล่าแบบไทยๆ ใช้ข้าวโพดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ หรือทำเป็นเมนูซุปข้าวโพด เพราะข้าวโพดจะมีสารต้านมะเร็งคือ แคโรทินอยด์ และกรดเฟอร์รูริค (Felrulic) ส่วน ลูทีน กับทีซานที ที่มีอยู่ในข้าวโพดจะช่วยเรื่องของจอตา เปรียบเสมือนม่านที่คลุมจอตา<br />
นอกจากนี้เคล็ดลับการต้มข้าวโพดให้ได้ปริมาณของสารแอนตี้ออกซิแดนท์มากขึ้น ควรต้มประมาณ 20 นาที<br />
เมนูวันแม่ ควรเป็นเมนูล้างพิษ บำรุงฮอร์โมน เพราะธาตุสตรีลดลงสิ่งที่จะช่วยได้คือการเสริมฮอร์โมนด้วยการเพิ่มอาหารบำรุงธาตุสตรี  เต้าหู้ ถั่วเหลือง มะพร้าว เมนูแนะนำคือ ผัดไทย กินกับน้ำมะพร้าวอ่อน มีธาตุรัก เรียกว่า &#8220;ออทิโทซิน ไอโซโทนิก&#8221;  ซึ่งเป็นสารละลายที่มีความเข้มข้นเท่ากับภายในเซลล์ ซึ่งไม่ทำให้เซลล์เสียรูปทรง  ส่วนเต้าหู้จะมีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก<br />
เดือนกันยายน เมนูรวมมิตรเห็ดทอดกระเทียม หรือผัดเห็ดรวมมิตร เป็น<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AB%D9%E0%BB%CD%C3%EC%BF%D9%E9%B4%CA%EC" target="_blank">ซูเปอร์ฟู้ดส์</a> อีกอันหนึ่ง รวมทั้งเห็ดทางการแพทย์ที่เรียกว่า Medicinal Mushroom เช่น เห็ดหอม เห็ดออริจิ เห็ดนางฟ้าเห็ดนางฟ้าภูฐาน จะมีสารเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายคือ เบต้า-กลูแคน Beta-Glucan ในเห็ด ซึ่งจะทำงานดีมาก หากรวมกันหลายๆ ชนิด เพราะวิตามินในเห็ดทำงานเป็นทีมเวิร์ค อาจจะทอดหรือผัดกับเห็ดทั่วไปๆ เช่น เห็ดเผาะ เห็ดโคน เห็ดฝาง</p>
<p><strong>ไตรมาสสี่ เตรียมรับลมหนาว</strong><br />
เมนูเดือนตุลาคม ช่วงเทศกาลกินเจ ต้อง ต้มจับฉ่ายรวมมิตร  พระเอก คือ กะหล่ำปลี ช่วยคุมน้ำหนัก ล้างพิษ รักษาโรคกระเพาะ  ในต้มจับจ่ายใส่โปรตีนเกษตร  ฟองเต้าหู้ นอกจากนี้คะน้า ผักขม หัวไช้เท้า มีคุณสมบัติล้างพิษ  แก้ร้อนใน  ถ้าจะให้ดีต้องใส่เก๋ากี้ ช่วยบำรุงสายตา<br />
พฤศจิกายน เมนู พระรามลงสรง  เป็นอาหารที่มีหน้าตาคล้าย เนื้อลวกราดน้ำพริกแกงเคี่ยวกับกะทิ<br />
แล้วรับประทานกับผักบุ้งจีนลวก ซึ่งต้นตำรับเดิมใช้แต่เนื้อวัว  สำหรับคนไม่ทานเนื้อวัว แปลงเป็นเนื้อหมู หรือจะเปลี่ยนจากผักบุ้งจีนมาใช้ผักบุ้งไทยซอยเป็นฝอย ๆ แทนได้เหมือนกันเมนูนี้เหมาะกับคนทุกวัย โดยเฉพาะเด็ก และผู้สูงอายุ เพราะ ได้ไฟเบอร์จากผักบุ้ง โปรตีนที่ย่อยง่ายจากหมู กรดอะมิโนจากแป้งข้าวโพดที่นำมาราด และให้พลังงานอีกด้วย<br />
เมนูวันพ่อ เดือนธันวาคม น้ำพริกอ่อง สปาเกตตี  ขนมจีนน้ำเงี้ยว หรือคานาเป้ (อาหารทานเล่น) ที่มีส่วนผสมหลักเป็นมะเขือเทศ ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก เพราะมีไลโคปีนและป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วยไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศลูกใหญ่หรือมะเขือเทศเชอร์รีก็ได้หากทานสดแนะนำให้วันละ 15 ลูก (ลูกเล็ก) หรือนำไปแปรรูปยิ่งดี เช่นคั้น ปั้น</p>
<p><strong> 12 เมนูสุขภาพชั้นยอดตลอดทั้งปี สำหรับทุกคนควรรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง รู้แล้วอย่ารอช้า</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/12-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/02/12-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วาเลนไทน์นี้รับรองไม่มีหวานเรี่ยราด&#8230;หากกินข้าวถุงนี้</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 07:38:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Pichet Pinpetch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวสินเหล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวหอมต้านเบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุ์ข้าวผสม]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุ์ข้าวหอม]]></category>
		<category><![CDATA[วาเวนไทน์]]></category>
		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30892</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงวันวาเลนไทน์ของทุกปีคนมีความรักมักจะปล่อยความหวานออกมาเรี่ยราด เป็นความหวานแห่งรักที่ล้นทะลักออกมาอย่างออกหน้าออกตาโดยไม่สนใจเลยว่ามีคนโสดมากมายแอบอิจฉาอยู่ แต่จะมีใครรู้บ้างมั้ยว่า พ้นจากความหวานของความรักแล้ว ความหวานของน้ำตาลในข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันมันนำพาเบาหวานมาให้คนกินมามากมายหลายคนแล้ว สาเหตุก็คือข้าวที่เรากินทั่วไปเมื่อร่างกายย่อยแล้วจะได้ค่าน้ำตาลสูง คนกินข้าวจุจึงรับความหวานเรี่ยราดนี้ไป กลายเป็น “เบาหวาน”แต่ไม่ต้องตกใจไปเพราะศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มก. ได้พัฒนาข้าวหอมพันธุ์ใหม่ได้ผลสำเร็จ มีดัชนีน้ำตาลต่ำแต่ราคาสูง เทียบได้ความหอมหวานของความรักใครก็ชอบ โดยเฉพาะในวันวาเลนไทน์ คนมีความรักมักจะแสดงพลังความกับข้าว “บาสมาติ” ของอินเดียซึ่งมีราคาแพงกว่าข้ามหอมมะลิของเรา พันธุ์ข้าวหอมที่ว่ามีชื่อว่า “สินเหล็ก”เหมาะเป็นข้าวต้านเบาหวาน ใช้ทำแป้งและเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ดี เป็นความหวังในการส่งออกของข้าวไทยในอนาคต ที่ไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันกันขายตัดราคากับประเทศคู่แข่งเพราะเรามีคุณภาพที่เหนือกว่า “ ข้าวสินเหล็ก”  เป็นข้าวหอมต้านเบาหวาน ซึ่งเป็นข้าวไทยที่ได้จากผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง ข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ105 มีลักษณะเป็นข้าวสีขาวที่มีกลิ่นหอม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว มีดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลาง และมีธาตุเหล็กสูง สามารถช่วยแก้ปัญหาผู้ที่เป็นโรคเบาหวานได้ มีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้ดีขึ้น    ช่วยลดภาระของตับอ่อนที่ต้องผลิตอินซูลิน (Insulin) เพิ่มขึ้น ตลอดจนลดกลไกการอักเสบในเลือดจากขบวนการออกซิเดชัน รวมทั้งทำให้ค่าเฉลี่ยของไขมันในเส้นเลือด (Triglyceride) ลดลง  และ นอกจากที่ข้าวสินเหล็กจะมีใยอาหารมากกว่าข้าวขัดสีแล้ว ยังมีวิตามิน และเกลือแร่มากกว่า โดยเฉพาะวิตามินบีหนึ่ง (B1) ซึ่งช่วย ป้องกัน โรคเหน็บชาได้ เพราะฉะนั้นเริ่มตั้งแต่วาเลนไทน์นี้ไปหาข้าวสินเหล็กมากินกันแล้วความหวานจากน้ำตาล จะไม่หวานเรี่ยราดเข้าไปในเส้นเลือดมากไปจนกลายเป็นเบาหวาน&#8230;.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/iq5e16397a367c263fdce5a895170e1791.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30893" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/iq5e16397a367c263fdce5a895170e1791-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a></p>
<p>ช่วงวันวาเลนไทน์ของทุกปีคนมีความรักมักจะปล่อยความหวานออกมาเรี่ยราด เป็นความหวานแห่งรักที่ล้นทะลักออกมาอย่างออกหน้าออกตาโดยไม่สนใจเลยว่ามีคนโสดมากมายแอบอิจฉาอยู่ แต่จะมีใครรู้บ้างมั้ยว่า พ้นจากความหวานของความรักแล้ว ความหวานของน้ำตาลในข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันมันนำพาเบาหวานมาให้คน<span id="more-30892"></span>กินมามากมายหลายคนแล้ว สาเหตุก็คือข้าวที่เรากินทั่วไปเมื่อร่างกายย่อยแล้วจะได้ค่าน้ำตาลสูง คนกินข้าวจุจึงรับความหวานเรี่ยราดนี้ไป กลายเป็น <strong>“เบาหวาน”</strong>แต่ไม่ต้องตกใจไปเพราะศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มก. ได้พัฒนาข้าวหอมพันธุ์ใหม่ได้ผลสำเร็จ มีดัชนีน้ำตาลต่ำแต่ราคาสูง เทียบได้ความหอมหวานของความรักใครก็ชอบ โดยเฉพาะในวันวาเลนไทน์ คนมีความรักมักจะแสดงพลังความกับข้าว<strong> </strong><strong>“บาสมาติ” </strong>ของอินเดียซึ่งมีราคาแพงกว่าข้ามหอมมะลิของเรา พันธุ์ข้าวหอมที่ว่ามีชื่อว่า <strong>“สินเหล็ก”</strong>เหมาะเป็นข้าวต้านเบาหวาน ใช้ทำแป้งและเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ดี เป็นความหวังในการส่งออกของข้าวไทยในอนาคต ที่ไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันกันขายตัดราคากับประเทศคู่แข่งเพราะเรามีคุณภาพที่เหนือกว่า</p>
<p><strong>“ ข้าวสินเหล็ก”</strong>  เป็นข้าวหอมต้านเบาหวาน ซึ่งเป็นข้าวไทยที่ได้จากผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง ข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ105 มีลักษณะเป็นข้าวสีขาวที่มีกลิ่นหอม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว มีดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลาง และมีธาตุเหล็กสูง สามารถช่วยแก้ปัญหาผู้ที่เป็นโรคเบาหวานได้ มีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้ดีขึ้น    ช่วยลดภาระของตับอ่อนที่ต้องผลิตอินซูลิน (Insulin) เพิ่มขึ้น ตลอดจนลดกลไกการอักเสบในเลือดจากขบวนการออกซิเดชัน รวมทั้งทำให้ค่าเฉลี่ยของไขมันในเส้นเลือด (Triglyceride) ลดลง  และ นอกจากที่ข้าวสินเหล็กจะมีใยอาหารมากกว่าข้าวขัดสีแล้ว ยังมีวิตามิน และเกลือแร่มากกว่า โดยเฉพาะวิตามินบีหนึ่ง (B1) ซึ่งช่วย ป้องกัน โรคเหน็บชาได้</p>
<p>เพราะฉะนั้นเริ่มตั้งแต่วาเลนไทน์นี้ไปหาข้าวสินเหล็กมากินกันแล้วความหวานจากน้ำตาล จะไม่หวานเรี่ยราดเข้าไปในเส้นเลือดมากไปจนกลายเป็นเบาหวาน&#8230;.</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>6 พฤติกรรมที่ต้องโละทิ้ง</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/6-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/6-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 04:29:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[กินไม่ครบ3มื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มน้ำไม่เพียงพอ]]></category>
		<category><![CDATA[ต้อนรับปีใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ท้องผูก]]></category>
		<category><![CDATA[นอนดึก]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับพฤติกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ออกกำลังกาย]]></category>
		<category><![CDATA[เครียดเรื้อรัง]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30835</guid>
		<description><![CDATA[ปีใหม่ฟ้าใหม่มาถึงแล้ว เริ่มต้นชีวิตด้วยสิ่งดีๆ ประเดิมกันด้วยการโละทิ้ง 6 พฤติกรรมบ่อนทำลายสุขภาพ จากคำแนะนำของแพทย์เวชธานี &#8220;สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง&#8221; พญ.ม.ล.ธัญญ์นภัส เทวกุล แพทย์ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานีเผย 6 พฤติกรรมทำลายสุขภาพ พร้อมแนะวิธีปรับให้สุขภาพดีรับปีใหม่ 1. ดื่มน้ำไม่เพียงพอ น้ำเปล่าไม่ใช่แค่ช่วยดับกระหาย แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น แผลร้อนในในปาก ริมฝีปากแตกแห้ง ผิวแห้งกร้าน ท้องผูก ปัสสาวะมีสีเข้ม กลิ่นฉุน ที่สำคัญ ยังทำให้เลือดข้นหนืด ส่งผลให้ไม่กระปรี้กระเปร่า มึนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย ควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น โดยเทียบเฉลี่ยตามน้ำหนักตัว หากหนัก 50 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตรต่อวัน หากหนัก 70 กิโลกรัม ควรเพิ่มเป็น 3 ลิตรต่อวัน และไม่ควรดื่มครั้งละมาก ๆ เพราะอาจจุกท้อง ทางที่ดีควรจิบทีละนิด แต่จิบบ่อย ๆ น้ำที่ดีที่สุดคือ น้ำเปล่าไม่ร้อนหรือเย็นจัด แต่ใกล้เคียงอุณหภูมิห้องที่สุด เพราะจะทำให้เส้นเลือดในระบบทางเดินอาหารสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที หากปรับพฤติกรรมได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/6-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/" layout="button_count"></fb:like></span><p><strong><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_427013_1.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-30836" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_427013_1-300x213.jpg" alt="" width="300" height="213" /></a>ปีใหม่ฟ้าใหม่มาถึงแล้ว เริ่มต้นชีวิตด้วยสิ่งดีๆ ประเดิมกันด้วยการโละทิ้ง 6 พฤติกรรมบ่อนทำลายสุขภาพ จากคำแนะนำของแพทย์เวชธานี</strong></p>
<p>&#8220;สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง&#8221; พญ.ม.ล.ธัญญ์นภัส เทวกุล แพทย์ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานีเผย 6 <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%BE%C4%B5%D4%A1%C3%C3%C1" target="_blank">พฤติกรรม</a>ทำลายสุขภาพ</p>
<p><span id="more-30835"></span>พร้อมแนะวิธีปรับให้สุขภาพดีรับปีใหม่</p>
<p>1. <strong>ดื่มน้ำไม่เพียงพอ</strong></p>
<p>น้ำเปล่าไม่ใช่แค่ช่วยดับกระหาย แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น แผลร้อนในในปาก ริมฝีปากแตกแห้ง ผิวแห้งกร้าน ท้องผูก ปัสสาวะมีสีเข้ม กลิ่นฉุน ที่สำคัญ ยังทำให้เลือดข้นหนืด ส่งผลให้ไม่กระปรี้กระเปร่า มึนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย<br />
ควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น โดยเทียบเฉลี่ยตามน้ำหนักตัว หากหนัก 50 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตรต่อวัน หากหนัก 70 กิโลกรัม ควรเพิ่มเป็น 3 ลิตรต่อวัน และไม่ควรดื่มครั้งละมาก ๆ เพราะอาจจุกท้อง ทางที่ดีควรจิบทีละนิด แต่จิบบ่อย ๆ<br />
น้ำที่ดีที่สุดคือ น้ำเปล่าไม่ร้อนหรือเย็นจัด แต่ใกล้เคียงอุณหภูมิห้องที่สุด เพราะจะทำให้เส้นเลือดในระบบทางเดินอาหารสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที หากปรับ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%BE%C4%B5%D4%A1%C3%C3%C1" target="_blank">พฤติกรรม</a>ได้ จะทำให้สดชื่น ไม่เหนื่อยหรืออ่อนเพลียง่าย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ระบบขับถ่ายทำงานได้ตามปกติ<br />
<strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2. กินไม่ครบ 3 มื้อ</strong></p>
<p>อาหารเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ หากเรารับประทานอาหารไม่เป็นเวลา อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเช้าที่คนมองข้าม อาจเสี่ยงโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ภาวะกรดไหลย้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด<br />
การปรับ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%BE%C4%B5%D4%A1%C3%C3%C1" target="_blank">พฤติกรรม</a>ทำได้ง่าย ๆ คือ รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ คือมื้อเช้า กลางวัน และเย็น ไม่ใช่มื้อสาย เย็น และดึก เช่นที่คนสมัยนี้นิยมทำ และทุกมื้อควรมีผักสดหรือผักลวก ให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วน ที่สำคัญ ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หากทำได้ ร่างกายจะแข็งแรงเพราะได้รับสารอาหารครบถ้วน สมองปลอดโปร่ง ไม่ต้องเสี่ยงโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อนอีก<br />
<strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>3. ท้องผูก</strong></p>
<p>หากมีปัญหาท้องผูก จะส่งผลให้ท้องอืด จุกเสียด ผิวพรรณไม่สดใส ปวดหัวเรื้อรัง ในบางคนอาจเกิดสิวขึ้น หรืออาการคันตามตัว เนื่องจากของเสียที่ตกค้างในลำไส้ หากไม่ถ่ายหลายวันเข้า อาหารที่กินเข้าไปก็จะบูดเน่า ทำให้ลำไส้อักเสบ เสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ในอนาคต<br />
เพื่อลดปัญหา ควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น รับประทานผักและที่มีกากใย แต่ต้องไม่หวาน เลือกกินข้าวกล้อง ขนมปังธัญพืช ที่มีกากใยมากเพื่อให้กากใยเหล่านั้นช่วยกวาดเอาของเสียในลำไส้ระบายออกมา และควรจะเข้านอนให้เป็นเวลา หากทำได้ก็จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานปกติ สบายท้อง ผิวพรรณสวย อารมณ์แจ่มใส<br />
<strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>4. เครียดเรื้อรัง</strong></p>
<p>ความเครียดแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทของคนสมัยใหม่ แต่รู้หรือไม่ว่า ความเครียดมีผลให้ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสูงขึ้น เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ความเครียดยังเพิ่มอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้เสื่อมก่อนวัย<br />
เพียงแค่หากิจกรรมคลายเครียดก็ช่วยได้ หากนั่งทำงานตลอดก็ควรลุกมายืดเส้นยืดสาย คลายอาการตึงเครียด แต่หากสะสมเรื้อรัง ควรจะปิดระบบของร่างกายแล้วไปชาร์จแบต พักผ่อนสมอง ไปทะเลหรือภูเขาช่วยได้มาก เพราะเป็นพื้นที่อากาศที่มีประจุลบ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย<br />
<strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>5. ออกกำลังกายน้อย</strong></p>
<p>ไม่มีเวลา เป็นเหตุผลคลาสสิกที่คนเลือกตอบคำถามที่ว่า ทำไมไม่ออกกำลังกาย ทั้งที่จริงแล้ว หากไม่ออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง เหนื่อยง่าย แก่ตัวไป ก็อ้วนง่าย ไขมันสะสมตามเนื้อเยื่อโดยเฉพาะพุง ต้นขา ต้นแข็ง และยังลดได้ยาก<br />
การจัดสรรเวลาที่เหมาะสมช่วยได้ หากใครทำงานแต่เช้าก็เลือกออกกำลังกายช่วงเย็น แต่ถ้าทำงานสายหน่อย ก็ทำได้ช่วงเช้าตรู่ เพราะออกกำลังกายช่วยให้หัวใจและปอดแข็งแรง ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานสมบูรณ์ โดยต้องทำสม่ำเสมอครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 นาที ติดต่อกันเป็นเดือนหรือเป็นปี<br />
<strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>6.นอนดึก</strong></p>
<p>ติดเน็ตมัวแชทจนนอนดึก อาจต้องเผชิญกับสิวขึ้น ผมร่วง อ้วนง่าย แก่เร็ว ขี้หลงขี้ลืม ไม่มีสมาธิ เป็นหวัดง่าย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ฮอร์โมนแปรปรวน ท้องผูก มีแก๊สในกระเพาะ อ่อนเพลีย น้ำตาลและไขมันในเลือดสูง ตามมาด้วยโรคหัวใจ โรคสมอง และโรคมะเร็ง<br />
เวลานอนหลับที่เหมาะที่สุดคือ 22.00-05.00 น. เพราะเมื่อนอนหลับสนิท ไม่มีเสียงหรือแสงรบกวน ร่างกายจะหลังฮอร์โมนที่มีประโยชน์ออกมา นั่นคือเมลาโทนิน ที่จะช่วยกระตุ้นให้โกรทฮอร์โมนหลังตาม ช่วยให้แก่ช้า ผิวพรรณสดใส อายุยืน<br />
“สุขภาพเป็นของขวัญที่ดีที่สุด หากคิดจะปรับ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%BE%C4%B5%D4%A1%C3%C3%C1" target="_blank">พฤติกรรม</a>เพื่อเสริมความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจให้ตัวเองก็ถือเป็นของขวัญที่ดีรับปีใหม่นี้ แต่หากใครที่ทำไม่ได้ทุกข้อ ขอให้เลือกซัก 4 ข้อที่คิดว่าทำได้” พญ.ม.ล.ธัญญ์นภัสแนะนำ<br />
นอกจากนี้ แพทย์เวชธานีชี้ว่า ยังมีของขวัญสำหรับตัวเองอีกอย่างที่สำคัญ คือ การตรวจสุขภาพประจำปี ที่ไม่ควรกลัวการตรวจ เพราะหากสุขภาพดีอยู่แล้วก็จะได้รักษาความแข็งแรงนี้ไว้ แต่หากตรวจพบอาการผิดปกติตั้งแต่เริ่ม ก็จะมีโอกาสรักษาหาย หรือดูแลตัวเองเพื่อยืดอายุให้อยู่ไปได้อีกนาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/6-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/6-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สุขบนทุกข์ของคนอื่น ฉายภาพตัวตนคนนับถือตัวเองต่ำ</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Jan 2012 14:19:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[self-esteem]]></category>
		<category><![CDATA[การนับถือตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[คุณค่าของคน]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30796</guid>
		<description><![CDATA[มีการวิจัยพบว่า ถ้ามนุษย์เรามีความเคารพนับถือตัวเอง (self-esteem) ในระดับต่ำ มนุษย์คนนั้นจะทำทุกทางเพื่อให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น รวมถึงการยิ้มเยาะกับความทุกข์ของคนอื่น ๆ ที่เขาพบเห็นด้วย การนับถือตนเอง (Self-esteem) คือ ความรู้สึกหรือความเชื่อที่บุคคลมีต่อตนเองว่าเป็นคนมีคุณค่า ซึ่งจะมีระดับตั้งแต่การนับถือตนเองต่ำไปจนถึงการนับถือตนเองสูง การที่บุคคลยอมรับตนเองนับเป็นทักษะสำคัญในการที่จะเรียนรู้พัฒนาตนเอง และการดำเนินชีวิต ซึ่ง Wilco W van Dijk นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Leiden ประเทศเนเธอร์แลนด์เผยว่า ในกรณีที่คนเรายินดีเมื่อเห็นคนอื่น ๆ ตกที่นั่งลำบาก หรือประสบเหตุการณ์เลวร้าย เป็นเพราะคน ๆ นั้นมีความนับถือตัวเองต่ำจนต้องหาสิ่งแย่ ๆ ของคนอื่นมาทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น โดยเขาได้จัดทำแบบทดสอบสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทจำนวน 70 คนให้พวกเขาอ่านเรื่องราวที่กำหนดให้ 2 เรื่อง และถามถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากอ่านจบ เรื่องแรกเป็นเรื่องของนักศึกษาชายคนหนึ่งที่มีความทะเยอทะยานสูง มุ่งมั่นจะมีงานที่มั่นคงทำ เรื่องที่สองเป็นการพูดคุยระหว่างนักศึกษาชายคนนั้นกับเจ้านายของเขาเกี่ยวกับประวัติการเรียนที่ไม่ดีมากพอ และทำให้เขาพลาดโอกาสจะได้เลื่อนตำแหน่ง จากนั้น อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดสอบจะได้รับแจกใบลงคะแนนว่าตนเองรู้สึกอย่างไรหลังอ่านจบ โดยทางทีมวิจัยได้กำหนดความรู้สึกมาให้เลือก เช่น &#8220;ฉันรู้สึกดีเมื่อทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น&#8221;, &#8220;ฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้ม&#8221; ฯลฯ ผลการวิจัยพบว่า ในกลุ่มคนที่มีความนับถือตนเองต่ำนั้นจะยินดี หรือมีความสุขอย่างมากกับเรื่องราวที่อ่าน  จากนั้น ทีมวิจัยได้นำกลุ่มคนที่มีความนับถือตนเองต่ำมาทดสอบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกเขาต้องทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการคิดในแง่บวกก่อน แล้วจึงค่อยอ่านเรื่องราวเคราะห์ร้ายของคนอื่น ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2/" layout="button_count"></fb:like></span><p><strong><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/554000016844601.jpeg"><img class="alignleft size-full wp-image-30797" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/554000016844601.jpeg" alt="" width="300" height="200" /></a>มีการวิจัยพบว่า ถ้ามนุษย์เรามีความเคารพนับถือตัวเอง (self-esteem) ในระดับต่ำ มนุษย์คนนั้นจะทำทุกทางเพื่อให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น รวมถึงการยิ้มเยาะกับความทุกข์ของคนอื่น ๆ ที่เขาพบเห็นด้วย<span id="more-30796"></span></strong></p>
<p>การนับถือตนเอง (Self-esteem) คือ ความรู้สึกหรือความเชื่อที่บุคคลมีต่อตนเองว่าเป็นคนมีคุณค่า ซึ่งจะมีระดับตั้งแต่การนับถือตนเองต่ำไปจนถึงการนับถือตนเองสูง การที่บุคคลยอมรับตนเองนับเป็นทักษะสำคัญในการที่จะเรียนรู้พัฒนาตนเอง และการดำเนินชีวิต ซึ่ง Wilco W van Dijk นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Leiden ประเทศเนเธอร์แลนด์เผยว่า ในกรณีที่คนเรายินดีเมื่อเห็นคนอื่น ๆ ตกที่นั่งลำบาก หรือประสบเหตุการณ์เลวร้าย เป็นเพราะคน ๆ นั้นมีความนับถือตัวเองต่ำจนต้องหาสิ่งแย่ ๆ ของคนอื่นมาทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น โดยเขาได้จัดทำแบบทดสอบสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทจำนวน 70 คนให้พวกเขาอ่านเรื่องราวที่กำหนดให้ 2 เรื่อง และถามถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากอ่านจบ</p>
<p>เรื่องแรกเป็นเรื่องของนักศึกษาชายคนหนึ่งที่มีความทะเยอทะยานสูง มุ่งมั่นจะมีงานที่มั่นคงทำ เรื่องที่สองเป็นการพูดคุยระหว่างนักศึกษาชายคนนั้นกับเจ้านายของเขาเกี่ยวกับประวัติการเรียนที่ไม่ดีมากพอ และทำให้เขาพลาดโอกาสจะได้เลื่อนตำแหน่ง</p>
<p>จากนั้น อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดสอบจะได้รับแจกใบลงคะแนนว่าตนเองรู้สึกอย่างไรหลังอ่านจบ โดยทางทีมวิจัยได้กำหนดความรู้สึกมาให้เลือก เช่น &#8220;ฉันรู้สึกดีเมื่อทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น&#8221;, &#8220;ฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้ม&#8221; ฯลฯ</p>
<p><strong>ผลการวิจัยพบว่า ในกลุ่มคนที่มีความนับถือตนเองต่ำนั้นจะยินดี หรือมีความสุขอย่างมากกับเรื่องราวที่อ่าน </strong></p>
<p>จากนั้น ทีมวิจัยได้นำกลุ่มคนที่มีความนับถือตนเองต่ำมาทดสอบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกเขาต้องทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการคิดในแง่บวกก่อน แล้วจึงค่อยอ่านเรื่องราวเคราะห์ร้ายของคนอื่น ๆ ซึ่งเมื่อถามถึงความรู้สึก ปรากฏว่า ความยินดีในความทุกข์ที่เกิดกับคนอื่น ๆ นั้นลดน้อยลง</p>
<p>สำหรับผลงานวิจัยก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการนับถือตนเองยังพบว่าคนที่มีระดับการนับถือตนเองต่ำ จะมีปัญหาด้านอารมณ์มากกว่าคนที่มีการนับถือตนเองสูง บางครั้งบุคคลที่นับถือตนเองต่ำจะแสดงจุดเด่นบางอย่างเพื่อเป็นการชดเชย แต่บุคคลเหล่านี้ก็ไม่สามารถลดความรู้สึกพร่องในการนับถือตนเองหรือความภาคภูมิใจในตนเอง แม้จะพยายามสร้างจุดเด่นให้ตนเองแล้วก็ตาม</p>
<p>ในทางกลับกันบุคคลที่มีการนับถือตนเองสูง (High self-esteem) จะสามารถมีความสุขและพึงพอใจในชีวิต เพราะเขาจะมีแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จที่มีผลมาจากความปรารถนาที่จะทำให้เป้าหมายในชีวิตหรือการทำงานบรรลุผล ไม่ใช่จากแรงจูงใจที่จะชดเชยความรู้สึกที่ตนเองไม่ภาคภูมิใจในตนเอง</p>
<p><strong>อย่างไรก็ดี หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น และอยากเปลี่ยนแปลง หรือ ลด ละ เลิกนิสัยนี้เสีย เรามีวิธีการดี ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความนับถือในตนเองมาฝากกันดังนี้</strong></p>
<p><strong>- พยายามเลิกคิดในแง่ลบ </strong>ทั้งที่เกี่ยวกับตัวเองและเกี่ยวกับคนอื่น แต่ให้คิดในแง่บวกแทน หากเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก พยายามให้กำลังใจตัวเอง หรือคิดถึงตัวเองในแง่ดี หรืออาจจะลองเขียนสิ่งที่เกี่ยวกับตัวคุณที่สามารถทำให้คุณมีความสุขได้ออกมา วันละเรื่อง เป็นต้น</p>
<p><strong>- หากต้องทำงานใด ๆ พยายามทำให้สำเร็จ</strong> มีบางคนกลัวว่าสิ่งที่ทำนั้นจะไม่ &#8220;สมบูรณ์แบบ&#8221; หรือ &#8220;ดีเลิศ&#8221; สุดท้ายเลยไม่ได้ทำอย่างที่ใจต้องการเสียที ดังนั้น เมื่อต้องทำภารกิจใดแล้ว ขอให้เดินหน้าทำมันอย่างมีความสุข และทุ่มเทกับมันอย่างเต็มที่ก็พอ</p>
<p><strong>- มองข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นว่าเป็นโอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้</strong> ใคร ๆ ก็ผิดพลาดได้ และคุณเองก็ด้วยเช่นกัน แต่การผิดพลาดเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีที่จะสอนให้เรารอบคอบเมื่อต้องทำงานในครั้งต่อไป</p>
<p><strong>- หาประสบการณ์ใหม่ ๆ</strong> การทดลองทำสิ่งต่าง ๆ ที่แปลกใหม่ไปจากชีวิตประจำวันอาจช่วยให้คุณเจอจุดเด่นของตัวเองที่หลับไหลมานานก็เป็นได้</p>
<p><strong>- เข้าใจว่าคนเรามีทั้งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้และเปลี่ยนแปลงไม่ได้</strong> บางเรื่องเช่น การเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ทำให้คุณต้องทุกข์ใจมาตลอด หากคุณอยากเปลี่ยนข้อนี้ ก็สามารถเริ่มได้ทันที แต่บางเรื่องคุณก็เปลี่ยนไม่ได้เช่นกัน เช่น ความสูง แม้จะอยากสูงกว่านี้ แต่ก็ทำไม่ได้ ดังนั้น หากเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว ก็ขอให้ยอมรับ และอยู่กับมันอย่างเข้าใจ</p>
<p><strong>- ออกกำลังกาย </strong>การออกกำลังกายช่วยลดความเครียด และช่วยให้คุณสุขภาพดีขึ้น เมื่อสุขภาพดีขึ้น ความสุขก็จะตามมาง่ายขึ้นนั่นเอง</p>
<p><strong>- ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า</strong> เช่น อยู่กับคนที่คุณรัก ทำในสิ่งที่คุณต้องการ หาเวลาพักผ่อนให้ตัวเอง และเสียสละเวลาส่วนตัวไปทำงานการกุศลบ้าง เท่านี้ ความรู้สึกดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง ไม่มากก็น้อยค่ะ</p>
<p>เรียบเรียงจากเดลิเมล<br />
อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก http://webhost.wu.ac.th/stipawan/index/chapter/chapter4/index.html และ<br />
www.kidhealth.org</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : manager.co.th</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สธ.เผยคนไทยอายุ 15-60 ปีมีปัญหาฟันผุมากสุด</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%98-%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-15-60-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%98-%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-15-60-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Jan 2012 08:29:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาในช่องปาก]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันผุ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพฟัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30684</guid>
		<description><![CDATA[สธ.เผยผลสำรวจคนไทยมีปัญหาช่องปากอันดับ 1 คือฟันผุ แนะวีธีการดูแลความสะอาดช่องปากและฟันด้วยการแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยผลการสำรวจพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของประชากรไทยอายุ 15 &#8211; 60 ปี ทั้งเขตเมืองและเขตชนบท ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศโดยกรมอนามัย ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2554 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 3,391 คน พบว่า  ปัญหาทันตสุขภาพของคนไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1 ฟันผุร้อยละ 29 มีหินปูนร้อยละ 26 เสียวฟันร้อยละ 22 ปวดฟันร้อยละ 19 ฟันเหลืองร้อยละ 17 และฟันตกกระร้อยละ 1 พฤติกรรมในการแปรงฟันของประชาชนส่วนใหญ่คือร้อยละ 98 แปรงฟันตอนเช้า แปรงก่อนนอนร้อยละ 78 ซึ่งจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่หลังอาหารกลางวัน พบว่ามีการแปรงฟันน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 10 ทันตแพทย์หญิงพวงทอง เล็กเฟื่องฟู ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การดูแลสุขภาพปากและฟันที่ดีที่สุดคือการแปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%98-%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-15-60-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/1_original.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30685" title="1_original" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/1_original-300x195.jpg" alt="" width="300" height="195" /></a></p>
<p><strong>สธ.เผยผลสำรวจคนไทยมีปัญหาช่องปากอันดับ 1 คือฟันผุ แนะวีธีการดูแลความสะอาดช่องปากและฟันด้วยการแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ</strong></p>
<p>นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยผลการสำรวจพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของประชากรไทยอายุ 15 &#8211; 60 ปี ทั้งเขตเมืองและ<span id="more-30684"></span>เขตชนบท ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศโดยกรมอนามัย ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2554 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 3,391 คน พบว่า  ปัญหาทันตสุขภาพของคนไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1 ฟันผุร้อยละ 29 มีหินปูนร้อยละ 26 เสียวฟันร้อยละ 22 ปวดฟันร้อยละ 19 ฟันเหลืองร้อยละ 17 และฟันตกกระร้อยละ 1</p>
<p>พฤติกรรมในการแปรงฟันของประชาชนส่วนใหญ่คือร้อยละ 98 แปรงฟันตอนเช้า แปรงก่อนนอนร้อยละ 78 ซึ่งจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่หลังอาหารกลางวัน พบว่ามีการแปรงฟันน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 10</p>
<p>ทันตแพทย์หญิงพวงทอง เล็กเฟื่องฟู ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การดูแลสุขภาพปากและฟันที่ดีที่สุดคือการแปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร และหากมีการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลระหว่างมื้อควรบ้วนน้ำตาม เลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนาดเหมาะสมกับช่องปาก ขนแปรงควรทำจากไนล่อนและนุ่มปานกลาง แปรงฟันอย่างถูกวิธีคือแปรงขึ้นหรือลงไปตามปลายฟัน แต่หากเศษอาหารติดแน่นในซอกฟันโดยเฉพาะในฟันกรามซึ่งแปรงไม่ถึง ต้องใช้เส้นใยขัดซอกฟันร่วมด้วย</p>
<p>การเลือกใช้ยาสีฟัน  ควรผสมฟลูออไรด์ไม่เกินร้อยละ 0.11 โดยน้ำหนัก หรือ 1,100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (พีพีเอ็ม) ใช้เวลาแปรงฟัน 2 นาทีขึ้นไป เพื่อให้ฟลูออไรด์สัมผัสกับผิวฟันได้อย่างเต็มที่ ส่วนในเด็กเล็กไม่ควรให้บีบยาสีฟันเอง เพราะหากได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปจะทำให้ฟันตกกระได้</p>
<p>สำหรับการใช้น้ำยาบ้วนปาก จะช่วยลดกลิ่นปากได้ แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนการแปรงฟันได้ เนื่องจากน้ำยาบ้วนปากไม่สามารถขจัดคราบจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและเกาะติดอยู่ตามผิวฟันและซอกฟันได้</p>
<p>ส่วนการใช้ไม้จิ้มฟันหลังอาหาร เพื่อกำจัดเศษอาหาร เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง ไม่ควรใช้ไม้จิ้มฟันดัน หรือแคะอย่างรุนแรง หรือเสียบไม้จิ้มฟันทะลุซอกฟันจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง แล้วหมุนหรืองัด เพราะจะทำให้เกิดปัญหาซอกฟันโหว่เป็นโพรง ฟันห่าง เหงือกร่น คอฟันหรือผิวรากฟันสึก</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<p>ภาพ : <a href="http://atcloud.com/">http://atcloud.com</a></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%98-%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-15-60-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%98-%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8-15-60-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ออกกำลังกายอะไร ดี และถูก</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Jan 2012 04:54:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>wanManeeporn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ออกกำลังกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ออกกำลังกายอะไร ดี และถูก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30653</guid>
		<description><![CDATA[โลกปัจจุบันใคร ๆ ก็ไปออกกำลังกาย ทุกคนรู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิต แต่บางคนตั้งท่าอยู่นานไม่รู้ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนดี ลองเริ่มจากการวิ่งเหยาะ การออกกำลังกายที่ง่ายและถูกที่สุดแถมมีประโยชน์มากมายมหาศาลต่อสุขภาพเรา ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้มากเรื่อง นอกจากรองเท้าวิ่งที่ดีสักคู่ ไม่ต้องนัดก๊วน เพราะวิ่งคนเดียวก็ได้ ไม่ต้องเสียค่าสมาชิก ค่าสนาม เพราะสามารถวิ่งได้ทุกที่ ในหมู่บ้าน สวนสาธารณะใกล้บ้าน &#160; &#160; วิ่งดีอย่างไร การวิ่งเหยาะเหมาะกับทุกเพศทุกวัย การวิ่งทำให้หัวใจทำงานเพิ่มมากขึ้น เลือดสูบฉีดโลหิตได้ทั่วร่างกาย เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค หมายถึงร่างกายได้ใช้ออกซิเจนอย่างต่อเนื่องในการออกกำลังกาย ไม่เหมือนกับการวิ่งเร็ว 100 เมตร ที่แทบจะไม่ได้หายใจด้วยซ้ำ เมื่อหัวใจได้เต้นเร็วมากกว่าปกติ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง บีบตัวได้ดี เลือดก็สามารถไหลเวียนไปได้ทั่วถึงทุกส่วนร่างกาย การวิ่ง ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด มีผลงานวิจัยมากมายที่พูดถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายกับการป้องกันโรคเกี่ยวกับหัวใจ เพราะการออกกำลังกายทำให้ร่างกายสร้างโคเลสเตอรอลชนิดที่ดี HDL Cholesterol ออกมาสู่ร่างกายมากขึ้น HDL เป็นโคเลสเตอรอลที่ดีที่ทำหน้าที่เก็บกวาดไขมันในระบบหลอดเลือดเราไปขจัดทิ้งที่ตับ ทำให้ความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดหัวใจลดลงอย่างมาก และ HDL นี้จะมีค่าสูงเฉพาะในคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ในอดีตเมื่อมีคนถูกตรวจพบว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หมอจะสั่งให้คนไข้งดออกกำลังกายไม่ให้หัวใจทำงานหนัก แต่ปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่กลับส่งเสริมให้คนไข้ออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูความเสื่อมของหัวใจ วิ่ง ช่วยลดความเครียด หลังออกกำลังกาย เหงื่อท่วมตัว เรารู้สึกสบายใจมากกว่าก่อนออกกำลังกาย เป็นเพราะร่างกายได้หลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่งออกมาชื่อว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b9/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/1110.jpg"><img class="alignnone  wp-image-30654" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/1110.jpg" alt="" width="403" height="303" /></a></p>
<p>โลกปัจจุบันใคร ๆ ก็ไปออกกำลังกาย ทุกคนรู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิต แต่บางคนตั้งท่าอยู่นานไม่รู้ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนดี</p>
<p>ลองเริ่มจากการวิ่งเหยาะ การออกกำลังกายที่ง่ายและถูกที่สุดแถมมีประโยชน์มากมายมหาศาลต่อสุขภาพเรา ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้มากเรื่อง นอกจากรองเท้าวิ่งที่ดีสักคู่ ไม่ต้องนัดก๊วน</p>
<p>เพราะวิ่งคนเดียวก็ได้ ไม่ต้องเสียค่าสมาชิก ค่าสนาม เพราะสามารถวิ่งได้ทุกที่ ในหมู่บ้าน สวนสาธารณะใกล้บ้าน<br />
<strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>วิ่งดีอย่างไร</strong></p>
<p>การวิ่งเหยาะเหมาะกับทุกเพศทุกวัย การวิ่งทำให้หัวใจทำงานเพิ่มมากขึ้น เลือดสูบฉีดโลหิตได้ทั่วร่างกาย เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค หมายถึงร่างกายได้ใช้ออกซิเจนอย่างต่อเนื่องในการออกกำลังกาย ไม่เหมือนกับการวิ่งเร็ว 100 เมตร ที่แทบจะไม่ได้หายใจด้วยซ้ำ<br />
เมื่อหัวใจได้เต้นเร็วมากกว่าปกติ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง บีบตัวได้ดี เลือดก็สามารถไหลเวียนไปได้ทั่วถึงทุกส่วนร่างกาย</p>
<p><strong>การวิ่ง ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด</strong></p>
<p>มีผลงานวิจัยมากมายที่พูดถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายกับการป้องกันโรคเกี่ยวกับหัวใจ เพราะการออกกำลังกายทำให้ร่างกายสร้างโคเลสเตอรอลชนิดที่ดี HDL Cholesterol ออกมาสู่ร่างกายมากขึ้น</p>
<p>HDL เป็นโคเลสเตอรอลที่ดีที่ทำหน้าที่เก็บกวาดไขมันในระบบหลอดเลือดเราไปขจัดทิ้งที่ตับ ทำให้ความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดหัวใจลดลงอย่างมาก และ HDL นี้จะมีค่าสูงเฉพาะในคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</p>
<p>ในอดีตเมื่อมีคนถูกตรวจพบว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หมอจะสั่งให้คนไข้งดออกกำลังกายไม่ให้หัวใจทำงานหนัก แต่ปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่กลับส่งเสริมให้คนไข้ออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูความเสื่อมของหัวใจ</p>
<p><strong>วิ่ง ช่วยลดความเครียด</strong></p>
<p>หลังออกกำลังกาย เหงื่อท่วมตัว เรารู้สึกสบายใจมากกว่าก่อนออกกำลังกาย เป็นเพราะร่างกายได้หลั่งฮอร์โมนตัวหนึ่งออกมาชื่อว่า<strong> เอนดอร์ฟิน ฮอร์โมนตัวนี้มีฤทธิ์คล้ายกับฝิ่น แต่ไม่มีโทษ จะทำให้เราสบายใจ คลายเครียด</strong> เป็นการสมดุลให้กับร่างกายที่จำเป็น เพราะเมื่อเราเครียด ร่างกายของเราจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมากระตุ้นร่างกายเรา ฮอร์โมนตัวนี้คืออะดรีนาลิน ที่ผลต่อร่างกายให้เครียด ไขมันจะเกาะพุง เกาะหลอดเลือดเราได้เร็วกว่าปกติ การวิ่งจะช่วยปล่อยฮอร์โมน เอนดอร์ฟิน ออกมาบาลานซ์กับอะดรีนาลิน ทำให้ร่างกายเราสดชื่นไม่ตึงเครียด </p>
<p><strong>วิ่งแค่ไหนได้ประโยชน์</strong></p>
<p>ไม่ใช่อาทิตย์ละครั้ง แล้วบอกว่า ดิฉันออกกำลังกายสม่ำเสมอ การวิ่งให้ได้ประโยชน์ ประการแรก อย่าหักโหม ตรวจสอบความพร้อมของร่างกายเสียก่อนว่าไม่มีโรคประจำตัวใด ๆ จะให้ดีตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสม ก่อน</p>
<p><strong>ข้อแรก</strong> ต้องออกกำลังกายให้หัวใจเต้นถึงระดับ 60 &#8211; 80 % ของความสามารถของหัวใจ ฮอร์โมนต่าง ๆ จึงจะหลั่งออกมาให้เราได้ประโยชน์</p>
<p><strong>ข้อสอง</strong> ต้องมีความต่อเนื่อง 20 &#8211; 30 นาที ต่อครั้ง ช่วงแรกของการออกกำลังกายไม่เน้นที่ความเร็ว หรือ ระยะทาง ไม่ต้องใส่ใจว่าจะมีกี่คนที่วิ่งแซงหน้าเราไป บอกกับตัวเองว่า ฉันกำลังแข่งกับตัวเองเพียง 20 -30 นาที ครบเป็นพอ</p>
<p><strong>ข้อสาม</strong> ต้องยืดเส้นยืดสาย อบอุ่นร่างกาย ก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง เป็นการป้องกันการบาดเจ็บ หรือเมื่อยล้ากล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย ซึ่งเมื่อบาดเจ็บแล้วจะทำให้เราขยาดจากการออกกำลังกาย</p>
<p><strong>ข้อสี่ </strong>ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อหนักก่อนออกกำลังกาย 2 &#8211; 3 ชั่วโมง ยกเว้นผลไม้เบา ๆ และดื่มน้ำพอประมาณ</p>
<p><strong>ข้อห้า</strong> ให้ความสำคัญกับรองเท้าเป็นที่สุด รองเท้ามีตั้งแต่เหยีบพันถึงหลายพันบาท เลือกให้เหมาะสม บางคนบังคับตัวเองด้วยวิธีการเลือกซื้อแพง ๆ ไปเลย ให้เกิดความรู้สึกเสียดายค่ารองเท้า มากกว่าความอยากวิ่งออกกำลังกาย<br />
<strong>ท่าวิ่ง สำคัญมาก</strong><br />
       การวิ่งเหยาะออกกำลังกาย การลงเท้าสำคัญมาก ๆ ห้ามเด็ดขาดสำหรับ การวิ่งด้วยการลงด้วยปลายเท้าด้านหน้า เพราะนั่นเป็นการลงเท้าแบบนักวิ่งระยะสั้น หรือนักวิ่งเร็ว แต่การออกกำลังกายเพื่อวิ่งเพื่อสุขภาพ เน้นการวิ่งยาวและได้ระยะทางต้องลงเท้าเต็มเท้าพร้อมกัน หรือ จะลงเท้าจากกลางเท้าไปที่ปลายส้นเท้า<br />
การวิ่งแบบนี้จะไม่ทำให้คุณบาดเจ็บจากการวิ่ง และทำให้วิ่งได้ระยะทาง ระยะเวลาตามที่ต้องการ<br />
<strong>เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการแบ่งเวลาออกกำลังกาย ไม่รู้จะเริ่มด้วยอะไร การเดินเร็วเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดและจากนั้นคุณจะเริ่มวิ่งได้อย่างมีความสุข </strong></p>
<p>ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : sanook</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b9/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผิวคล้ำใช่ว่าจะรอด (ยูวี)</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%a7%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%a7%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2011 03:18:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[กันแดด]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแลผิว]]></category>
		<category><![CDATA[ปกป้องผิว]]></category>
		<category><![CDATA[ยูวี]]></category>
		<category><![CDATA[แสงแดด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30315</guid>
		<description><![CDATA[รังสียูวีจากแสงแดด ตัวการเร่งการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวสาว แต่จะจริงแค่ไหนที่ว่า รังสียูวีแผลงฤทธิ์ทำร้ายสาวผิวขาวมากกว่าสาวผิวคล้ำ รังสียูวีในแสงแดดแบ่งเป็น &#8220;ยูวีเอ&#8221; และ &#8220;ยูวีบี&#8221; โดยยูวีเอพบมากในแสงแดดช่วงเช้าและเย็น ส่วนยูวีบีจะพบมากในช่วงแดดจัดระหว่างวัน  รังสียูวีบีจะทำให้ผิวแสบร้อนและไหม้ เป็นรอยแดง ขณะที่ยูวีเอจะส่งผลต่อเม็ดสี (Pigmentation) เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง โรคแพ้แดด และอาจทำลายลึกถึงระดับดีเอ็นเอ &#8220;40 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์มองเพียงแค่ยูวีบี เพราะเห็นผลที่เกิดกับผิวหนังได้ชัดและทันตา&#8221; โดมินิค โมยาล ผู้เชี่ยวชาญด้านยูวีและการปกป้องผิวจากแสงแดด ศูนย์วิจัยลอรีอัล ประเทศฝรั่งเศส  และประธานคณะผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากแสงแดด ของสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางแห่งภูมิภาคยุโรป กล่าว ผลจากการวิจัยล่าสุดกลับชี้ชัดว่า รังสียูวีเอ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีสัดส่วนในแสงแดดมีมากถึง 95% ให้ผลเสียต่อผิวหนังที่รุนแรง หยั่งรากลึกกว่ารังสียูวีบีหลายเท่า โดยจะทำร้ายเซลล์ผิวทีละน้อย อย่างสะสมไปเรื่อยๆ ที่สำคัญ สำหรับคนผิวคล้ำ ที่มักคิดว่า แสงแดดและรังสียูวีที่ทำให้ผิวคล้ำ ไม่มีผลต่อพวกเธอนั้น คงต้องคิดใหม่ เพราะยิ่งผิวคล้ำ ความชะล่าใจที่จะอยู่กลางแดดมีมาก โอกาสที่รังสียูวีเอจะทำลายผิวให้เกิดร่องริ้วรอย ตลอดจนมะเร็งผิวหนังในระยะยาวย่อมมากตาม &#8220;คนที่มีสีผิวคล้ำ จะมีเซลล์เม็ดสีเมลานินมาก ยูวีเอก็จะยิ่งกระตุ้นให้เม็ดสีเหล่านั้นทำงานมากขึ้น ความคล้ำยิ่งมากและคงอยู่นานกว่าเดิม และยูวีเอยังทำลายภูมิคุ้มกันของผิว เพิ่มโอกาสให้แพ้แสงแดดอีกด้วย&#8221; ผู้เชี่ยวชาญด้านยูวีกล่าว ผู้เชี่ยวชาญมีคำเตือนให้กับสาวเอเชียว่า โซนเอเชียมีรังสียูวีเอที่เข้มข้นกว่าโซนยุโรป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%a7%e0%b8%b5/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426500_1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30316" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426500_1-300x211.jpg" alt="" width="300" height="211" /></a></p>
<p><strong>รังสียูวีจากแสงแดด ตัวการเร่งการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวสาว แต่จะจริงแค่ไหนที่ว่า รังสียูวีแผลงฤทธิ์ทำร้ายสาวผิวขาวมากกว่าสาวผิวคล้ำ</strong></p>
<p>รังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>ในแสงแดดแบ่งเป็น &#8220;<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอ&#8221; และ &#8220;<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>บี&#8221; โดย<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอพบมากในแสงแดดช่วงเช้าและเย็น ส่วน<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>บีจะพบมากในช่วงแดดจัดระหว่างวัน <span id="more-30315"></span></p>
<p>รังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>บีจะทำให้ผิวแสบร้อนและไหม้ เป็นรอยแดง ขณะที่<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอจะส่งผลต่อเม็ดสี (Pigmentation) เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง โรคแพ้แดด และอาจทำลายลึกถึงระดับดีเอ็นเอ</p>
<p>&#8220;40 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์มองเพียงแค่<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>บี เพราะเห็นผลที่เกิดกับผิวหนังได้ชัดและทันตา&#8221; โดมินิค โมยาล ผู้เชี่ยวชาญด้าน<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>และการปกป้องผิวจากแสงแดด ศูนย์วิจัยลอรีอัล ประเทศฝรั่งเศส  และประธานคณะผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากแสงแดด ของสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางแห่งภูมิภาคยุโรป กล่าว</p>
<p>ผลจากการวิจัยล่าสุดกลับชี้ชัดว่า รังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีสัดส่วนในแสงแดดมีมากถึง 95% ให้ผลเสียต่อผิวหนังที่รุนแรง หยั่งรากลึกกว่ารังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>บีหลายเท่า โดยจะทำร้ายเซลล์ผิวทีละน้อย อย่างสะสมไปเรื่อยๆ</p>
<p>ที่สำคัญ สำหรับคนผิวคล้ำ ที่มักคิดว่า แสงแดดและรังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>ที่ทำให้ผิวคล้ำ ไม่มีผลต่อพวกเธอนั้น คงต้องคิดใหม่ เพราะยิ่งผิวคล้ำ ความชะล่าใจที่จะอยู่กลางแดดมีมาก โอกาสที่รังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอจะทำลายผิวให้เกิดร่องริ้วรอย ตลอดจนมะเร็งผิวหนังในระยะยาวย่อมมากตาม</p>
<p>&#8220;คนที่มีสีผิวคล้ำ จะมีเซลล์เม็ดสีเมลานินมาก <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอก็จะยิ่งกระตุ้นให้เม็ดสีเหล่านั้นทำงานมากขึ้น ความคล้ำยิ่งมากและคงอยู่นานกว่าเดิม และ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอยังทำลายภูมิคุ้มกันของผิว เพิ่มโอกาสให้แพ้แสงแดดอีกด้วย&#8221; ผู้เชี่ยวชาญด้าน<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>กล่าว</p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญมีคำเตือนให้กับสาวเอเชียว่า โซนเอเชียมีรังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอที่เข้มข้นกว่าโซนยุโรป 2 เท่าในช่วงฤดูหนาว และจะมากกว่าเป็น 4 เท่าในช่วงฤดูร้อน ดังนั้น สาวเอเชียจึงต้องการการปกป้องจากรังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอมากกว่า</p>
<p>สำหรับการปกป้องผิวจากรังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a> ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่จะเลือกอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกโดยอ่านข้อมูลจากฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ โดยให้ความสำคัญกับค่าเอสพีเอฟ (SPF) ที่เป็นสัญลักษณ์ของประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>บี ร่วมกับค่าพีพีดี (ppd) ที่เป็นสัญลักษณ์ของประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอ</p>
<p>การป้องกันรังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a> สัดส่วนระหว่างค่าพีพีดีและเอสพีเอฟต้องไม่ต่ำกว่า 1:3 เช่น หากครีมกันแดดเอสพีเอฟ 60 ต้องมีค่าพีพีดีไม่ต่ำกว่า 20</p>
<p>โดยทั่วไปผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับค่าเอสพีเอฟ ยิ่งสูงยิ่งดี โดยไม่สนใจค่าพีพีดี ทั้งๆ ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน</p>
<p>โมยาล อธิบายว่า มีการวิจัยทดสอบเปรียบเทียบระหว่างผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟเท่ากัน 2 ชิ้น แต่ชิ้นแรกมีค่าพีพีดีมากกว่า 1 ใน 3 ของค่าเอสพีเอฟ และชิ้นที่ 2 มีค่าพีพีดีน้อยกว่า 1 ใน 3 ของค่าเอสพีเอฟ นำไปทาบนผิว แล้วใช้แสง<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>ในความเข้มข้นระดับต่างๆ</p>
<p>ผลปรากฏชัดว่า<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%20%BC%D4%C7" target="_blank"> ผิว</a>ที่ทาผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่าพีพีดีน้อยกว่า 1 ใน 3 ของค่าเอสพีเอฟ ปรากฏรอยดำคล้ำได้เร็วกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีค่าพีพีดีมากกว่า 1 ใน 3 ของค่าเอสพีเอฟ</p>
<p>&#8220;แม้<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>บีจะทำให้ผิวไหม้เป็นรอยแดงทันทีเมื่อสัมผัสแดดนาน  แต่<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอสามารถแสดงผลทันทีเมื่อผิวสัมผัสรังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เป็นเวลา 1-1.30 ชั่วโมง โดยผิวจะคล้ำลงเพราะ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอกระตุ้นการทำงานของเมลานินที่ทำให้เกิดสีผิวคล้ำลง และความคล้ำจาก<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอยังคงอยู่นานถึง 4-12 เดือน ขณะที่ผิวไหม้แดงจาก<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>บีคงอยู่เพียง 1-2 วันเท่านั้น&#8221;</p>
<p>ฉะนั้น การเลือกผลิตภัณฑ์ป้องกันรังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>จากแสงแดด จึงต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวและกิจกรรมระหว่างวันที่แตกต่างออกไป หากเป็นหน้าหนาวควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าพีพีดี 12-13 แต่หากเป็นหน้าร้อนต้องมีค่าพีพีดีอยู่ที่ 25-28 แต่หากเป็นผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับแสงแดด ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าพีพีดีสูงที่สุดที่มีจำหน่ายอยู่คือ 42</p>
<p>&#8220;แม้จะอยู่ในอาคาร อาจจะเลี่ยง<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>บีได้ แต่หากอยู่ใกล้กระจกหรือหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งขับรถ คงหนี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอไม่พ้น เพราะรังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a>เอสามารถทะลุกระจกเข้ามาได้ ดังนั้น การป้องกันผิวด้วยผลิตภัณฑ์กันแดดจึงจำเป็น เพื่อผิวที่สดใส สุขภาพดี&#8221; คำแนะนำทิ้งท้ายจากผู้เชี่ยวชาญด้านรังสี<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C2%D9%C7%D5" target="_blank">ยูวี</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%a7%e0%b8%b5/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%a7%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอฟ แอนด์ เอฟ 16-22 อัพไซซ์ให้สาวร่างอวบทันสมัยสวมใส่ได้จริง</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%9f-%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%9f-16-22-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%9f-%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%9f-16-22-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Dec 2011 07:11:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[การเลือกเสื้อผ้า]]></category>
		<category><![CDATA[การแต่งกาย]]></category>
		<category><![CDATA[เยลหลี-เยอราดีน]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อผ้าสำหรับสาวรูปร่างใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[เอฟ แอนด์ เอฟ ไซซ์ 16-22]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นสาวร่างอวบ]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่นโชว์]]></category>
		<category><![CDATA[ใหม่ เจริญปุระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30303</guid>
		<description><![CDATA[ถือเป็นโชคดีส่งท้ายปลายปีของสาว ๆ อวบอ้วน หุ่นเอ็กซ์ตร้าไซซ์หรือไซซ์พิเศษ ที่จะได้มีเสื้อผ้าสวย ๆ หลากหลายแบบไว้ใส่ฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแบรนด์ ภายหลังเสื้อผ้าสตรี-บุรุษชั้นนำจากประเทศอังกฤษแบรนด์ “เอฟ แอนด์ เอฟ” โดยผู้บริหารเอฟแอนด์เอฟคนเก่ง อรดา โชติรวี และ ณัฐชานันท์ ภัทรแสงสมพร ผู้บริหารเอฟ แอนด์ เอฟ แฟชั่นแวร์ ไซซ์ 16-22 เปิดแฟชั่นไลน์ใหม่ล่าสุด “เอฟ แอนด์ เอฟ ไซซ์ 16-22” เป็นครั้งแรกในเมืองไทย พร้อมแฟชั่นโชว์สุดเก๋จากสาวไซซ์พิเศษ อาทิ ใหม่-สิริวิมล เจริญปุระ เยลหลี-เยอราดีน แมคอินทอช และ ซิลวี่-ภาวิดา มอริจจิ และในงานเดียวกันยังเปิดให้อัพเดทเทรนด์กับแฟชั่นกูรู พลอย จริยะเวช และ เอกกมล อรรถกมล เมื่อบ่ายวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมาบริเวณอาร์-บาร์ โรงแรมเรเนซองส์ ที่มาของเสื้อผ้าสวย ๆ สำหรับสาวไซซ์พิเศษ ณัฐชานันท์ เผยว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%9f-%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%9f-16-22-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/4312.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-30305" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/4312-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a>ถือเป็นโชคดีส่งท้ายปลายปีของสาว ๆ อวบอ้วน หุ่นเอ็กซ์ตร้าไซซ์หรือไซซ์พิเศษ ที่จะได้มีเสื้อผ้าสวย ๆ หลากหลายแบบไว้ใส่ฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแบรนด์ ภายหลังเสื้อผ้าสตรี-บุรุษชั้นนำ<span id="more-30303"></span>จากประเทศอังกฤษแบรนด์ “เอฟ แอนด์ เอฟ” โดยผู้บริหารเอฟแอนด์เอฟคนเก่ง อรดา โชติรวี และ ณัฐชานันท์ ภัทรแสงสมพร ผู้บริหารเอฟ แอนด์ เอฟ แฟชั่นแวร์ ไซซ์ 16-22 เปิดแฟชั่นไลน์ใหม่ล่าสุด “เอฟ แอนด์ เอฟ ไซซ์ 16-22” เป็นครั้งแรกในเมืองไทย พร้อมแฟชั่นโชว์สุดเก๋จากสาวไซซ์พิเศษ อาทิ ใหม่-สิริวิมล เจริญปุระ เยลหลี-เยอราดีน แมคอินทอช และ ซิลวี่-ภาวิดา มอริจจิ และในงานเดียวกันยังเปิดให้อัพเดทเทรนด์กับแฟชั่นกูรู พลอย จริยะเวช และ เอกกมล อรรถกมล เมื่อบ่ายวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมาบริเวณอาร์-บาร์ โรงแรมเรเนซองส์</p>
<p>ที่มาของเสื้อผ้าสวย ๆ สำหรับสาวไซซ์พิเศษ ณัฐชานันท์ เผยว่า หลังจากได้แบรนด์เอฟแอนด์เอฟไซซ์สำหรับสาว ๆ ไซซ์ปกติได้รับการตอบรับที่ดีมาตลอด จึงพร้อมสานต่อแฟชั่นให้สาวไซซ์พิเศษได้สนุกกับการแต่งตัวภายใต้คอนเซปต์ที่นำเสนอแฟชั่นทันสมัย สวมใส่ได้จริง ในราคาที่คุ้มค่าและสามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว โดยคอลเลกชั่นแรกของเสื้อผ้าไซซ์ 16-22 ถูกตัดเย็บอย่างประณีต ดีไซน์เหมาะสมกับรูปร่างคนอวบซึ่งจะช่วยอำพราง และเติมแต่งให้ดูดีทันสมัยพร้อมให้สวมใส่สบาย 3 แบบ 3 สไตล์ เริ่มด้วย “แฟมินีน ชิค” สำหรับสาวหวานผู้หลงรักชุดเดรสสีหวาน และลวดลายฟลอรัลพริ้นท์รวมถึงลายลูกไม้ที่แฝงด้วยรายละเอียดสุดประณีต ส่วนสาว ๆ ไซซ์พิเศษเท่ซ่อนเปรี้ยวต้องถูกใจ “แกลม ร็อค” ซึ่งมาในชุดดำประดับกลิตเตอร์ หรือเสื้อยืดพอดีตัวประดับสร้อยโซ่เสริมลุคเท่ ๆ ให้ดูโดดเด่น และสำหรับสาวเซ็กซี่ “เซ็กซี่ พลัส” เสริมเสน่ห์ด้วยเสื้อซีทรูเฉพาะส่วน เช่น เนินอกหรือเรียวแขนให้ดูเป็นผู้หญิงน่าค้นหาและสวมใส่ด้วยความมั่นใจ</p>
<p>ด้าน พลอย จริยะเวช เผยว่า การแต่งตัวเรื่องไซซ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ต้องเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด โดยส่วนตัวถือว่าตัวเองเป็นสาวไซซ์พิเศษมาเกือบตลอดชีวิต เมื่อก่อนการเลือกเสื้อผ้าเป็นเรื่องที่ยาก และรู้สึกหดหู่ทุกเช้าของการทำงาน ทำให้ต้องเตรียมเสื้อผ้าตั้งแต่กลางคืน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและกำลังใจ แต่ปัจจุบันการแต่งกายในการทำงานมีความสบายและไม่มีกฎระเบียบมากนัก จึงอยากให้สาว ๆ สนุกกับการเลือกเสื้อผ้า รู้จักมิกซ์แอนด์แมตช์ พร้อมเสริมความมั่นใจด้วยการนำแอคเซสเซอรี่มาประดับ เช่น ที่คาดผมหรือสร้อย</p>
<p>ส่วนการแต่งตัวของสาวเอ็กซ์ตร้าไซซ์ เอกกมล อรรถกมล แนะว่าสิ่งสำคัญที่สุดต้องมีความมั่นใจ จะทำให้สนุกกับการแต่งตัวเต็มที่ หาสไตล์ของตัวเองให้เจอว่ามีจุดเด่น จุดด้อยตรงส่วนไหน และควรให้ความสำคัญเรื่องสีและลวดลายของเสื้อผ้าเป็นพิเศษ สีเสื้อควรเป็นสีที่อ่อนหรือเข้มกว่าสีผิว ซึ่งวิธีการเลือกให้นำสีเสื้อมาเทียบกับสีผิวและหรี่ตาเล็กน้อยมองในกระจก หลีกเลี่ยงเสื้อผ้ารัดรูป ผ้ามันวาว ผ้าซาตินหรือการปักเลื่อมทั้งตัว แต่อาจเพิ่มเสน่ห์ด้วยการปักเลื่อมเฉพาะที่ รวมทั้งเลี่ยงเสื้อผ้าลายดอกและลายขวางเส้นเล็ก หันไปใส่เสื้อลายขวางแนวเฉียงและเส้นใหญ่จะช่วยอำพรางรูปร่างได้ดี.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%9f-%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%9f-16-22-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%9f-%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%9f-16-22-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ประโยชน์ของถุงชา&#8221; กับ &#8220;ความงาม&#8221;</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Dec 2011 04:12:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>wanManeeporn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA["ประโยชน์ของถุงชา" กับ "ความงาม"]]></category>
		<category><![CDATA[5 ประโยชน์ของถุงชา]]></category>
		<category><![CDATA[ความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ชา]]></category>
		<category><![CDATA[ถุงชา]]></category>
		<category><![CDATA[ประโยชน์ของถุงชา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30274</guid>
		<description><![CDATA[5 ประโยชน์ของถุงชา 1. ลดอาการตาบวม สารแทนนินที่อยู่ในชาจะช่วยลดอาการบวมลงได้ ด้วยการวางถุงชาอุ่นๆ ลงบนเปลือกตาซักห้าถึงสิบนาที 2. ลดอาการแสบร้อนจากแดดเผา ด้วยการใช้ถุงชาที่เย็นแล้วประคบผิวที่มีอาการแสบร้อน ไม่ว่าจะเป็นการโดนแดดเผาหรืออย่างอื่น 3. ปลุกผิวในขณะอาบน้ำ ด้วยการโยนถุงชาสองสามถุงลงในอ่างอาบน้ำ ชาอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยเยียวยาผิวไปด้วยในตัว 4. แก้ปัญหาเล็บฉีก ด้วยการฉีกถุงชาเป็นชิ้นเล็กๆ พันไว้รอบปลายเล็บที่ฉีกแล้วทาทับด้วยน้ำยาเคลือบเล็บ ถุงชานั้นบางมากแต่เหนียวจึงช่วยพยุงเล็บที่ฉีกได้เป็นอย่างดี 5. ลดกลิ่นใต้วงแขนและกลิ่นเท้า ด้วยการใช้ถุงชาทาใต้วงแขนหรือแช่เท้าในน้ำที่ผสมขึ้นจากถุงชาที่ใช้แล้วสามสี่ถุงกับน้ำร้อน ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :  n3k.in.th]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7/" layout="button_count"></fb:like></span><h2><a class="highslide" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/1-958.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-30275" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/1-958.jpg" alt="" width="328" height="239" /></a></h2>
<h2>5 ประโยชน์ของถุงชา</h2>
<h2>1. ลดอาการตาบวม</h2>
<p>สารแทนนินที่อยู่ในชาจะช่วยลดอาการบวมลงได้ ด้วยการวางถุงชาอุ่นๆ ลงบนเปลือกตาซักห้าถึงสิบนาที<span id="more-30274"></span></p>
<h2>2. ลดอาการแสบร้อนจากแดดเผา</h2>
<p>ด้วยการใช้ถุงชาที่เย็นแล้วประคบผิวที่มีอาการแสบร้อน ไม่ว่าจะเป็นการโดนแดดเผาหรืออย่างอื่น</p>
<h2>3. ปลุกผิวในขณะอาบน้ำ</h2>
<p>ด้วยการโยนถุงชาสองสามถุงลงในอ่างอาบน้ำ ชาอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยเยียวยาผิวไปด้วยในตัว</p>
<h2>4. แก้ปัญหาเล็บฉีก</h2>
<p>ด้วยการฉีกถุงชาเป็นชิ้นเล็กๆ พันไว้รอบปลายเล็บที่ฉีกแล้วทาทับด้วยน้ำยาเคลือบเล็บ ถุงชานั้นบางมากแต่เหนียวจึงช่วยพยุงเล็บที่ฉีกได้เป็นอย่างดี</p>
<h2>5. ลดกลิ่นใต้วงแขนและกลิ่นเท้า</h2>
<p>ด้วยการใช้ถุงชาทาใต้วงแขนหรือแช่เท้าในน้ำที่ผสมขึ้นจากถุงชาที่ใช้แล้วสามสี่ถุงกับน้ำร้อน</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :  n3k.in.th</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

