<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ASA Media : อาสามีเดีย &#187; ไลฟ์สไตล์</title>
	<atom:link href="http://www.asamedia.org/category/lifestyle/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.asamedia.org</link>
	<description>สื่อสีขาว สื่อสร้างสรรค์ สร้างจิตสำนึกดี</description>
	<lastBuildDate>Fri, 03 Feb 2012 17:04:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>บันทึกไว้ในชื่ออาหาร</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 14:09:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[ของอร่อย ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[Caesar Salad]]></category>
		<category><![CDATA[Cherry Jubilee]]></category>
		<category><![CDATA[ซันเดย์ บรันซ์ บุฟเฟ่ต์]]></category>
		<category><![CDATA[ซีซาร์ สลัด]]></category>
		<category><![CDATA[ห้องอาหารเทเบิลส์]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารตะวันตก]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารบุฟเฟ่ต์]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารฝรั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เชอร์รี จูบิลี]]></category>
		<category><![CDATA[โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30906</guid>
		<description><![CDATA[ชื่ออาหาร นอกจากใช้เรียกเพื่อสั่งมารับประทาน แต่ก็มีอาหารมากมายที่ชื่ออาหารมีที่มามากกว่าที่คิด เช่น ซีซาร์สลัด, เชอร์รี จูบิลี, พีช เมลบา อาหารมีส่วนคล้ายคนเราซึ่งบริโภคพวกมันอยู่หลายส่วน คนเรามีการตั้งชื่อใช้บ่งบอกและเรียกแทนตัวเองเพื่อให้รู้ว่าใครเป็นใคร อาหารก็เช่นกัน ได้รับการตั้งชื่อเรียกกันไปต่างๆ นานา อาหารตะวันตกซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็น &#8216;อาหารสากล&#8217; ส่วนใหญ่มักตั้งชื่อเมนูตามวัตถุดิบ แต่ชื่อของอาหารหลายจานก็มีส่วนที่ตั้งชื่อตาม &#8216;ชื่อบุคคล&#8217; และ &#8216;เรื่องราวแห่งความทรงจำ&#8217; ในการจัดอาหาร ซันเดย์ บรันซ์ บุฟเฟ่ต์ หรือ &#8216;บุฟเฟ่ต์มื้อสายวันอาทิตย์&#8217; ที่ห้องอาหารเทเบิลส์ (Tables) โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เอาใจใส่ดูแลคุณภาพ วัตถุดิบและคัดสรรเมนูอาหารโดยเชฟมิเชล เอชมันน์ (Michel Eschmann) หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารเทเบิลส์ มีอาหารหลายเมนูที่ชื่ออาหารมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจซึ่งเชฟมิเชลนำมาฝากนักชิมชาวไทย   เมนูแรกที่รู้จักกันไปทั่วโลกและนักชิมชาวไทยจำนวนมหาศาลคุ้นชื่ออย่างที่สุด ซีซาร์ สลัด (Caesar Salad) ชื่อสลัดยอดนิยมเมนูนี้มีที่มาหลายตำนาน แต่ตำนานที่เชฟมิเชล เอชมันน์ พูดถึง คือตำนานที่อ้างอิงถึงการตั้งชื่อตามชื่อของเชฟคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้คิดค้นและสร้างสรรค์อาหารจานนี้ มีบันทึกที่ให้เกียรติผู้คิดส่วนผสมของอาหารจานนี้ให้กับผู้อพยพชาวอิตาเลียนชื่อ ซีซาร์ คาร์ดินี่ (Caesar Cardini) ซึ่งเปิดร้านอาหารในทิฮัวนา (Tijuana) แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กล่าวกันว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" layout="button_count"></fb:like></span><p><strong>ชื่ออาหาร นอกจากใช้เรียกเพื่อสั่งมารับประทาน แต่ก็มีอาหารมากมายที่ชื่ออาหารมีที่มามากกว่าที่คิด เช่น ซีซาร์สลัด, เชอร์รี จูบิลี, พีช เมลบา</strong></p>
<p>อาหารมีส่วนคล้ายคนเราซึ่งบริโภคพวกมันอยู่หลายส่วน คนเรามีการตั้งชื่อใช้บ่งบอกและเรียกแทนตัวเองเพื่อให้รู้ว่าใครเป็นใคร อาหารก็เช่นกัน ได้รับการตั้งชื่อ<span id="more-30906"></span>เรียกกันไปต่างๆ นานา อาหารตะวันตกซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็น &#8216;อาหารสากล&#8217; ส่วนใหญ่มักตั้งชื่อเมนูตามวัตถุดิบ แต่ชื่อของอาหารหลายจานก็มีส่วนที่ตั้งชื่อตาม &#8216;ชื่อบุคคล&#8217; และ &#8216;เรื่องราวแห่งความทรงจำ&#8217;<br />
ในการจัดอาหาร <strong>ซันเดย์ บรันซ์ บุฟเฟ่ต์</strong> หรือ &#8216;บุฟเฟ่ต์มื้อสายวันอาทิตย์&#8217; ที่ห้องอาหารเทเบิลส์ (Tables) โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เอาใจใส่ดูแลคุณภาพ วัตถุดิบและคัดสรรเมนูอาหารโดย<strong>เชฟมิเชล เอชมันน์</strong> (Michel Eschmann) หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารเทเบิลส์ มีอาหารหลายเมนูที่ชื่ออาหารมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจซึ่งเชฟมิเชลนำมาฝากนักชิมชาวไทย<br />
<a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_431241_2.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-30907" title="ซีซาร์สลัด และเชฟซีซาร์ คาร์ดินี่ ผู้ให้กำเนิดเมนูนี้ (lifestyle.ezinemark.com)" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_431241_2-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a>  เมนูแรกที่รู้จักกันไปทั่วโลกและนักชิมชาวไทยจำนวนมหาศาลคุ้นชื่ออย่างที่สุด <strong>ซีซาร์ สลัด</strong> (Caesar Salad) ชื่อสลัดยอดนิยมเมนูนี้มีที่มาหลายตำนาน แต่ตำนานที่เชฟมิเชล เอชมันน์ พูดถึง คือตำนานที่อ้างอิงถึงการตั้งชื่อตามชื่อของเชฟคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้คิดค้นและสร้างสรรค์อาหารจานนี้ มีบันทึกที่ให้เกียรติผู้คิดส่วนผสมของอาหารจานนี้ให้กับผู้อพยพชาวอิตาเลียนชื่อ<strong> ซีซาร์ คาร์ดินี่</strong> (Caesar Cardini) ซึ่งเปิดร้านอาหารในทิฮัวนา (Tijuana) แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง<br />
กล่าวกันว่า มร.คาร์ดินี่คลุก<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AB%D5%AB%D2%C3%EC%CA%C5%D1%B4" target="_blank">ซีซาร์สลัด</a>จานแรกในค่ำของวันที่ <strong>4 กรกฎาคม</strong> วันชาติสหรัฐอเมริกาในปี <strong>ค.ศ.1924</strong> ผู้คนออกมาฉลองและรื่นเริงกันเต็มที่ตามธรรมเนียม ร้านอาหารของเขาในค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย และอาหารจานหลักในครัวเขาก็หมดแล้ว เขาก็เลยใส่ทุกอย่างที่พอจะเหลืออยู่ในครัวลงในสลัดเพื่อเสิร์ฟให้กับลูกค้าที่รออยู่ การกระทำนั้นได้กลายมาเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมไปทั่วโลก เมื่อลูกค้าส่วนใหญ่กลับมาเพื่อสั่งอาหารจานนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า และขอให้ร้านของเขาใส่อาหารรายการนี้ไว้ในเมนู อาหารจานนี้เลื่องลือจนเข้าหูบรรดาคนในฮอลลีวู้ด ซึ่งไม่ต้องบอกเลยว่าจะได้รับการบอกต่อปากต่อปากแพร่หลายขนาดไหน<br />
<a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_431241_1.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-30908" title="เชอร์รี จูบิลี เสิร์ฟในงานฉลองครบรอบ 50 ปีของราชินีวิคทอเรีย" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_431241_1-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a>  จานถัดมาเป็นของหวานชื่อ <strong>เชอร์รี จูบิลี</strong> (Cherry Jubilee) เป็นของหวานทำด้วยผลเชอร์รีสดเคี่ยวกับไซรัปและเหล้าหวาน ซึ่งแอลกอฮอล์ถูกทำให้ระเหยด้วยเปลวไฟในกระทะ เหลือไว้แต่รสชาติเข้มข้นของผลเชอร์รี เสิร์ฟกับไอศกรีมวานิลลา ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นเจ้าของสูตรของหวานจานนี้คือเชฟผู้มีชื่อเสียง <strong>ออกุส เอสคอฟฟิเอร์</strong> (Auguste Escoffier) ผู้ซึ่งตระเตรียมของหวานเมนูนี้เสิร์ฟในงานฉลองครบรอบ 50 ปีของ ราชินีวิคทอเรีย แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นโกลเดนจูบิลีในปี ค.ศ.1887 หรือไดมอนด์จูบิลีในปี ค.ศ.1897<br />
ชื่อเสียงของเชฟออกุส เอสคอฟฟิเอร์ นั้นไม่ธรรมดาเช่นกัน เขาเกิดเมื่อปี ค.ศ.1946 ในแคว้นโพรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่ออายุได้ 13 ปีเขาติดตามพ่อไปยังเมืองนีซ (Nice) ที่ซึ่งเขามีโอกาสฝึกงานในภัตตาคารซึ่งลุงเขาเป็นเจ้าของ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพอันโด่งดังที่เขามีความสุขเป็นเวลาถึง 62 ปีต่อมา<br />
อาชีพเกี่ยวกับการทำครัว ทำให้เชฟออกุสเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ มากมาย เริ่มจากร้านอาหารยอดนิยมแห่งปารีส เลอ เปอติ มูแลง รูจ (Le Petit Moulin Rouge) และภัตตาคารอีกหลายแห่งในปารีส, มอนติ คาร์โล, สวิตเซอร์แลนด์, ลอนดอน<br />
ในปี ค.ศ.1870 เมื่อสงครามฝรั่งเศส-เยอรมนีเริ่มต้น ออกุสถูกเกณฑ์ให้รับใช้ชาติด้วยการทำหน้าที่พ่อครัวให้กองทัพ ระหว่างเวลานั้นเองทำให้เขาตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องมี อาหารกระป๋อง และนั่นทำให้เขาเป็นเชฟคนแรกที่ลงมือศึกษาเทคนิคการบรรจุอาหารลงกระป๋องเพื่อถนอมอาหารประเภทเนื้อสัตว์และผัก<br />
หลังสงคราม ออกุสสะสมประสบการณ์การเป็นพ่อครัวในภัตตาคารหลายแห่งในปารีส บันไดสู่ความสำเร็จ<br />
ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ในมอนติ คาร์โล, ออกุสได้พบกับ <strong>เซซาร์ ริทซ์</strong> (Cesar Ritz) การพบกันของคนทั้งสองทำให้อุตสาหกรรมโรงแรมพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่สู่มาตรฐานการบริการชั้นสูง หลังเปิดร้านอาหารร่วมกันเพียงปีเดียว ทั้งสองก็ได้รับการทาบทามให้ไปร่วมงานกับโรงแรมซาวอย (Savoy Hotel) ในกรุงลอนดอน ในตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัวและผู้จัดการโรงแรมเมื่อปี ค.ศ.1889 ทั้งสองทำให้ซาวอยมีชื่อเสียงเลื่องลือ โรงแรมมีโอกาสรับเสด็จเจ้าชายแห่งเวลส์ สตรีชนชั้นสูง และบุคคลซึ่งต้องการความเป็นส่วนตัวเมื่อประสงค์ที่จะออกมารับประทานอาหารนอกบ้าน<br />
ต่อมา เซซาร์ ริทซ์ ก็ได้เปิดธุรกิจโรงแรมของเขาเองภายใต้ชื่อ &#8216;โรงแรมริทซ์&#8217; ในปารีส และโรงแรม Carlton ในลอนดอน โดยมี ออกุส เอสคอฟฟิเอร์ เป็นบุคคลสำคัญในการคิดค้นเมนูอาหารให้ห้องอาหารของโรงแรมแต่ละแห่ง<br />
นอกจากนี้เชฟออกุส ยังทำหน้าที่เป็นครูสอนทำอาหารให้กับสถาบันสอนทำอาหารที่มีชื่อเสียงแห่งฝรั่งเศส Le Cordon Bleu ถึง 32 ปีหลังสถาบันก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1895 สร้างชื่อเสียงให้ เลอ กอร์ดอง เบลอ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง กลายเป็นสถาบันที่ครอบครัวผู้มีฐานะทั่วยุโรปนิยมส่งบุตรหลานสตรีไปเรียน เพื่อได้รับความรู้และปลูกฝังรสนิยมให้เป็นสตรีที่มีความรู้และความสามารถในเรื่องการเรือน อันเป็นคุณสมบัติของกุลสตรีสมัยนั้น<br />
เซซ่า ริทซ์ ได้รับยกย่องให้เป็น &#8216;บิดาแห่งการโรงแรม&#8217; ขณะที่ เชฟออกุส เอสคอฟฟิเอร์ ได้รับยกย่องว่าเป็น<strong> บิดาแห่งการครัว</strong> เขาสร้างสรรค์ต้นตำรับสูตรอาหารฝรั่งเศสไว้มากมาย รวมถึงเมนูของหวานที่จะกล่าวถึงต่อไป<br />
<strong>พีช เมลบา</strong> (Peach Melba) เป็นของหวานสุดคลาสสิกที่คิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1892 โดยเชฟผู้มีชื่อเสียงคนเดิม &#8216;ออกุส เอสคอฟฟิเอร์&#8217; เมนูนี้เป็นการผสมผสานระหว่างผลไม้ฤดูร้อนยอดนิยม 2 ชนิด คือ พีช และ ราสพ์เบอร์รี (ในรูปของซอส) ร่วมด้วยไอศกรีมวานิลลา เมนูนี้มีที่มาจากในปีนั้น <strong>เนลลี เมลบา</strong> (Nellie Melba) นักร้องสาวเสียงโซปราโนชื่อดังกำลังมีงานแสดงอยู่ในคณะละครโอเปร่าของแวกเนอร์ (Wagner’s Opera) ที่โคเวนท์ การ์เดน (Covent Garden) ในกรุงลอนดอน ท่านดยุคแห่งออร์ลีนส์ (Duke of Orleans) ได้จัดดินเนอร์ปาร์ตี้เพื่อฉลองและชื่นชมกับความมีชื่อเสียงของเธอ สำหรับโอกาสดังกล่าว เชฟออกุสจึงได้สร้างสรรค์ของหวานเมนูใหม่ นำเสนอเมนูนี้ด้วยการแกะสลักน้ำแข็งเป็นรูปหงส์ ซึ่งปรากฏและได้รับความสนใจเป็นพิเศษในละครโอเปร่าเรื่องดังกล่าว หงส์น้ำแข็งเป็นผู้นำลูกพีชมา ซึ่งลูกพีชนี้วางอยู่บนไอศกรีมวานิลลา ประดับด้านบนสุดด้วยน้ำตาลเคี่ยวสาวเป็นเส้นละเอียด เมื่อเชฟถูกขอให้ตั้งชื่อของหวานเมนูพิเศษนี้ เขาตั้งชื่อว่า &#8216;พีช เมลบา&#8217; ตามชื่อของเนลลี เมลบา</p>
<p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_431241_3.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-30909" title="พีช เมลบา ของหวานที่ตั้งชื่อตามชื่อนักร้องโซปราโน" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_431241_3-199x300.jpg" alt="" width="199" height="300" /></a><br />
เนลลี เมลบา เกิดที่เมลเบิร์นในปี ค.ศ.1861 เป็นนักร้องโอเปร่าเสียงโซปราโน เธอเป็นนักร้องเพลงคลาสสิกชาวออสเตรเลียนคนแรกที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ เป็นหนึ่งในบรรดานักร้องเพลงคลาสสิกที่มีชื่อเสียงของปลายยุควิคทอเรียนเชื่อมต่อกับต้นยุคศตวรรษที่ 20 เธอเรียนร้องเพลงในเมลเบิร์น หลังชีวิตแต่งงานล้มเหลว เธอย้ายไปยุโรปเพื่อเริ่มต้นอาชีพร้องเพลง โดยเข้าเรียนการร้องเพลงคลาสสิกในกรุงปารีส ไม่ช้าก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในบรัสเซลส์ เธอได้งานเป็นนักร้องนำที่โคเวนท์ การ์เดน ประเทศอังกฤษ ประสบความสำเร็จในปารีสและทั่วยุโรปรวมทั้งนิวยอร์ก ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมลบาจัดตั้งกองทุนการกุศลได้ก้อนใหญ่ ช่วงศตวรรษที่ 20 เธอกลับออสเตรเลียบ่อยขึ้น ร่วมร้องเพลงในการแสดงโอเปร่าและคอนเสิร์ตมากมาย สร้างบ้านหลังใหม่ใกล้เมลเบิร์น สอนการร้องเพลงให้กับ Melbourne Conservatorium เธอร้องเพลงจนกระทั่งเดือนสุดท้ายของชีวิต การจากไปของเธอเป็นข่าวไปทั่วโลก พิธีศพเป็นงานระดับชาติของออสเตรเลีย และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเมนูของหวานชวนชิม<br />
<a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_431241_4.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-30910" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_431241_4-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a> นอกจากได้ชิมอาหารเมนูพิเศษแล้ว <strong>ซันเดย์ บรันซ์บุฟเฟ่ต์</strong> ในสไตล์ห้องอาหาร <strong>เทเบิลส์</strong> ยังมีรูปแบบการให้บริการที่เป็นเอกลักษณ์ โดยนำเสนออาหารยุโรปที่เป็นเมนูยอดนิยมตลอดกาล และปรุงตามต้นตำรับ เมนูส่วนใหญ่เสิร์ฟแบบ ปรุงที่ <strong>โต๊ะปรุงอาหาร</strong> ซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างที่นั่งของลูกค้า เพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่ทุกคนในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนฝูงที่ไปสังสรรค์กันในวันอาทิตย์ เช่น <strong>หอยเชลล์ผัด</strong> (Sauteed Scallop) หอยเชลล์สดจากอเมริกาผัดกับเคเปอร์ มะกอก มะเขือเทศ ไวน์ขาว เชฟผัดให้สดๆ ร้อนๆ จานต่อจานเมื่อมีผู้สั่ง ไม่ใช่การผัดแล้วตั้งวางรอไว้ก่อน เช่นเดียวกับเมนู<strong> เนื้อลูกวัวผัดเห็ดพอร์ชินีและบีทรูท</strong> (Veal Nowgorod) และ <strong>แชมเปญ ริซอตโต</strong> (Champagne Risotto) ริซอตโตปรุงรสด้วยแชมเปญ เสิร์ฟพร้อมพาเมซานชีสและเห็ดทรัฟเฟิล<br />
เชฟมิเชล เอชมันน์ คัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพเยี่ยมจากทั่วโลกมาสร้างสรรค์เป็นบุฟเฟ่ต์ที่เหมาะกับมื้อสายของวันอาทิตย์ นอกเหนือจากเมนูข้างต้นแล้วยังมี <strong>ซุปข้นกุ้งล็อบสเตอร์</strong> (Lobster Bisque), <strong>สลัดกุ้งบอสตันล็อบสเตอร์</strong> (Boston Lobster Salad), <strong>หอยนางรมสดจากฝรั่งเศส</strong> (Fresh Oysters on Ice), <strong>กุ้งบอสตันล็อบสเตอร์ &#8216;เทอร์มิดอร์&#8217; ผัดกับครีมซอสและเห็ดอบชีส</strong> (Boston Lobster Thermidor), <strong>กุ้งลายเสือย่างเสิร์ฟพร้อมซอสค็อกเทล</strong> (Flamed Tiger Prawns), <strong>ตับเป็ดบดปรุงรส</strong> (Duck Liver Terrine), <strong>สลัดเนื้อ</strong> (Boiled Beef Salad), <strong>หอยแมลงภู่เปลือกสีน้ำเงินจากฝรั่งเศส</strong> (Poached Black Mussel), <strong>ซีฟู้ดสลัด</strong> (กุ้งลายเสือ หอยเชลล์ หอยแมลงภู่), <strong>แซลมอนรมควัน</strong> (Smoked Atlantic Salmon) ร่วมด้วย <strong>มุม Cold Cuts</strong> รวมแฮมคุณภาพหลากหลายชนิด (พาร์มา, ฟาร์มเมอร์, ซาลามี่) มุมสลัด เลือกใช้ผักออร์แกนิคสดใหม่จากฟาร์มผักออร์แกนิคของทางโรงแรมฯ ซึ่งฟาร์มนี้อยู่ที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา มุมของหวาน นอกจาก &#8216;พีช เมลบา&#8217; และ &#8216;เชอร์รี จูบิลี&#8217; ยังมีขนมเค้ก <strong>บลัง โมเชย์</strong> (Blanc Manger) และขนมอบกรอบ <strong>มิลล์ เฟยล์</strong> (Mille Feuilles) <strong>มาการูนหลากรส</strong> ฯลฯ พร้อมผลไม้สดตามฤดูกาล<br />
ซันเดย์ บรันซ์บุฟเฟ่ต์ ที่ห้องอาหารเทเบิลส์ เปิดบริการ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 12.00-14.30 น. ราคา 1,400++บาท/ท่าน (รวมน้ำดื่ม ชาเย็น ชาและกาแฟ) ราคา 800++บาทสำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี และ 580++บาท/ท่านสำหรับแพ็คเกจเครื่องดื่มเสิร์ฟแบบไม่จำกัด รายละเอียดโทร.0 2254 1234  แนะนำให้ผู้สนใจสำรองโต๊ะล่วงหน้า เนื่องจากขณะนี้โต๊ะเต็มไปจนถึงวันอาทิตย์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ 2555</p>
<p>ภาพ : ธัชดล ปัญญาพานิช</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>12 เมนู “ซูเปอร์ฟู้ดส์”</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/02/12-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/02/12-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 07:49:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์ฟู้ดส์]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารไทยเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เมนูสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30896</guid>
		<description><![CDATA[เริ่มต้นปีมังกรด้วย 12 เมนูสุภาพที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันโรค พร้อมเกร็ดความรู้ทางโภชนาการจากกูรูอาหารอายุรวัฒน์ ไตรมาสแรก อุ่นรับอากาศเย็น &#160; &#160;    นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช   ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะนำว่าให้เริ่มต้นปีจากเมนู  แกงร้อน ไม่ใช่แกงอะไรที่ร้อนๆ แต่แกงจืดแบบไทยๆ ที่มีหน้าตาคล้ายสุกี้ มีส่วนผสมคือวุ้นเส้น ผัก หมู พริกไทย ฟองเต้าหู้ แล้วตอกไข่ใส่ 1 ใบ เมนูเริ่มต้นจากสมัยอยุธยา คนไทยประยุกต์มาจากคนญี่ปุ่นที่เข้ามาอยู่เมืองไทย หากเรียกว่า “สุกี้ไทย” คงไม่ผิด สามารถใช้ผักบุ้งมาใส่ด้วยก็ได้เป็นเมนูต้อนรับเดือนมกราคม &#160; &#160; เมื่อย่างเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์  ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก สามารถนำเอาปลากระป๋องที่หลงเหลือมาจากเสบียงน้ำท่วมมาทำเมนู ยำทูน่า จะได้โอเมก้า 3  มีประโยชน์เทียบเท่ากับน้ำมันปลา (เม็ด) หรือเปลี่ยนเป็นหลนทูน่า  แบบไทยๆ แกล้มกับผัก ถัดมาในเดือนมีนาคม แนะนำ ต้มยำปลาทู เมนูไทยๆ ที่ไม่ล้าสมัยแถมยังได้ประโยชน์จากโอเมก้า 3 ยิ่งถ้าใส่ใบมะขาม จะมีคุณสมบัติช่วยไล่หวัด ป้องกันไวรัส [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/12-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_431723_1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30897" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_431723_1-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p><strong>เริ่มต้นปีมังกรด้วย 12 เมนูสุภาพที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันโรค พร้อมเกร็ดความรู้ทางโภชนาการจากกูรูอาหารอายุรวัฒน์</strong></p>
<p><strong>ไตรมาสแรก อุ่นรับอากาศเย็น<span id="more-30896"></span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช   ผู้อำนวยการ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แนะนำว่าให้เริ่มต้นปีจากเมนู  แกงร้อน ไม่ใช่แกงอะไรที่ร้อนๆ แต่แกงจืดแบบไทยๆ ที่มีหน้าตาคล้ายสุกี้ มีส่วนผสมคือวุ้นเส้น ผัก หมู พริกไทย ฟองเต้าหู้ แล้วตอกไข่ใส่ 1 ใบ เมนูเริ่มต้นจากสมัยอยุธยา คนไทยประยุกต์มาจากคนญี่ปุ่นที่เข้ามาอยู่เมืองไทย หากเรียกว่า “สุกี้ไทย” คงไม่ผิด สามารถใช้ผักบุ้งมาใส่ด้วยก็ได้เป็นเมนูต้อนรับเดือนมกราคม</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;<br />
เมื่อย่างเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์  ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก สามารถนำเอาปลากระป๋องที่หลงเหลือมาจากเสบียงน้ำท่วมมาทำเมนู ยำทูน่า จะได้โอเมก้า 3  มีประโยชน์เทียบเท่ากับน้ำมันปลา (เม็ด) หรือเปลี่ยนเป็นหลนทูน่า  แบบไทยๆ แกล้มกับผัก<br />
ถัดมาในเดือนมีนาคม แนะนำ ต้มยำปลาทู เมนูไทยๆ ที่ไม่ล้าสมัยแถมยังได้ประโยชน์จากโอเมก้า 3 ยิ่งถ้าใส่ใบมะขาม จะมีคุณสมบัติช่วยไล่หวัด ป้องกันไวรัส</p>
<p><strong>ไตรมาสสอง ฉลองรับร้อน</strong></p>
<p>&nbsp;<br />
รับสงกรานต์เดือนเมษายนด้วยเมนู พะโล้  ซึ่งใส่โป๊ยกั๊ก หรือจันทร์แปดกลีบเป็นเครื่องเทศที่มีอยู่ในน้ำแกงพะโล้ ที่ช่วยป้องกันและบรรเทาโรคหวัดได้ เพราะมีกรดซิคิมิก สารสำคัญที่ใช้ผลิตยาต้านไวรัสหวัด การรับประทานน้ำซุปที่มีส่วนผสมของโป๊ยกั๊ก จะทำให้ร่างกายอบอุ่น เลือดลมหมุนเวียนดี แถมยังบรรเทาอาการปวด อาการชาได้ด้วย<br />
เดือนพฤษภาคมเมนูรับวันแรงงาน ข้าวกล้องคลุกกะปิ   เป็นเมนูไม่หนักแป้งเพราะใช้ข้าวกล้อง ที่สำคัญใส่กะปิ ซึ่งเป็น<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AB%D9%E0%BB%CD%C3%EC%BF%D9%E9%B4%CA%EC" target="_blank">ซูเปอร์ฟู้ดส์</a>อย่างหนึ่ง เมนูนี้จะแนมด้วยหมูหวาน หรือเปลี่ยนเป็นไข่เค็มก็จะได้โปรตีน แถมยังมีผักแกล้ม เหมาะกับคนอยู่ในวัยทำงาน<br />
ถัดมาเดือนมิถุนายน กลางปีน่าจะเป็นน้ำพริกลงเรือ มากับน้ำ ของดีคือกุ้งแห้งเพราะเปลือกกุ้งจะมี &#8220;ไคโตซาน&#8221; ช่วยล้างพิษให้ร่างกาย และรวมสารพัดผักที่มาแนมในน้ำพริกลงเรือ ทำให้ได้ไฟเบอร์ ช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย</p>
<p><strong>ไตรมาสสาม สะบัดร้อนรับฝน</strong></p>
<p>&nbsp;<br />
กรกฎาคมเป็นเดือนแดดจัด ควรระวังเรื่องสายตาเมนูเดือนนี้จึงเหมาะกลุ่มผักที่มีสีเหลืองมาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุง เช่น  เมนูสลัด หรือพล่าแบบไทยๆ ใช้ข้าวโพดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ หรือทำเป็นเมนูซุปข้าวโพด เพราะข้าวโพดจะมีสารต้านมะเร็งคือ แคโรทินอยด์ และกรดเฟอร์รูริค (Felrulic) ส่วน ลูทีน กับทีซานที ที่มีอยู่ในข้าวโพดจะช่วยเรื่องของจอตา เปรียบเสมือนม่านที่คลุมจอตา<br />
นอกจากนี้เคล็ดลับการต้มข้าวโพดให้ได้ปริมาณของสารแอนตี้ออกซิแดนท์มากขึ้น ควรต้มประมาณ 20 นาที<br />
เมนูวันแม่ ควรเป็นเมนูล้างพิษ บำรุงฮอร์โมน เพราะธาตุสตรีลดลงสิ่งที่จะช่วยได้คือการเสริมฮอร์โมนด้วยการเพิ่มอาหารบำรุงธาตุสตรี  เต้าหู้ ถั่วเหลือง มะพร้าว เมนูแนะนำคือ ผัดไทย กินกับน้ำมะพร้าวอ่อน มีธาตุรัก เรียกว่า &#8220;ออทิโทซิน ไอโซโทนิก&#8221;  ซึ่งเป็นสารละลายที่มีความเข้มข้นเท่ากับภายในเซลล์ ซึ่งไม่ทำให้เซลล์เสียรูปทรง  ส่วนเต้าหู้จะมีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก<br />
เดือนกันยายน เมนูรวมมิตรเห็ดทอดกระเทียม หรือผัดเห็ดรวมมิตร เป็น<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AB%D9%E0%BB%CD%C3%EC%BF%D9%E9%B4%CA%EC" target="_blank">ซูเปอร์ฟู้ดส์</a> อีกอันหนึ่ง รวมทั้งเห็ดทางการแพทย์ที่เรียกว่า Medicinal Mushroom เช่น เห็ดหอม เห็ดออริจิ เห็ดนางฟ้าเห็ดนางฟ้าภูฐาน จะมีสารเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายคือ เบต้า-กลูแคน Beta-Glucan ในเห็ด ซึ่งจะทำงานดีมาก หากรวมกันหลายๆ ชนิด เพราะวิตามินในเห็ดทำงานเป็นทีมเวิร์ค อาจจะทอดหรือผัดกับเห็ดทั่วไปๆ เช่น เห็ดเผาะ เห็ดโคน เห็ดฝาง</p>
<p><strong>ไตรมาสสี่ เตรียมรับลมหนาว</strong><br />
เมนูเดือนตุลาคม ช่วงเทศกาลกินเจ ต้อง ต้มจับฉ่ายรวมมิตร  พระเอก คือ กะหล่ำปลี ช่วยคุมน้ำหนัก ล้างพิษ รักษาโรคกระเพาะ  ในต้มจับจ่ายใส่โปรตีนเกษตร  ฟองเต้าหู้ นอกจากนี้คะน้า ผักขม หัวไช้เท้า มีคุณสมบัติล้างพิษ  แก้ร้อนใน  ถ้าจะให้ดีต้องใส่เก๋ากี้ ช่วยบำรุงสายตา<br />
พฤศจิกายน เมนู พระรามลงสรง  เป็นอาหารที่มีหน้าตาคล้าย เนื้อลวกราดน้ำพริกแกงเคี่ยวกับกะทิ<br />
แล้วรับประทานกับผักบุ้งจีนลวก ซึ่งต้นตำรับเดิมใช้แต่เนื้อวัว  สำหรับคนไม่ทานเนื้อวัว แปลงเป็นเนื้อหมู หรือจะเปลี่ยนจากผักบุ้งจีนมาใช้ผักบุ้งไทยซอยเป็นฝอย ๆ แทนได้เหมือนกันเมนูนี้เหมาะกับคนทุกวัย โดยเฉพาะเด็ก และผู้สูงอายุ เพราะ ได้ไฟเบอร์จากผักบุ้ง โปรตีนที่ย่อยง่ายจากหมู กรดอะมิโนจากแป้งข้าวโพดที่นำมาราด และให้พลังงานอีกด้วย<br />
เมนูวันพ่อ เดือนธันวาคม น้ำพริกอ่อง สปาเกตตี  ขนมจีนน้ำเงี้ยว หรือคานาเป้ (อาหารทานเล่น) ที่มีส่วนผสมหลักเป็นมะเขือเทศ ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก เพราะมีไลโคปีนและป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วยไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศลูกใหญ่หรือมะเขือเทศเชอร์รีก็ได้หากทานสดแนะนำให้วันละ 15 ลูก (ลูกเล็ก) หรือนำไปแปรรูปยิ่งดี เช่นคั้น ปั้น</p>
<p><strong> 12 เมนูสุขภาพชั้นยอดตลอดทั้งปี สำหรับทุกคนควรรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง รู้แล้วอย่ารอช้า</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/12-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/02/12-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b9-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วาเลนไทน์นี้รับรองไม่มีหวานเรี่ยราด&#8230;หากกินข้าวถุงนี้</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 07:38:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Pichet Pinpetch</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวสินเหล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ข้าวหอมต้านเบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุ์ข้าวผสม]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุ์ข้าวหอม]]></category>
		<category><![CDATA[วาเวนไทน์]]></category>
		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30892</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงวันวาเลนไทน์ของทุกปีคนมีความรักมักจะปล่อยความหวานออกมาเรี่ยราด เป็นความหวานแห่งรักที่ล้นทะลักออกมาอย่างออกหน้าออกตาโดยไม่สนใจเลยว่ามีคนโสดมากมายแอบอิจฉาอยู่ แต่จะมีใครรู้บ้างมั้ยว่า พ้นจากความหวานของความรักแล้ว ความหวานของน้ำตาลในข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันมันนำพาเบาหวานมาให้คนกินมามากมายหลายคนแล้ว สาเหตุก็คือข้าวที่เรากินทั่วไปเมื่อร่างกายย่อยแล้วจะได้ค่าน้ำตาลสูง คนกินข้าวจุจึงรับความหวานเรี่ยราดนี้ไป กลายเป็น “เบาหวาน”แต่ไม่ต้องตกใจไปเพราะศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มก. ได้พัฒนาข้าวหอมพันธุ์ใหม่ได้ผลสำเร็จ มีดัชนีน้ำตาลต่ำแต่ราคาสูง เทียบได้ความหอมหวานของความรักใครก็ชอบ โดยเฉพาะในวันวาเลนไทน์ คนมีความรักมักจะแสดงพลังความกับข้าว “บาสมาติ” ของอินเดียซึ่งมีราคาแพงกว่าข้ามหอมมะลิของเรา พันธุ์ข้าวหอมที่ว่ามีชื่อว่า “สินเหล็ก”เหมาะเป็นข้าวต้านเบาหวาน ใช้ทำแป้งและเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ดี เป็นความหวังในการส่งออกของข้าวไทยในอนาคต ที่ไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันกันขายตัดราคากับประเทศคู่แข่งเพราะเรามีคุณภาพที่เหนือกว่า “ ข้าวสินเหล็ก”  เป็นข้าวหอมต้านเบาหวาน ซึ่งเป็นข้าวไทยที่ได้จากผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง ข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ105 มีลักษณะเป็นข้าวสีขาวที่มีกลิ่นหอม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว มีดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลาง และมีธาตุเหล็กสูง สามารถช่วยแก้ปัญหาผู้ที่เป็นโรคเบาหวานได้ มีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้ดีขึ้น    ช่วยลดภาระของตับอ่อนที่ต้องผลิตอินซูลิน (Insulin) เพิ่มขึ้น ตลอดจนลดกลไกการอักเสบในเลือดจากขบวนการออกซิเดชัน รวมทั้งทำให้ค่าเฉลี่ยของไขมันในเส้นเลือด (Triglyceride) ลดลง  และ นอกจากที่ข้าวสินเหล็กจะมีใยอาหารมากกว่าข้าวขัดสีแล้ว ยังมีวิตามิน และเกลือแร่มากกว่า โดยเฉพาะวิตามินบีหนึ่ง (B1) ซึ่งช่วย ป้องกัน โรคเหน็บชาได้ เพราะฉะนั้นเริ่มตั้งแต่วาเลนไทน์นี้ไปหาข้าวสินเหล็กมากินกันแล้วความหวานจากน้ำตาล จะไม่หวานเรี่ยราดเข้าไปในเส้นเลือดมากไปจนกลายเป็นเบาหวาน&#8230;.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/iq5e16397a367c263fdce5a895170e1791.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30893" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/iq5e16397a367c263fdce5a895170e1791-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a></p>
<p>ช่วงวันวาเลนไทน์ของทุกปีคนมีความรักมักจะปล่อยความหวานออกมาเรี่ยราด เป็นความหวานแห่งรักที่ล้นทะลักออกมาอย่างออกหน้าออกตาโดยไม่สนใจเลยว่ามีคนโสดมากมายแอบอิจฉาอยู่ แต่จะมีใครรู้บ้างมั้ยว่า พ้นจากความหวานของความรักแล้ว ความหวานของน้ำตาลในข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันมันนำพาเบาหวานมาให้คน<span id="more-30892"></span>กินมามากมายหลายคนแล้ว สาเหตุก็คือข้าวที่เรากินทั่วไปเมื่อร่างกายย่อยแล้วจะได้ค่าน้ำตาลสูง คนกินข้าวจุจึงรับความหวานเรี่ยราดนี้ไป กลายเป็น <strong>“เบาหวาน”</strong>แต่ไม่ต้องตกใจไปเพราะศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มก. ได้พัฒนาข้าวหอมพันธุ์ใหม่ได้ผลสำเร็จ มีดัชนีน้ำตาลต่ำแต่ราคาสูง เทียบได้ความหอมหวานของความรักใครก็ชอบ โดยเฉพาะในวันวาเลนไทน์ คนมีความรักมักจะแสดงพลังความกับข้าว<strong> </strong><strong>“บาสมาติ” </strong>ของอินเดียซึ่งมีราคาแพงกว่าข้ามหอมมะลิของเรา พันธุ์ข้าวหอมที่ว่ามีชื่อว่า <strong>“สินเหล็ก”</strong>เหมาะเป็นข้าวต้านเบาหวาน ใช้ทำแป้งและเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ดี เป็นความหวังในการส่งออกของข้าวไทยในอนาคต ที่ไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันกันขายตัดราคากับประเทศคู่แข่งเพราะเรามีคุณภาพที่เหนือกว่า</p>
<p><strong>“ ข้าวสินเหล็ก”</strong>  เป็นข้าวหอมต้านเบาหวาน ซึ่งเป็นข้าวไทยที่ได้จากผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง ข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ105 มีลักษณะเป็นข้าวสีขาวที่มีกลิ่นหอม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว มีดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลาง และมีธาตุเหล็กสูง สามารถช่วยแก้ปัญหาผู้ที่เป็นโรคเบาหวานได้ มีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้ดีขึ้น    ช่วยลดภาระของตับอ่อนที่ต้องผลิตอินซูลิน (Insulin) เพิ่มขึ้น ตลอดจนลดกลไกการอักเสบในเลือดจากขบวนการออกซิเดชัน รวมทั้งทำให้ค่าเฉลี่ยของไขมันในเส้นเลือด (Triglyceride) ลดลง  และ นอกจากที่ข้าวสินเหล็กจะมีใยอาหารมากกว่าข้าวขัดสีแล้ว ยังมีวิตามิน และเกลือแร่มากกว่า โดยเฉพาะวิตามินบีหนึ่ง (B1) ซึ่งช่วย ป้องกัน โรคเหน็บชาได้</p>
<p>เพราะฉะนั้นเริ่มตั้งแต่วาเลนไทน์นี้ไปหาข้าวสินเหล็กมากินกันแล้วความหวานจากน้ำตาล จะไม่หวานเรี่ยราดเข้าไปในเส้นเลือดมากไปจนกลายเป็นเบาหวาน&#8230;.</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>6 พฤติกรรมที่ต้องโละทิ้ง</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/6-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/6-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 04:29:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[กินไม่ครบ3มื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มน้ำไม่เพียงพอ]]></category>
		<category><![CDATA[ต้อนรับปีใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ท้องผูก]]></category>
		<category><![CDATA[นอนดึก]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับพฤติกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ออกกำลังกาย]]></category>
		<category><![CDATA[เครียดเรื้อรัง]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30835</guid>
		<description><![CDATA[ปีใหม่ฟ้าใหม่มาถึงแล้ว เริ่มต้นชีวิตด้วยสิ่งดีๆ ประเดิมกันด้วยการโละทิ้ง 6 พฤติกรรมบ่อนทำลายสุขภาพ จากคำแนะนำของแพทย์เวชธานี &#8220;สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง&#8221; พญ.ม.ล.ธัญญ์นภัส เทวกุล แพทย์ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานีเผย 6 พฤติกรรมทำลายสุขภาพ พร้อมแนะวิธีปรับให้สุขภาพดีรับปีใหม่ 1. ดื่มน้ำไม่เพียงพอ น้ำเปล่าไม่ใช่แค่ช่วยดับกระหาย แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น แผลร้อนในในปาก ริมฝีปากแตกแห้ง ผิวแห้งกร้าน ท้องผูก ปัสสาวะมีสีเข้ม กลิ่นฉุน ที่สำคัญ ยังทำให้เลือดข้นหนืด ส่งผลให้ไม่กระปรี้กระเปร่า มึนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย ควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น โดยเทียบเฉลี่ยตามน้ำหนักตัว หากหนัก 50 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตรต่อวัน หากหนัก 70 กิโลกรัม ควรเพิ่มเป็น 3 ลิตรต่อวัน และไม่ควรดื่มครั้งละมาก ๆ เพราะอาจจุกท้อง ทางที่ดีควรจิบทีละนิด แต่จิบบ่อย ๆ น้ำที่ดีที่สุดคือ น้ำเปล่าไม่ร้อนหรือเย็นจัด แต่ใกล้เคียงอุณหภูมิห้องที่สุด เพราะจะทำให้เส้นเลือดในระบบทางเดินอาหารสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที หากปรับพฤติกรรมได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/6-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/" layout="button_count"></fb:like></span><p><strong><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_427013_1.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-30836" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_427013_1-300x213.jpg" alt="" width="300" height="213" /></a>ปีใหม่ฟ้าใหม่มาถึงแล้ว เริ่มต้นชีวิตด้วยสิ่งดีๆ ประเดิมกันด้วยการโละทิ้ง 6 พฤติกรรมบ่อนทำลายสุขภาพ จากคำแนะนำของแพทย์เวชธานี</strong></p>
<p>&#8220;สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง&#8221; พญ.ม.ล.ธัญญ์นภัส เทวกุล แพทย์ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานีเผย 6 <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%BE%C4%B5%D4%A1%C3%C3%C1" target="_blank">พฤติกรรม</a>ทำลายสุขภาพ</p>
<p><span id="more-30835"></span>พร้อมแนะวิธีปรับให้สุขภาพดีรับปีใหม่</p>
<p>1. <strong>ดื่มน้ำไม่เพียงพอ</strong></p>
<p>น้ำเปล่าไม่ใช่แค่ช่วยดับกระหาย แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น แผลร้อนในในปาก ริมฝีปากแตกแห้ง ผิวแห้งกร้าน ท้องผูก ปัสสาวะมีสีเข้ม กลิ่นฉุน ที่สำคัญ ยังทำให้เลือดข้นหนืด ส่งผลให้ไม่กระปรี้กระเปร่า มึนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย<br />
ควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น โดยเทียบเฉลี่ยตามน้ำหนักตัว หากหนัก 50 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตรต่อวัน หากหนัก 70 กิโลกรัม ควรเพิ่มเป็น 3 ลิตรต่อวัน และไม่ควรดื่มครั้งละมาก ๆ เพราะอาจจุกท้อง ทางที่ดีควรจิบทีละนิด แต่จิบบ่อย ๆ<br />
น้ำที่ดีที่สุดคือ น้ำเปล่าไม่ร้อนหรือเย็นจัด แต่ใกล้เคียงอุณหภูมิห้องที่สุด เพราะจะทำให้เส้นเลือดในระบบทางเดินอาหารสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที หากปรับ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%BE%C4%B5%D4%A1%C3%C3%C1" target="_blank">พฤติกรรม</a>ได้ จะทำให้สดชื่น ไม่เหนื่อยหรืออ่อนเพลียง่าย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ระบบขับถ่ายทำงานได้ตามปกติ<br />
<strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2. กินไม่ครบ 3 มื้อ</strong></p>
<p>อาหารเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ หากเรารับประทานอาหารไม่เป็นเวลา อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเช้าที่คนมองข้าม อาจเสี่ยงโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ภาวะกรดไหลย้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด<br />
การปรับ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%BE%C4%B5%D4%A1%C3%C3%C1" target="_blank">พฤติกรรม</a>ทำได้ง่าย ๆ คือ รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ คือมื้อเช้า กลางวัน และเย็น ไม่ใช่มื้อสาย เย็น และดึก เช่นที่คนสมัยนี้นิยมทำ และทุกมื้อควรมีผักสดหรือผักลวก ให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วน ที่สำคัญ ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หากทำได้ ร่างกายจะแข็งแรงเพราะได้รับสารอาหารครบถ้วน สมองปลอดโปร่ง ไม่ต้องเสี่ยงโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อนอีก<br />
<strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>3. ท้องผูก</strong></p>
<p>หากมีปัญหาท้องผูก จะส่งผลให้ท้องอืด จุกเสียด ผิวพรรณไม่สดใส ปวดหัวเรื้อรัง ในบางคนอาจเกิดสิวขึ้น หรืออาการคันตามตัว เนื่องจากของเสียที่ตกค้างในลำไส้ หากไม่ถ่ายหลายวันเข้า อาหารที่กินเข้าไปก็จะบูดเน่า ทำให้ลำไส้อักเสบ เสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ในอนาคต<br />
เพื่อลดปัญหา ควรดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น รับประทานผักและที่มีกากใย แต่ต้องไม่หวาน เลือกกินข้าวกล้อง ขนมปังธัญพืช ที่มีกากใยมากเพื่อให้กากใยเหล่านั้นช่วยกวาดเอาของเสียในลำไส้ระบายออกมา และควรจะเข้านอนให้เป็นเวลา หากทำได้ก็จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานปกติ สบายท้อง ผิวพรรณสวย อารมณ์แจ่มใส<br />
<strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>4. เครียดเรื้อรัง</strong></p>
<p>ความเครียดแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทของคนสมัยใหม่ แต่รู้หรือไม่ว่า ความเครียดมีผลให้ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสูงขึ้น เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ความเครียดยังเพิ่มอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้เสื่อมก่อนวัย<br />
เพียงแค่หากิจกรรมคลายเครียดก็ช่วยได้ หากนั่งทำงานตลอดก็ควรลุกมายืดเส้นยืดสาย คลายอาการตึงเครียด แต่หากสะสมเรื้อรัง ควรจะปิดระบบของร่างกายแล้วไปชาร์จแบต พักผ่อนสมอง ไปทะเลหรือภูเขาช่วยได้มาก เพราะเป็นพื้นที่อากาศที่มีประจุลบ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย<br />
<strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>5. ออกกำลังกายน้อย</strong></p>
<p>ไม่มีเวลา เป็นเหตุผลคลาสสิกที่คนเลือกตอบคำถามที่ว่า ทำไมไม่ออกกำลังกาย ทั้งที่จริงแล้ว หากไม่ออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง เหนื่อยง่าย แก่ตัวไป ก็อ้วนง่าย ไขมันสะสมตามเนื้อเยื่อโดยเฉพาะพุง ต้นขา ต้นแข็ง และยังลดได้ยาก<br />
การจัดสรรเวลาที่เหมาะสมช่วยได้ หากใครทำงานแต่เช้าก็เลือกออกกำลังกายช่วงเย็น แต่ถ้าทำงานสายหน่อย ก็ทำได้ช่วงเช้าตรู่ เพราะออกกำลังกายช่วยให้หัวใจและปอดแข็งแรง ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานสมบูรณ์ โดยต้องทำสม่ำเสมอครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 นาที ติดต่อกันเป็นเดือนหรือเป็นปี<br />
<strong></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>6.นอนดึก</strong></p>
<p>ติดเน็ตมัวแชทจนนอนดึก อาจต้องเผชิญกับสิวขึ้น ผมร่วง อ้วนง่าย แก่เร็ว ขี้หลงขี้ลืม ไม่มีสมาธิ เป็นหวัดง่าย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ฮอร์โมนแปรปรวน ท้องผูก มีแก๊สในกระเพาะ อ่อนเพลีย น้ำตาลและไขมันในเลือดสูง ตามมาด้วยโรคหัวใจ โรคสมอง และโรคมะเร็ง<br />
เวลานอนหลับที่เหมาะที่สุดคือ 22.00-05.00 น. เพราะเมื่อนอนหลับสนิท ไม่มีเสียงหรือแสงรบกวน ร่างกายจะหลังฮอร์โมนที่มีประโยชน์ออกมา นั่นคือเมลาโทนิน ที่จะช่วยกระตุ้นให้โกรทฮอร์โมนหลังตาม ช่วยให้แก่ช้า ผิวพรรณสดใส อายุยืน<br />
“สุขภาพเป็นของขวัญที่ดีที่สุด หากคิดจะปรับ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%BE%C4%B5%D4%A1%C3%C3%C1" target="_blank">พฤติกรรม</a>เพื่อเสริมความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจให้ตัวเองก็ถือเป็นของขวัญที่ดีรับปีใหม่นี้ แต่หากใครที่ทำไม่ได้ทุกข้อ ขอให้เลือกซัก 4 ข้อที่คิดว่าทำได้” พญ.ม.ล.ธัญญ์นภัสแนะนำ<br />
นอกจากนี้ แพทย์เวชธานีชี้ว่า ยังมีของขวัญสำหรับตัวเองอีกอย่างที่สำคัญ คือ การตรวจสุขภาพประจำปี ที่ไม่ควรกลัวการตรวจ เพราะหากสุขภาพดีอยู่แล้วก็จะได้รักษาความแข็งแรงนี้ไว้ แต่หากตรวจพบอาการผิดปกติตั้งแต่เริ่ม ก็จะมีโอกาสรักษาหาย หรือดูแลตัวเองเพื่อยืดอายุให้อยู่ไปได้อีกนาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/6-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/6-%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อร่อยลิ้น &#8230; ของดีอาทิตย์อุทัย</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 04:23:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[ของอร่อย ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาฮามาจิ]]></category>
		<category><![CDATA[รังสี]]></category>
		<category><![CDATA[สตรอเบอร์รี่]]></category>
		<category><![CDATA[ส้ม]]></category>
		<category><![CDATA[อามาโอะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30829</guid>
		<description><![CDATA[อาหารอร่อยจริง คืออาหารที่ได้จากวัตถุดิบสดใหม่ ความคิดที่ผุดขึ้นมาอันดับแรกคืออาหารญี่ปุ่น แหล่งอุดมวัตถุดิบชั้นยอด ตอบโจทย์สุขภาพดีจากภายใน ขอชวนผู้อ่านสัมผัสบรรยากาศแปลกใหม่  &#8221;เที่ยวไป กินไป&#8221; บนเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น เริ่มต้นกันด้วยการแนะนำแลนมาร์คสุดเดิร์นของงานนี้ อย่าง สตรอว์เบอร์รีอามาโอะลูกโตสีแดงสดส้มแมนดารินรสหวาน และปลาบุรีสำหรับทำซาซิมิ ผลิตผลจากพื้นที่บนเกาะฟุกุโอกะที่ไม่ใช่แค่รสชาติดี แต่ยังมีประโยชน์ และไร้สารพิษปนเปื้อน เกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นแหล่งพื้นที่เพาะปลูกสินค้าเกษตรสำคัญที่ส่งออกไปยังหลายประเทศทั่วโลก อ้างอิงจากการพูดคุยกับโคซุเกะ โนกิ รองผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมอาหาร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในส่วนงานสนับสนุนการส่งออกของ กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ประเทศญี่ปุ่น ขยายความสิ่งที่กล่าวข้างต้นว่า ตลาดส่งออกอาหารและสินค้าการเกษตรของญี่ปุ่นนั้น เติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว ซึ่งมูลค่ารวมของตลาดส่งออกปี 2553 อยู่ที่ระดับ 4.92 แสนล้านเยน หรือราว 198,437 ล้านบาทเลยทีเดียว กว่า 60% ของรายได้จากภาคส่งออกของญี่ปุ่น มาจากการส่งออกสินค้าการเกษตร ที่ถูกส่งไปวางจำหน่ายในทวีปเอเชียนี่เอง ไม่ว่าจะเป็นในฮ่องกง ไต้หวัน หรือจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเป็นผลมาจากความนิยมที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของอาหารญี่ปุ่น และการเจริญเติบโตของประเทศในเอเชีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและจำนวนประชากร แล้วก็มาถึงสินค้าเกษตรยอดฮิตที่หลายประเทศนิยมนำเข้า นั่นคือ &#8220;สตรอว์เบอร์รี&#8221; หรือ อิจิโกะ (Ichigo) ในภาษาญี่ปุ่นนั่นเอง ท่านรองฯ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_429333_1.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-30830" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_429333_1-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a></p>
<p><strong>อาหารอร่อยจริง คืออาหารที่ได้จากวัตถุดิบสดใหม่ ความคิดที่ผุดขึ้นมาอันดับแรกคืออาหารญี่ปุ่น แหล่งอุดมวัตถุดิบชั้นยอด ตอบโจทย์สุขภาพดีจากภายใน</strong></p>
<p>ขอชวนผู้อ่านสัมผัสบรรยากาศแปลกใหม่  &#8221;เที่ยวไป กินไป&#8221; บนเกาะคิวชู ประเทศ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a> เริ่มต้นกันด้วยการแนะนำแลนมาร์คสุดเดิร์นของงานนี้ อย่าง สตรอว์เบอร์รี<span id="more-30829"></span>อามาโอะลูกโตสีแดงสด<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%20%CA%E9%C1" target="_blank">ส้ม</a>แมนดารินรสหวาน และปลาบุรีสำหรับทำซาซิมิ ผลิตผลจากพื้นที่บนเกาะฟุกุโอกะที่ไม่ใช่แค่รสชาติดี แต่ยังมีประโยชน์ และไร้สารพิษปนเปื้อน</p>
<p>เกาะคิวชู ประเทศ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a> ถือเป็นแหล่งพื้นที่เพาะปลูกสินค้าเกษตรสำคัญที่ส่งออกไปยังหลายประเทศทั่วโลก อ้างอิงจากการพูดคุยกับโคซุเกะ โนกิ รองผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมอาหาร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในส่วนงานสนับสนุนการส่งออกของ กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ประเทศ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a> ขยายความสิ่งที่กล่าวข้างต้นว่า ตลาดส่งออกอาหารและสินค้าการเกษตรของ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a>นั้น เติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว ซึ่งมูลค่ารวมของตลาดส่งออกปี 2553 อยู่ที่ระดับ 4.92 แสนล้านเยน หรือราว 198,437 ล้านบาทเลยทีเดียว</p>
<p>กว่า 60% ของรายได้จากภาคส่งออกของ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a> มาจากการส่งออกสินค้าการเกษตร ที่ถูกส่งไปวางจำหน่ายในทวีปเอเชียนี่เอง ไม่ว่าจะเป็นในฮ่องกง ไต้หวัน หรือจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเป็นผลมาจากความนิยมที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของอาหาร<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a> และการเจริญเติบโตของประเทศในเอเชีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและจำนวนประชากร</p>
<p>แล้วก็มาถึงสินค้าเกษตรยอดฮิตที่หลายประเทศนิยมนำเข้า นั่นคือ &#8220;สตรอว์เบอร์รี&#8221; หรือ อิจิโกะ (Ichigo) ในภาษา<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a>นั่นเอง</p>
<p>ท่านรองฯ นามว่า โนกิ นำขบวนมุ่งหน้าไปยังจังหวัดฟุกุโอกะบนเกาะคิวชู เพื่อฝ่าลมหนาวไปดูฟาร์มสตรอว์เบอร์รีปลอดสารพิษ</p>
<p>แม้เป็นที่ทราบกันดีว่าสตรอว์เบอร์รี เป็นผลไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แต่ด้วยวิทยาการอันก้าวหน้าและพัฒนาการอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ในปัจจุบัน <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a>เปลี่ยนมาเก็บเกี่ยวและส่งออกสตรอว์เบอร์รีในฤดูหนาวเป็นหลัก โดยสตรอเบอร์รี่ฤดูหนาวของ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a>นั้น ขึ้นชื่อเรื่องความหวาน ซึ่งมีหลายระดับและแตกต่างกันไปตามขนาดและสี</p>
<p>หากใครได้ลองชิมสตรอว์เบอร์รีของประเทศ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a> เชื่อขนมกินได้เลยว่า ต้องติดใจในรสหวานกลมกล่อม ที่กินได้จุใจเพราะผลใหญ่ รูปทรงหัวใจสวย เรียกได้ว่า อิ่มทั้งปาก อิ่มทั้งตา แต่พันธุ์ที่ดังที่สุดคือ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%20%CD%D2%C1%D2%E2%CD%D0" target="_blank"> อามาโอะ</a> (Amauo) ที่แปลเป็นไทยว่า หวาน ซึ่งก็หวานอร่อยจับใจ ผลใหญ่ และมีราคาแพงที่สุดเมื่อเทียบกับสตรอว์เบอร์รีพันธุ์อื่น</p>
<p>สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินซีในปริมาณมาก การบริโภคสตรอว์เบอร์รีผลขนาดกลางในปริมาณ 5 &#8211; 6 ผลต่อวันจะให้วิตามินซีที่เพียงพอต่อความจำเป็นของร่างกายในแต่ละวัน</p>
<p>แต่เชื่อหรือไม่ว่า ขั้วสีเขียวสดของผลสตรอว์เบอร์รีนั้น มีความสำคัญมาก เพราะการเด็ดขั้วเปลือกผลสตรอว์เบอร์รีก่อนล้างเพื่อรับประทานนั้นจะทำให้สูญเสียคุณค่าวิตามินซี จึงแนะนำให้ล้างสตรอว์เบอร์รีทั้งผลก่อน จากนั้นจึงค่อยเด็ดขั้วเปลือกออก เพื่อคงคุณค่าวิตามินซีไว้ให้ได้มากที่สุด</p>
<p>บอกลาสตรอว์เบอร์รีผลโต เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองซากะ เพื่อพบกับส้มแมนดาริน หรือมิกัง (Mikan) ที่โรงงานคัดแยกส้มสาขาซากะ มิโดริ</p>
<p>ส้มแมนดารินจาก<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a>นั้นขึ้นชื่อเรื่องความหวานฉ่ำ โดยส้มแมนดารินจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ห่าม ปานกลาง และแก่ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ผลส้มสุก<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%20%CA%E9%C1" target="_blank"> ส้ม</a>ห่ามคือส้มที่สุกช่วงต้นเดือนกันยายนถึงปลายเดือนตุลาคม ปานกลางจะเป็นส้มที่สุกช่วงเดือนต้นเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม ส่วนส้มแก่จะเป็นส้มที่สุกช่วงกลางเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม</p>
<p>ส้มแมนดารินอุดมไปด้วยวิตามินซี หากบริโภคส้มแมนดาริน 3 ผล จะให้วิตามินเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน นอกจากนี้ เส้นใยสีขาวรอบกลีบส้มแมนดาริน เป็นแหล่งของไฟเบอร์หรือเส้นใยธรรมชาติยังมีมากกว่าส้มปรกติ เพราะใยขาวนี้เป็นเส้นใยชนิดละลายน้ำได้ที่ชื่อว่า เพคติน</p>
<p>เส้นใยเพคติน มีคุณสมบัติพิเศษ ทั้งช่วยดูดซับน้ำตาลและไขมันไว้ ทำให้ระบบดูดซึมและย่อยอาหารช้าลง รู้สึกอิ่มนานขึ้น และหากกินเป็นประจำจะช่วยลดเสี่ยงโรคอ้วน เพราะเส้นใยจะไปช่วยจับคอเลสเตอรอลในน้ำดี ขับออกไปทางอุจจาระ ทำให้ไขมันในเลือดลดลง แต่ต้องกินในปริมาณที่มากพอ และกินต่อเนื่องเป็นเวลานาน</p>
<p>ออกจากสวนส้ม มาลงเรือไปดูแหล่งผลิตวัตถุดิบสำหรับทำซาซิมิ อาหารจานหรูที่แฟนอาหาร<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a>ต้องกิน โดยสหกรณ์การประมงประจำจังหวัดโออิตะ มีทั้งบ่อเลี้ยงปลาหางเหลือง และโรงงานแล่ปลา ที่สามารถนำปลาสด ๆ มาผ่านกระบวนการแล่ออกเป็นชิ้นปลา 4 ชิ้น ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 นาที เพื่อรักษาความสด ใหม่ของชิ้นปลาให้กับลูกค้า</p>
<p>ปลาหางเหลืองหรือปลาบุรี ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับปลาฮามาจิ ที่คนไทยคุ้นเคย โดยชื่อเรียกที่แตกต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของมัน<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%20%BB%C5%D2%CE%D2%C1%D2%A8%D4" target="_blank"> ปลาฮามาจิ </a>คือปลาบุรีเมื่อยังมีขนาดเล็กนั่นเอง</p>
<p>ฮามาจิถือเป็นปลาที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งสำหรับการทำซาซิมิ ไล่ตามปลามากุโรมาติด ๆ ไม่ทิ้งห่าง เพราะฮามาจิมีเนื้อที่นุ่มและแน่น ให้รสชาติอร่อย ไร้กลิ่นคาว</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีโภชนาการทางอาหารสูงมากกว่าปลาอื่นอีกหลายชนิด ทั้งโปรตีนที่สูงกว่า ไขมันพอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป  รวมถึงวิตามินเอ บี1 บี2 และวิตามินดี ที่รวมอยู่ในเนื้อปลาฮามาจิ</p>
<p>สิ่งสำคัญคือ ปลอดสารตกค้างแน่นอน เพราะในพื้นที่ของจังหวัดโออิตะ มีการจัดตั้งสำนักงานตรวจวัดสารกัมมันตภาพรังสี ภายใต้สถาบันวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขประจำจังหวัดโออิตะ ภายหลังเหตุการณ์สึนามิครั้งล่าสุด ที่ทำให้ผู้บริโภคจากทั่วโลกวิตกเกี่ยวกับการปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสีในผลผลิตทางการเกษตรของ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%AD%D5%E8%BB%D8%E8%B9" target="_blank">ญี่ปุ่น</a></p>
<p>การตรวจวัดเริ่มจากการคัดกรองด้วยอุปกรณ์ตรวจนับวัดกัมมันตรังสีโดยใช้หลักการ Scintillation เป็นการทดสอบเบื้องต้น แต่หากต้องการทดสอบเพื่อรับรองคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เกษตรกรสามารถนำตัวอย่างผลผลิตทางการเกษตรเข้ามาทดสอบด้วยการตรวจวัดปริมาณรังสี โดยใช้การตรวจจับด้วยสารกึ่งตัวนำเจอมาเนียม</p>
<p>เพียงแค่นี้ ก็มั่นใจในคุณภาพ พร้อมจะลิ้มรสความอร่อย และคุณค่าโภชนาการดีๆ จากแดนซามูไรอย่างสบายใจแล้ว</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาหารดีที่ควรมีติดบ้าน-ทานประจำทำสมองแล่น</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-2/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 04:13:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[ของอร่อย ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[You are what you eat]]></category>
		<category><![CDATA[บำรุงสมอง]]></category>
		<category><![CDATA[สารสื่อประสาท]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30822</guid>
		<description><![CDATA[สมองเรียนรู้-รับรู้ไม่สะดุด ด้วย “อาหารใกล้ตัว” ดีสุด ๆ สำหรับ “สารสื่อประสาท” หยิบบรรจุลงเมนูประจำทำสมองแล่น ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลต่อกระบวนการเรียนรู้-รับรู้ไม่สะดุด นั่นก็คือ “สารอาหาร” ที่ถูกหลักโภชนาการ ส่งผลด้านบวกต่อ “สารสื่อประสาท” ที่จะทำให้การส่งข้อมูลของสมองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลองมาเช็คกันดูว่า วันนี้คุณให้อาหารสมองแล้วหรือยัง? เริ่มด้วย การเติมความแข็งแรงให้สารสื่อประสาท “อะซิทิลโคลีน” ด้วยอาหารจำพวกข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต จมูกข้าว เครื่องในสัตว์ เนื้อปลา ไข่แดง ตับ นม ถั่วเหลือง ถั่วสิลง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี เป็นต้น มีผลต่อการควบคุมความจำ การเรียนรู้ การเคลื่อนไหวและการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ สำหรับ “โดพามีน” จากอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีน อาทิ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ อาหารทะเล รวมถึงหัวบีต อัลมอนด์ เมล็ดธัญพืช กล้วย แอปเปิ้ล เหล่านี้มีผลต่อความรู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิ ไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัว ส่วน “เซโรโทนิน” จากสารอาหารคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง และน้ำตาล เช่น ขนมปัง รวมถึงเห็ด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-2/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/8064.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30823" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/8064-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a></p>
<p><strong>สมองเรียนรู้-รับรู้ไม่สะดุด ด้วย “อาหารใกล้ตัว” ดีสุด ๆ สำหรับ “สารสื่อประสาท” หยิบบรรจุลงเมนูประจำทำสมองแล่น</strong></p>
<p>ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลต่อกระบวนการเรียนรู้-รับรู้ไม่สะดุด นั่นก็คือ “สารอาหาร” ที่ถูกหลักโภชนาการ ส่งผลด้านบวกต่อ “สารสื่อประสาท” ที่จะทำให้การส่งข้อมูลของสมองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลองมาเช็คกันดูว่า วันนี้คุณให้อาหารสมองแล้วหรือยัง?</p>
<p>เริ่มด้วย การเติมความแข็งแรงให้สารสื่อประสาท <strong>“อะซิทิลโคลีน”</strong> ด้วยอาหารจำพวกข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต จมูกข้าว เครื่องในสัตว์ เนื้อปลา ไข่แดง ตับ นม ถั่วเหลือง ถั่วสิลง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี เป็นต้น มีผลต่อการควบคุมความจำ การเรียนรู้ การเคลื่อนไหวและการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ</p>
<p>สำหรับ <strong>“โดพามีน”</strong> จากอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีน อาทิ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ อาหารทะเล รวมถึงหัวบีต อัลมอนด์ เมล็ดธัญพืช กล้วย แอปเปิ้ล เหล่านี้มีผลต่อความรู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิ ไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัว</p>
<p>ส่วน<strong> “เซโรโทนิน” </strong>จากสารอาหารคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง และน้ำตาล เช่น ขนมปัง รวมถึงเห็ด ถั่วเขียว หัวเผือก หัวมัน มันเทศ มันฝรั่ง ฟักทอง ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ข้าวโพด ผักกาดขาว แคนตาลูป มีบทบาทหลายหน้าที่ ทั้งการควบคุมความหิว ความโกรธ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สงบ ลดความวิตกกังวล และลดความซึมเศร้า</p>
<p><strong>หมั่นทานเป็นประจำ โดยอาจประยุกต์เป็นเมนูตามชอบ แล้วจะสัมผัสได้ถึงคำกล่าวที่ว่า “You are what you eat”.</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-2/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณแม่คนดังแนะเทคนิค สอนลูกหยอดกระปุกออมเงิน</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84-%e0%b8%aa%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84-%e0%b8%aa%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Jan 2012 08:37:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัดอดออม]]></category>
		<category><![CDATA[แนะลูกออมเงิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30814</guid>
		<description><![CDATA[หนึ่งในหน้าที่สิบประการของเด็กดีที่ควรปฏิบัติเป็นนิสัย ประการหนึ่งคือ “การรู้จักออมประหยัด” ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ธ.กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดย นายกฤษณ์ จันทโนทก ผู้ช่วยกรรมการ ผจก.ใหญ่ ธ.กรุงศรีอยุธยา ที่อยากเห็นเด็กไทยเห็นคุณค่าของการออม เพื่อความมั่นคงในอนาคต  ได้จัดงาน “กรุงศรี ยูธ เซฟวิง เดย์” ขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ บริเวณลานอินฟินีซิตี้ฮอลล์ ชั้น 5 พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน พร้อมกับเปิดผลิตภัณฑ์ทางการเงิน บัญชีเงินฝาก “กรุงศรี ยูธ เซฟวิง เดย์” ที่ให้ดอกเบี้ยอัตราสูง มอบสิทธิพิเศษในการซื้อประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็ก “กรุงศรี พีเอ เพื่อลูก” ในราคาพิเศษ พร้อมเชิญสองคุณแม่คนดัง มาเผยเทคนิคบริหารเงินอย่างชาญฉลาด คุณแม่ลูกหนึ่งและพิธีกรชื่อดัง ศรัยฉัตร จีระแพทย์ เผยว่า เริ่มออมเงินตั้งแต่ยังไม่มีครอบครัว โดยแบ่งเป็นเงินฝากออมทรัพย์เพื่อถอนยามฉุกเฉิน และเงินฝากประจำกำหนดระยะเวลาฝาก 2 ปี, 3 ปี และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84-%e0%b8%aa%e0%b8%ad/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/8039.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-30815" title="8039" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/8039-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a></p>
<p>หนึ่งในหน้าที่สิบประการของเด็กดีที่ควรปฏิบัติเป็นนิสัย ประการหนึ่งคือ “การรู้จักออมประหยัด” ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ธ.กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดย นายกฤษณ์ จันทโนทก ผู้ช่วยกรรมการ ผจก.ใหญ่ ธ.กรุงศรีอยุธยา ที่อยากเห็นเด็กไทยเห็นคุณค่าของการออม เพื่อความมั่นคงในอนาคต  ได้จัดงาน “กรุงศรี ยูธ เซฟ<span id="more-30814"></span>วิง เดย์” ขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ บริเวณลานอินฟินีซิตี้ฮอลล์ ชั้น 5 พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน พร้อมกับเปิดผลิตภัณฑ์ทางการเงิน บัญชีเงินฝาก “กรุงศรี ยูธ เซฟวิง เดย์” ที่ให้ดอกเบี้ยอัตราสูง มอบสิทธิพิเศษในการซื้อประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็ก “กรุงศรี พีเอ เพื่อลูก” ในราคาพิเศษ พร้อมเชิญสองคุณแม่คนดัง มาเผยเทคนิคบริหารเงินอย่างชาญฉลาด</p>
<p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/0-11.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-30816" title="0 (1)" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/0-11-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a>คุณแม่ลูกหนึ่งและพิธีกรชื่อดัง ศรัยฉัตร จีระแพทย์ เผยว่า เริ่มออมเงินตั้งแต่ยังไม่มีครอบครัว โดยแบ่งเป็นเงินฝากออมทรัพย์เพื่อถอนยามฉุกเฉิน และเงินฝากประจำกำหนดระยะเวลาฝาก 2 ปี, 3 ปี และ 5 ปี เพื่อฝึกบังคับตัวเองตามจำนวนและวันที่กำหนด แต่พอมีลูกก็หันมาฝากเงินให้ลูกเพื่อเป็นทุนการศึกษา รวมถึงซื้อประกันชีวิตแบบสุขภาพและแบบออมทรัพย์ หากรู้ว่ามีค่าใช้จ่ายลูก เช่น ค่าเทอม จะวางแผนเก็บเงินแต่ละเดือนให้เท่ากัน ทำให้มีเงินจ่ายค่าเทอมพอดี โดยไม่ต้องเอาเงินเก็บส่วนตัวที่ตัวเองออมในบัญชีออกมาใช้</p>
<p>“สอนให้เบลล่ารู้ว่าธนาคารคืออะไร ทุกครั้งที่เบลล่าได้ค่าจ้างจากการออกงานอีเวนต์ หรือถ่ายโฆษณาสอนให้ฝากเงินในบัญชีเงินออมของลูก เพื่อเป็นทุนการศึกษา และในเวลาคุณปู่คุณย่าหรือญาติให้เงิน เบลล่ารู้เลยว่าเงินส่วนนี้ไม่ใช่เงินซื้อขนมหรือของเล่น แต่เป็นเงินออมที่ต้องนำไปฝากบัญชี นอกจากนี้ยังฝึกให้หมั่นหยอดเงินใส่กระปุก เวลาเต็มจะช่วยกันแคะกระปุกนำเงินมานับด้วยกัน แล้วแยกคัดใส่ถุงนำไปฝากธนาคาร ที่ทำแบบนี้เพื่อให้ลูกเห็นตัวอย่างในการเก็บเงินออมแบบนี้มาโดยตลอด” คุณแม่หนิงบอกวิธีสอนลูกสาว</p>
<p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/165.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-30817" title="1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/165-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a>ส่วนเทคนิคการออมเงินส่วนตัวของคุณแม่เสียงดี นิโคล เทริโอ เผยว่า มีรายได้จากการถ่ายโฆษณามาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อคุณแม่ให้เก็บเงินส่วนนั้นไว้เป็นทุนการศึกษา พอถึงช่วงมีครอบครัวจึงคิดออมเงินเพื่อลูก แบ่งเงินรายได้ฝากออมประจำทุกเดือนให้น้องทิกเกอร์สำหรับเรื่องการศึกษา รวมทั้งซื้อประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ส่วนตัวเองมีที่ปรึกษาทางการเงินสำหรับการลงทุน เช่น การเล่นหุ้น, ซื้อพันธบัตร และซื้อที่ดิน เป็นการออมอีกแบบหนึ่ง</p>
<p>กลยุทธ์สอนลูกให้รู้จักประหยัด คุณแม่ลูกชายวัยกำลังซนแนะเคล็ดลับว่า ทิกเกอร์ถูกสอนให้รู้จักคุณค่าของเงิน บริหารค่าขนมเองโดยให้เงินอาทิตย์ละ 100 บาท แต่มีข้อแม้ว่าทุกวันศุกร์ต้องหยอดใส่กระปุก 20 บาท เวลาอยากได้ของเล่นแม่จะช่วยออกเงินให้ส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่เหลือทิกเกอร์รู้ว่าต้องออกเอง หรือเวลาซื้อของสอนให้ลูกรู้จักทั้งเหรียญ และธนบัตรเพื่อฝึกให้บวก ลบ เงินได้ถูกต้องแม่นยำ.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84-%e0%b8%aa%e0%b8%ad/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84-%e0%b8%aa%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สุขบนทุกข์ของคนอื่น ฉายภาพตัวตนคนนับถือตัวเองต่ำ</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Jan 2012 14:19:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพและความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[self-esteem]]></category>
		<category><![CDATA[การนับถือตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[คุณค่าของคน]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30796</guid>
		<description><![CDATA[มีการวิจัยพบว่า ถ้ามนุษย์เรามีความเคารพนับถือตัวเอง (self-esteem) ในระดับต่ำ มนุษย์คนนั้นจะทำทุกทางเพื่อให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น รวมถึงการยิ้มเยาะกับความทุกข์ของคนอื่น ๆ ที่เขาพบเห็นด้วย การนับถือตนเอง (Self-esteem) คือ ความรู้สึกหรือความเชื่อที่บุคคลมีต่อตนเองว่าเป็นคนมีคุณค่า ซึ่งจะมีระดับตั้งแต่การนับถือตนเองต่ำไปจนถึงการนับถือตนเองสูง การที่บุคคลยอมรับตนเองนับเป็นทักษะสำคัญในการที่จะเรียนรู้พัฒนาตนเอง และการดำเนินชีวิต ซึ่ง Wilco W van Dijk นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Leiden ประเทศเนเธอร์แลนด์เผยว่า ในกรณีที่คนเรายินดีเมื่อเห็นคนอื่น ๆ ตกที่นั่งลำบาก หรือประสบเหตุการณ์เลวร้าย เป็นเพราะคน ๆ นั้นมีความนับถือตัวเองต่ำจนต้องหาสิ่งแย่ ๆ ของคนอื่นมาทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น โดยเขาได้จัดทำแบบทดสอบสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทจำนวน 70 คนให้พวกเขาอ่านเรื่องราวที่กำหนดให้ 2 เรื่อง และถามถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากอ่านจบ เรื่องแรกเป็นเรื่องของนักศึกษาชายคนหนึ่งที่มีความทะเยอทะยานสูง มุ่งมั่นจะมีงานที่มั่นคงทำ เรื่องที่สองเป็นการพูดคุยระหว่างนักศึกษาชายคนนั้นกับเจ้านายของเขาเกี่ยวกับประวัติการเรียนที่ไม่ดีมากพอ และทำให้เขาพลาดโอกาสจะได้เลื่อนตำแหน่ง จากนั้น อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดสอบจะได้รับแจกใบลงคะแนนว่าตนเองรู้สึกอย่างไรหลังอ่านจบ โดยทางทีมวิจัยได้กำหนดความรู้สึกมาให้เลือก เช่น &#8220;ฉันรู้สึกดีเมื่อทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น&#8221;, &#8220;ฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้ม&#8221; ฯลฯ ผลการวิจัยพบว่า ในกลุ่มคนที่มีความนับถือตนเองต่ำนั้นจะยินดี หรือมีความสุขอย่างมากกับเรื่องราวที่อ่าน  จากนั้น ทีมวิจัยได้นำกลุ่มคนที่มีความนับถือตนเองต่ำมาทดสอบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกเขาต้องทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการคิดในแง่บวกก่อน แล้วจึงค่อยอ่านเรื่องราวเคราะห์ร้ายของคนอื่น ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2/" layout="button_count"></fb:like></span><p><strong><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/554000016844601.jpeg"><img class="alignleft size-full wp-image-30797" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/554000016844601.jpeg" alt="" width="300" height="200" /></a>มีการวิจัยพบว่า ถ้ามนุษย์เรามีความเคารพนับถือตัวเอง (self-esteem) ในระดับต่ำ มนุษย์คนนั้นจะทำทุกทางเพื่อให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น รวมถึงการยิ้มเยาะกับความทุกข์ของคนอื่น ๆ ที่เขาพบเห็นด้วย<span id="more-30796"></span></strong></p>
<p>การนับถือตนเอง (Self-esteem) คือ ความรู้สึกหรือความเชื่อที่บุคคลมีต่อตนเองว่าเป็นคนมีคุณค่า ซึ่งจะมีระดับตั้งแต่การนับถือตนเองต่ำไปจนถึงการนับถือตนเองสูง การที่บุคคลยอมรับตนเองนับเป็นทักษะสำคัญในการที่จะเรียนรู้พัฒนาตนเอง และการดำเนินชีวิต ซึ่ง Wilco W van Dijk นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Leiden ประเทศเนเธอร์แลนด์เผยว่า ในกรณีที่คนเรายินดีเมื่อเห็นคนอื่น ๆ ตกที่นั่งลำบาก หรือประสบเหตุการณ์เลวร้าย เป็นเพราะคน ๆ นั้นมีความนับถือตัวเองต่ำจนต้องหาสิ่งแย่ ๆ ของคนอื่นมาทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น โดยเขาได้จัดทำแบบทดสอบสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทจำนวน 70 คนให้พวกเขาอ่านเรื่องราวที่กำหนดให้ 2 เรื่อง และถามถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากอ่านจบ</p>
<p>เรื่องแรกเป็นเรื่องของนักศึกษาชายคนหนึ่งที่มีความทะเยอทะยานสูง มุ่งมั่นจะมีงานที่มั่นคงทำ เรื่องที่สองเป็นการพูดคุยระหว่างนักศึกษาชายคนนั้นกับเจ้านายของเขาเกี่ยวกับประวัติการเรียนที่ไม่ดีมากพอ และทำให้เขาพลาดโอกาสจะได้เลื่อนตำแหน่ง</p>
<p>จากนั้น อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดสอบจะได้รับแจกใบลงคะแนนว่าตนเองรู้สึกอย่างไรหลังอ่านจบ โดยทางทีมวิจัยได้กำหนดความรู้สึกมาให้เลือก เช่น &#8220;ฉันรู้สึกดีเมื่อทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น&#8221;, &#8220;ฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้ม&#8221; ฯลฯ</p>
<p><strong>ผลการวิจัยพบว่า ในกลุ่มคนที่มีความนับถือตนเองต่ำนั้นจะยินดี หรือมีความสุขอย่างมากกับเรื่องราวที่อ่าน </strong></p>
<p>จากนั้น ทีมวิจัยได้นำกลุ่มคนที่มีความนับถือตนเองต่ำมาทดสอบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกเขาต้องทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการคิดในแง่บวกก่อน แล้วจึงค่อยอ่านเรื่องราวเคราะห์ร้ายของคนอื่น ๆ ซึ่งเมื่อถามถึงความรู้สึก ปรากฏว่า ความยินดีในความทุกข์ที่เกิดกับคนอื่น ๆ นั้นลดน้อยลง</p>
<p>สำหรับผลงานวิจัยก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการนับถือตนเองยังพบว่าคนที่มีระดับการนับถือตนเองต่ำ จะมีปัญหาด้านอารมณ์มากกว่าคนที่มีการนับถือตนเองสูง บางครั้งบุคคลที่นับถือตนเองต่ำจะแสดงจุดเด่นบางอย่างเพื่อเป็นการชดเชย แต่บุคคลเหล่านี้ก็ไม่สามารถลดความรู้สึกพร่องในการนับถือตนเองหรือความภาคภูมิใจในตนเอง แม้จะพยายามสร้างจุดเด่นให้ตนเองแล้วก็ตาม</p>
<p>ในทางกลับกันบุคคลที่มีการนับถือตนเองสูง (High self-esteem) จะสามารถมีความสุขและพึงพอใจในชีวิต เพราะเขาจะมีแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จที่มีผลมาจากความปรารถนาที่จะทำให้เป้าหมายในชีวิตหรือการทำงานบรรลุผล ไม่ใช่จากแรงจูงใจที่จะชดเชยความรู้สึกที่ตนเองไม่ภาคภูมิใจในตนเอง</p>
<p><strong>อย่างไรก็ดี หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น และอยากเปลี่ยนแปลง หรือ ลด ละ เลิกนิสัยนี้เสีย เรามีวิธีการดี ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความนับถือในตนเองมาฝากกันดังนี้</strong></p>
<p><strong>- พยายามเลิกคิดในแง่ลบ </strong>ทั้งที่เกี่ยวกับตัวเองและเกี่ยวกับคนอื่น แต่ให้คิดในแง่บวกแทน หากเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก พยายามให้กำลังใจตัวเอง หรือคิดถึงตัวเองในแง่ดี หรืออาจจะลองเขียนสิ่งที่เกี่ยวกับตัวคุณที่สามารถทำให้คุณมีความสุขได้ออกมา วันละเรื่อง เป็นต้น</p>
<p><strong>- หากต้องทำงานใด ๆ พยายามทำให้สำเร็จ</strong> มีบางคนกลัวว่าสิ่งที่ทำนั้นจะไม่ &#8220;สมบูรณ์แบบ&#8221; หรือ &#8220;ดีเลิศ&#8221; สุดท้ายเลยไม่ได้ทำอย่างที่ใจต้องการเสียที ดังนั้น เมื่อต้องทำภารกิจใดแล้ว ขอให้เดินหน้าทำมันอย่างมีความสุข และทุ่มเทกับมันอย่างเต็มที่ก็พอ</p>
<p><strong>- มองข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นว่าเป็นโอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้</strong> ใคร ๆ ก็ผิดพลาดได้ และคุณเองก็ด้วยเช่นกัน แต่การผิดพลาดเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีที่จะสอนให้เรารอบคอบเมื่อต้องทำงานในครั้งต่อไป</p>
<p><strong>- หาประสบการณ์ใหม่ ๆ</strong> การทดลองทำสิ่งต่าง ๆ ที่แปลกใหม่ไปจากชีวิตประจำวันอาจช่วยให้คุณเจอจุดเด่นของตัวเองที่หลับไหลมานานก็เป็นได้</p>
<p><strong>- เข้าใจว่าคนเรามีทั้งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้และเปลี่ยนแปลงไม่ได้</strong> บางเรื่องเช่น การเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ทำให้คุณต้องทุกข์ใจมาตลอด หากคุณอยากเปลี่ยนข้อนี้ ก็สามารถเริ่มได้ทันที แต่บางเรื่องคุณก็เปลี่ยนไม่ได้เช่นกัน เช่น ความสูง แม้จะอยากสูงกว่านี้ แต่ก็ทำไม่ได้ ดังนั้น หากเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว ก็ขอให้ยอมรับ และอยู่กับมันอย่างเข้าใจ</p>
<p><strong>- ออกกำลังกาย </strong>การออกกำลังกายช่วยลดความเครียด และช่วยให้คุณสุขภาพดีขึ้น เมื่อสุขภาพดีขึ้น ความสุขก็จะตามมาง่ายขึ้นนั่นเอง</p>
<p><strong>- ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า</strong> เช่น อยู่กับคนที่คุณรัก ทำในสิ่งที่คุณต้องการ หาเวลาพักผ่อนให้ตัวเอง และเสียสละเวลาส่วนตัวไปทำงานการกุศลบ้าง เท่านี้ ความรู้สึกดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง ไม่มากก็น้อยค่ะ</p>
<p>เรียบเรียงจากเดลิเมล<br />
อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก http://webhost.wu.ac.th/stipawan/index/chapter/chapter4/index.html และ<br />
www.kidhealth.org</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : manager.co.th</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใช้ฮาร์ดดิสก์ ให้ประหยัดพื้นที่</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b9%8c-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b9%8c-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Jan 2012 14:08:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[ไอที]]></category>
		<category><![CDATA[hard disk]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัดพื้นที่]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีใช้งานฮาร์ตดิสก์]]></category>
		<category><![CDATA[ฮาร์ดดิสก์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30792</guid>
		<description><![CDATA[ใครอยากทราบวิธีใช้พื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ให้ประหยัดและคุ้มค่า เราได้รวบรวมคำตอบจากผู้รู้ถึงมาตรการจัดการฮาร์ดดิสก์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไว้ดังนี้  1.จัดระบบแฟ้มข้อมูลให้ดี ถึงจะไม่ช่วยเพิ่มที่ว่างในฮาร์ดดิสก์โดยตรง แต่ก็ช่วยให้รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน จะได้ไม่เก็บซ้ำซ้อน 2.แบ่งพาร์ติชั่น การแบ่งพาร์ติชั่น ฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ให้กลายเป็นเหมือนมีฮาร์ดดิสก์เล็กกว่าหลายๆ ตัว จะช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้ เพราะพาร์ติชั่นของฮาร์ดดิสก์ยิ่งมีขนาดใหญ่ การจัดกลุ่มของข้อมูลก็จะใหญ่ตามไปด้วย โอกาสสูญเสียพื้นที่ไปโดยเปล่าประโยชน์ก็มากขึ้นด้วย 3.ก๊อบปี้ใส่แผ่นซีดี ถ้ามีไฟล์ประเภทเสียง (ไฟล์ .wav และ .mp3) ไฟล์ภาพ (.jpg .bmp. psd .tif) และไฟล์วิดีโอ (.avi .mov .mpg) อยู่ในฮาร์ดดิสก์มากๆ ควรทำสำเนาเก็บในแผ่นซีดี 4.วิ่งโปรแกรมสแกนดิสก์ (Scandisk) บ่อยๆ นอกจากจะทำให้ฮาร์ดดิสก์ทำงานได้เต็มที่แล้ว ยังช่วยให้ได้พื้นที่ที่เป็นส่วนเก็บข้อมูลที่ชำรุดกลับคืนมา 5.เรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เดือนละหน (Defragment) เพราะแฟ้มข้อมูลที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ จะเก็บไว้เป็นก้อนเล็กๆ เรียกว่าเซ็กเตอร์ (Sector) แฟ้มขนาดใหญ่มากอาจต้องเก็บเป็นร้อยๆ เซ็ก เตอร์ เมื่อมีการลบ เพิ่ม ก๊อบปี้ โยกย้ายเปลี่ยนแปลงแฟ้มข้อมูลบ่อยๆ เซ็กเตอร์ของแต่ละแฟ้มก็จะกระจายไปทั่วฮาร์ดดิสก์ ทำให้คอม พิวเตอร์ทำงานช้าลง 6.ล้างรีไซเคิลบิน (Recycle [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b9%8c-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/view_resizing_images2.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-30793" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/view_resizing_images2-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a>ใครอยากทราบวิธีใช้พื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ให้ประหยัดและคุ้มค่า</p>
<p>เราได้รวบรวมคำตอบจากผู้รู้ถึงมาตรการจัดการฮาร์ดดิสก์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไว้ดังนี้ <span id="more-30792"></span></p>
<p>1.จัดระบบแฟ้มข้อมูลให้ดี ถึงจะไม่ช่วยเพิ่มที่ว่างในฮาร์ดดิสก์โดยตรง แต่ก็ช่วยให้รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน จะได้ไม่เก็บซ้ำซ้อน</p>
<p>2.แบ่งพาร์ติชั่น การแบ่งพาร์ติชั่น ฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ให้กลายเป็นเหมือนมีฮาร์ดดิสก์เล็กกว่าหลายๆ ตัว จะช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้ เพราะพาร์ติชั่นของฮาร์ดดิสก์ยิ่งมีขนาดใหญ่ การจัดกลุ่มของข้อมูลก็จะใหญ่ตามไปด้วย โอกาสสูญเสียพื้นที่ไปโดยเปล่าประโยชน์ก็มากขึ้นด้วย</p>
<p>3.ก๊อบปี้ใส่แผ่นซีดี ถ้ามีไฟล์ประเภทเสียง (ไฟล์ .wav และ .mp3) ไฟล์ภาพ (.jpg .bmp. psd .tif) และไฟล์วิดีโอ (.avi .mov .mpg) อยู่ในฮาร์ดดิสก์มากๆ ควรทำสำเนาเก็บในแผ่นซีดี</p>
<p>4.วิ่งโปรแกรมสแกนดิสก์ (Scandisk) บ่อยๆ นอกจากจะทำให้ฮาร์ดดิสก์ทำงานได้เต็มที่แล้ว ยังช่วยให้ได้พื้นที่ที่เป็นส่วนเก็บข้อมูลที่ชำรุดกลับคืนมา</p>
<p>5.เรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เดือนละหน (Defragment) เพราะแฟ้มข้อมูลที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ จะเก็บไว้เป็นก้อนเล็กๆ เรียกว่าเซ็กเตอร์ (Sector) แฟ้มขนาดใหญ่มากอาจต้องเก็บเป็นร้อยๆ เซ็ก เตอร์ เมื่อมีการลบ เพิ่ม ก๊อบปี้ โยกย้ายเปลี่ยนแปลงแฟ้มข้อมูลบ่อยๆ เซ็กเตอร์ของแต่ละแฟ้มก็จะกระจายไปทั่วฮาร์ดดิสก์ ทำให้คอม พิวเตอร์ทำงานช้าลง</p>
<p>6.ล้างรีไซเคิลบิน (Recycle Bin) เมื่อลบแฟ้มจากฮาร์ดดิสก์ แฟ้มนั้นไม่ได้ถูกลบไปจริงๆ แต่จะถูกย้ายไปใส่ไว้ในรีไซเคิลบิน เมื่อใช้งานไปนานๆ ก็จะมีแฟ้มเก่าที่ไม่ต้องการแล้วอยู่ในรีไซเคิลบินเต็มไปหมด ซึ่งกินเนื้อที่ของฮาร์ดดิสก์ไปหลายเมกะไบต์</p>
<p>7.ล้างอินเตอร์เน็ตแคช ที่พักข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต หรืออินเตอร์เน็ตแคช จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใช้งานอินเตอร์เน็ตนานๆ ถึงแม้จะช่วยให้เปิดหน้าเว็บที่เคยเปิดได้เร็วขึ้น แต่ถ้าต้องการเนื้อที่ในฮาร์ดดิสก์จริงๆ ก็สามารถลบข้อมูลในแคชได้</p>
<p>8.กำจัดปลั๊กอิน (Plug-in) ปลั๊กอิน เป็นโปรแกรมที่ทำให้เว็บบราวเซอร์มีความสามารถเพิ่มขึ้น เมื่อใช้อินเตอร์เน็ตไปนานๆ ในฮาร์ดดิสก์ก็จะมีปลั๊กอินมากมาย ควรเลือกลบอันที่ไม่ได้ใช้ออกบ้าง</p>
<p>9.ล้างประวัติการท่องเว็บ Internet Explorer มีโฟลเดอร์สำหรับ เก็บที่อยู่ของเว็บไซต์ ลองเข้าไปในโฟลเดอร์ชื่อ History ซึ่งอยู่ในโฟลเดอร์ Windows ก็จะสามารถลบแฟ้มต่างๆ ได้</p>
<p>10.ค้นหาและทำลายแฟ้มขยะ เมื่อใช้คอมพิวเตอร์ไปนานๆ จะมีแฟ้มสำรองเป็นแฟ้มที่มีนามสกุลเป็น .bak (ย่อมาจาก backup) และแฟ้มชั่วคราวที่มีนามสกุล tmp (ย่อมาจาก temp) และไฟล์ที่มีเครื่องหมายนี้ ~ นำหน้า เช่น แฟ้มชื่อ ~abc.exe แฟ้มเหล่านี้เป็นแฟ้มที่ลบทิ้งไปได้โดยไม่ทำให้เกิดปัญหา</p>
<p>11.ลบฟอนต์ที่ไม่จำเป็น การเก็บฟอนต์ที่เกินความต้องการไว้มากๆ นอกจากจะทำให้เปลืองเนื้อที่แล้ว ยังทำให้วินโดวส์ทำงานช้าลงอีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : ข่าวสด</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b9%8c-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b9%8c-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลุ้นแมตเทลผลิตตุ๊กตาบาร์บี หัวโล้นเพื่อเด็กป่วยมะเร็ง</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Jan 2012 03:17:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[ปกิณกะ]]></category>
		<category><![CDATA[ตุ๊กตาบาร์บี]]></category>
		<category><![CDATA[บาร์บีหัวโล้น]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กป่วยเป็นมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[แมตเทล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30785</guid>
		<description><![CDATA[ผู้รณรงค์เรียกร้องผู้ผลิตของเล่นยักษ์ใหญ่ แมตเทล ผลิตตุ๊กตาบาร์บีออกมาเพื่อช่วยสนับสนุนเด็กๆที่ป่วยเป็นมะเร็ง มีอะไรอีกบ้าง ที่ตุ๊กตาหน้าสวยอย่าง บาร์บี ยังไม่ได้เป็น   นักบินอวกาศ สถาปนิค นักซิ่งรถแข่ง และผู้ประกาศ เธอก็ผ่านมาหมดแล้ว ขณะนี้ บาร์บีผู้งดงาม กำลังเจอสิ่งท้าท้ายจากชุมชนออนไลน์ที่อยากให้เธอหัวโล้นสักครั้ง เว็บเพจเฟซบุ๊คภายใต้ชื่อ &#8220;Beautiful and Bald Barbie! Let&#8217;s see if we can get it made&#8221;  หรือ &#8220;บาร์บีโล้นและงดงาม มาคอยดูกัน พวกเราจะได้เห็นเธอหรือไม่&#8221;  เริ่มเปิดตัวไม่กี่วันก่อนวันคริสต์มาสปีที่ผานมา โดยผู้รณรงค์ มีเป้าหมายให้ผู้ผลิตของเล่นยักษ์ใหญ่แมตเทล ผลิตตุ๊กตาบาร์บีออกมาเพื่อช่วยสนับสนุนเด็กๆที่ป่วยเป็นมะเร็ง รีเบคคา ไซปิน กับเจน บิงแฮม ซึ่งต่างได้รับผลกระทบจากโรคร้าย เจ้าของไอเดีย มองว่า บาร์บีเป็นของเล่นเด็กที่มีอิทธิพลมาก จึงเชื่อว่าบาร์บีโล้นจะช่วยกระตุ้นให้สังคมหันมาสนใจเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งมากขึ้น บิงแฮม  ผมร่วงหมดศีรษะเพราะการทำเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วน คิน อินิช ลูกสาววัย 12 ปีของไซปิน กลายเป็นเด็กหัวโล้นขณะเข้าสู่วัยรุ่น ผลจากการต่อสู้กับลูคิเมีย มีเด็กหญิงจำนวนมากทุกข์ใจกับผมร่วงหมดศีรษะเพราะเคมีบำบัด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_429750_1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30786" title="news_img_429750_1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_429750_1-247x300.jpg" alt="" width="247" height="300" /></a></p>
<p><strong>ผู้รณรงค์เรียกร้องผู้ผลิตของเล่นยักษ์ใหญ่ แมตเทล ผลิตตุ๊กตาบาร์บีออกมาเพื่อช่วยสนับสนุนเด็กๆที่ป่วยเป็นมะเร็ง</strong></p>
<p>มีอะไรอีกบ้าง ที่ตุ๊กตาหน้าสวยอย่าง บาร์บี ยังไม่ได้เป็น   นักบินอวกาศ สถาปนิค นักซิ่งรถแข่ง และผู้ประกาศ เธอก็ผ่านมาหมดแล้ว ขณะนี้ บาร์บีผู้งดงาม กำลัง<span id="more-30785"></span>เจอสิ่งท้าท้ายจากชุมชนออนไลน์ที่อยากให้เธอหัวโล้นสักครั้ง</p>
<p>เว็บเพจเฟซบุ๊คภายใต้ชื่อ &#8220;Beautiful and Bald Barbie! Let&#8217;s see if we can get it made&#8221;  หรือ &#8220;บาร์บีโล้นและงดงาม มาคอยดูกัน พวกเราจะได้เห็นเธอหรือไม่&#8221;  เริ่มเปิดตัวไม่กี่วันก่อนวันคริสต์มาสปีที่ผานมา โดยผู้รณรงค์ มีเป้าหมายให้ผู้ผลิตของเล่นยักษ์ใหญ่<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E1%C1%B5%E0%B7%C5" target="_blank">แมตเทล</a> ผลิตตุ๊กตาบาร์บีออกมาเพื่อช่วยสนับสนุนเด็กๆที่ป่วยเป็นมะเร็ง</p>
<p>รีเบคคา ไซปิน กับเจน บิงแฮม ซึ่งต่างได้รับผลกระทบจากโรคร้าย เจ้าของไอเดีย มองว่า บาร์บีเป็นของเล่นเด็กที่มีอิทธิพลมาก จึงเชื่อว่าบาร์บีโล้นจะช่วยกระตุ้นให้สังคมหันมาสนใจเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งมากขึ้น</p>
<p>บิงแฮม  ผมร่วงหมดศีรษะเพราะการทำเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วน คิน อินิช ลูกสาววัย 12 ปีของไซปิน กลายเป็นเด็กหัวโล้นขณะเข้าสู่วัยรุ่น ผลจากการต่อสู้กับลูคิเมีย</p>
<p>มีเด็กหญิงจำนวนมากทุกข์ใจกับผมร่วงหมดศีรษะเพราะเคมีบำบัด อีกทั้งเด็กหญิงจำนวนไม่น้อยมีปมในใจในการยอมรับผู้เป็นแม่ที่ศีรษะโล้นจากเคมีบำบัด ตลอดจนพี่ป้าน้าอา ย่ายาย หรือเพื่อนๆที่เคยมีผมยาวแต่อยู่ดีๆกลายเป็นหัวโล้น</p>
<p>สตรีทั้งสองเคยส่งจดหมายติดต่อบริษัท<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E1%C1%B5%E0%B7%C5" target="_blank">แมตเทล</a>ก่อนหน้านี้ และได้รับจดหมายตอบมาว่า<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E1%C1%B5%E0%B7%C5" target="_blank">แมตเทล</a> ไม่มีนโยบายรับไอเดียจากภายนอก  บาร์บี ตุ๊กตาความสูงระดับเดียวกันหมด 29 เซ็นติเมตร เป็นของเล่นยอดนิยมตลอดกาลชิ้นหนึ่งของเด็กหญิงเรื่อยจนถึงวัยผู้ใหญ่ ราคาขายมีตั้งแต่ 10 เหรียญในห้างวอลล์มาร์ต หรือสูงลิ่วถึง  7,000 เหรียญบนเวบไซต์อีเบย์</p>
<p>ตลอด 53 ปีนับจากเปิดตัวครั้งแรก บาร์บีมี ทั้งดังมีทั้งดับ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอแสดงให้เด็กหญิงตัวน้อยเห็นก็คือ อยากเป็นอะไรก็เป็นได้ จะเป็นเกรซ เคลลี ผู้สวยงามและสง่าก็ได้  สวมบู้ทสูงเลยเข่า หรือหลุดกรอบตุ๊กตาน่ารัก เป็นบาร์บีที่มีรอยสัก อุ้มท้อง และนั่งบนเก้าอี้รถเข็น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

