Share เพียงแค่ ๑ เดือนเศษๆ ปัญหาของเกษตรกรไทยพลิกผันจากหน้ามือกลายเป็นหลังมือ จากภัยแล้งรุนแรงจนทำอะไรไม่ได้กลับกลายเป็นน้ำท่วมจนทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน อาชีพเกษตรกรน่าเห็นใจ เพราะไม่มีรายได้ประจำ
Share ในโลกแห่งยุคสังคมข่าวสาร มีช่องทางการสื่อสารมากมายที่ทำให้เราได้รับรู้ข่าวสาร ใน ๑ วันเราจึงรับรู้ข่าวสารได้ไม่จำกัดและแทบทุกเวลา อะไรที่มากเกินพอดีมักสร้างปัญหา เราต้องยอมรับว่าเรื่องราวของข่าวสารในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเราเป็นอย่างมาก ในโลกของการแข่งขัน การนำเสนอข่าวต้องมีจุดขายเพื่อเรียกความสนใจจากผู้บริโภคข่าวให้ได้มากที่สุด และวิธีหนึ่งที่สื่อมวลชนมักเอามาใช้ขายข่าวก็คือ โทนการเสนอข่าวที่ทำให้เกิดความเครียด หรือความกลัว (ไมร์นา บลิท , SPIN SISTERS) และมักจะใช้ได้ผลข่าว ที่นำเสนอแล้วทำให้เกิดความเครียด หรือความกลัวจะอยู่ในกระแสของความสนใจ หากเรารับข่าวสารลักษณะนี้เป็นประจำและในปริมาณมาก ตัวเราเองที่จะเกิดความเครียดและอยู่กับความเครียด เหมือนคนจนมุมหาทางออกไม่ได้เพราะสังคมในโลกยุคข่าวสารเราไม่อาจปฏิเสธการรับข่าวสารได้ เพื่อปกป้องตัวเองจากสงครามข่าวสารที่เผยแพร่เรื่องเครียดๆ เข้ามาทำร้ายเรา เราจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีรับมือ เพื่อให้เราหลุดจากความเครียด เรียนรู้ที่จะอยู่กับเรื่องเครียดๆ เหล่านั้นเพราะมันคือส่วนหนึ่งในชีวิตที่ทุกคนต้องเจอ กรณีสื่อต่างๆ มักจะโน้มน้าวหรือทำเราคิดว่าชีวิตแต่ละวันเต็มไปด้วยความเครียด ไม่ว่าจะภาวะโลกร้อน สังคมที่ฟอนเฟะ หรือการเมืองที่วุ่นวาย ฯลฯ จริงอยู่ ที่เรื่องเหล่านี้คือความจริง แต่ไม่ใช่ว่ามันจะอยู่กับเราทั้งวันหรือทุกวัน และมันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราอยู่ไม่ได้ เรื่องเครียดเหล่านี้ถ้าเรามองจากทั้งชีวิตของคนคนหนึ่งในแต่ละช่วงเวลา เราจะมีเรื่องให้เครียด ผ่านเข้ามาเป็นช่วง เพราะฉะนั้นข่าวสารที่เครียดถือเป็นเรื่องห่างตัวเราและเป็นแค่เรื่องเพียงไม่กี่เรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราเท่านั้น ยอมรับในสิทธิส่วนบุคคลและตัวตนของคนในครอบครัว เราอาจจะมีความห่วงกังวลกับการรับเลือกข่าวสารของคนในครอบครัว โดยเฉพาะกับลูกๆ ที่เราอาจจะมองว่าด้อยประสบการณ์หรือขาดวิจารณญาณ เราควรให้คำชี้แนะมากกว่าปิดกั้น เพราะทุกคนมีสิทธิ์ในการรับข่าวสารได้เท่าเทียมกัน และความชอบในหัวข้อหรือเรื่องที่ แต่ละคนสนใจถือเป็นตัวตนของคนคนนั้น เราจึงไม่ควรเก็บมาเครียดหรือกังวล ที่คนในครอบครัวมีมุมมองหรือแนวคิดเกี่ยวกับข่าวสารที่ไม่เหมือนเรา สิ่งที่เราควรพิจารณาก็คือผลลัพธ์จากการเสพข่าวสารได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนให้กับส่วนรวมหรือเฉพาะตัวเราเอง [...]
Share โดย ดังตฤณ ผมเคยอยากเป็นคนถือธงประจำกองร้อยลูกเสือ ของโรงเรียนในงานสวนสนามใหญ่ เหตุผลเพราะเป็นคนเดียวในกองร้อยที่แยกออกมา และมีสิทธิ์ให้องค์กษัตริย์ท่านทอดพระเนตรจากที่ประทับเบื้องสูง เห็นเราเป็น เป้าเด่นกว่าคนอื่นๆ นั่นคงเป็นความรู้สึกเยี่ยงคนเดินดินปรารถนาให้ดวงตาสวรรค์แลมา และรับรู้ว่ามีตัวเราอยู่ในโลกนี้อีกคนหนึ่ง ประสบการณ์วัยเด็กครั้งนั้น ถือเป็นโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวใกล้ชิดที่สุดในชีวิต ท่ามกลางเสียงกลองจังหวะมาร์ชที่บันดาลพลังระดมพล จำได้สนิทว่าทุกคนมีศูนย์รวมความรู้สึก ตรงกันคือ องค์ประมุขผู้ปรากฏประดุจสิ่งมหัศจรรย์แห่งวันงาน ในความรับรู้วัยเด็ก ผมทราบจากคนอื่นว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านเป็นเบื้องบนผู้ควรแก่การเคารพ ขณะเดียวกันก็ทราบจากความรู้สึกของตนเอง ว่าท่านมีรัศมีพิเศษที่ทรงอิทธิพลกระทบความรู้สึกคนเห็น คนอื่นอาจไม่สงสัย แต่ผมสงสัย ว่าเหตุใดวันธรรมดาของพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนไทยทั้งแผ่นดิน เหตุใดคนไทยยังเทิดสถาบันกษัตริย์ ไว้ในที่สูงเหนือการแตะต้อง และเหตุใดความรู้สึกของมหาชน จึงรวมศูนย์ไปอยู่ที่ บุคคลเพียงคนเดียว ได้อย่างพร้อมเพรียงไม่แตกแถว ผมอยากทำความเข้าใจว่า ทำไมแค่เห็นก็นึกอยากเสียสละทุกสิ่งเพื่อพระองค์ท่าน และที่สำคัญ เพราะอะไรราชวงศ์ในโลกยังมีอยู่หลายประเทศ แต่ความภูมิใจของพสกนิกรที่มีต่อองค์พระประมุขของตนจึงไม่เท่าเทียมกัน ถึงวันนี้คิดว่ามีคำตอบให้ตัวเอง รัศมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ฉายออกมาให้สัมผัสด้วยใจนั้น คือหลักฐานแห่งการุณยภาพอันยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องเห็นว่าพระองค์ท่าน เคยบำเพ็ญพระราชกรณียกิจไว้แค่ไหน ณ แห่งหนตำบลใดบ้าง ใครๆก็ต้องเชื่อว่าพระองค์ท่าน มีพระชนม์ชีพเพื่อคนอื่นมานานแสนนาน กระแสดึงดูดให้รู้สึกรัก รู้สึกศรัทธาท่วมท้น มิได้หลั่งมาจากฟากสวรรค์ มิใช่ลอยมาจากการที่มนุษย์อุปโลกน์มนุษย์ด้วยกัน ให้เป็นองค์สมมติเทพ ทว่าเป็นผลธรรมดามาจากปัจจุบันกรรม [...]
Share ความคิด ความเห็น คือสิ่งที่แสดงความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล ความคิดของคนเราเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ ทุกคนมีอิสระที่จะคิด แต่ไม่ได้มีอิสระที่จะทำได้ตามที่คิดหมดทุกเรื่อง เพราะผลกระทบจากความคิดจะมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งที่ได้รับกระแสความคิดนั้น คำกล่าวที่ว่า “ถ้าเราเพียงแค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตของเราก็จะเปลี่ยน” ยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ ผลกระทบของความคิดจะเกิดขึ้นกับตัวเราทันทีเป็นเบื้องแรก เมื่อเราทำตามที่คิดก็จะเกิดผลกระทบต่อคนรอบข้าง และขยายออกสู่วงกว้างถ้าความคิดและการกระทำนั้นมีอิทธิพลมากพอ ผลกระทบความคิดที่ออกมาจะเป็นไปในทางดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับการกลั่นกรองของคนคิด และการตัดสินจากสังคมซึ่งไม่มีอะไรเป็นมาตรวัดความถูกผิดที่แน่นอน ฉะนั้นความคิดหนึ่งความคิดของคนๆหนึ่งอาจจะมีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยปะปนกันอยู่มากมาย แนวคิดทางการเมืองของคนไทยในขณะนี้ภาพรวมยังยืนอยู่บนความขัดแย้ง มีความคิดเห็นที่ต่างกันสุดขั้ว จนลงเอยด้วยการกระทำที่รุนแรงใช้กำลังประทุษร้ายต่อกัน เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขเพื่อลบความขัดแย้งหรือลบการกระทำที่รุนแรงออกจากประวัติศาสตร์ของประเทศไทยได้ วันนี้บนความคิดเห็น ๖๓ ล้านความคิดของคนไทยที่มีทั้งเหมือน และแตกต่างกันปะปนกันอยู่ ถ้าเรายังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปแบบนี้ สมการสำหรับประเทศไทยไม่ต้องคิดหลายชั้นทุกฝ่ายสามารถคิดได้และคำตอบที่ได้จะออกมาเหมือนกันก็คือ ไทยขัดแย้ง +ไทย ขัดแย้ง = ไทยเสื่อมถอย ตามสมการหากเราทะเลาะกันเองประเทศไทยจะไม่เหลืออะไรกลายเป็นศูนย์ เราจะทำอย่างไร ที่จะหยุดหรือชะลอความขัดแย้งไม่ให้บานปลายกลายเป็นความรุนแรง ถึงกับใช้กำลังทำลายล้างกันอีกครั้ง ความคิดที่แตกต่างกันมากเปรียบดังสีขาวกับดำ หากจะให้เปลี่ยนมาให้เห็นพ้องต้องกันคงเป็นเรื่องยาก เราน่าที่จะหาจุดร่วมทางความคิดที่เรามีเหมือนกันมาใช้ร่วมกันเพื่อลดบรรยากาศของความขัดแย้ง ข้อสำคัญก็คือเมื่อคิดได้แล้วต้องทำตามที่คิดได้ด้วย การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขจึงจะกลับมาสู่บ้านเมืองของเราได้ มีจุดร่วมหรือประเด็นอะไรบ้างที่เราควรมองร่วมกัน ทุกคนคือคนไทย เราเป็นคนไทยเหมือนกัน เราจึงควรจะยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ ต้องมีการแลกเปลี่ยนทางความคิด รับฟังปัญหาของคนไทยด้วยกัน และยอมรับในตัวตนของกันและกัน หากจะมีความผิดหรือข้อผิดพลาดใดๆ เราคนไทยควรรับผิดชอบร่วมกันและรู้จักอภัยให้กัน ปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมไม่ลำเอียง ต้องยึดถือความถูกต้องเป็นหลัก การกระทำใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นหากเราให้น้ำหนัก [...]
Share ภาพยนตร์โฆษณาขอโทษประเทศไทยในส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับการสั่งห้ามเผยแพร่โฆษณาทางโทรทัศน์เรื่อง “ขอโทษประเทศไทย” ซึ่งเป็นโฆษณาของกลุ่มพลังบวก มีเหตุผลอะไร? หรือว่า เป็นวิธีสร้างความสนใจให้เกิดขึ้น โดยการทำให้เกิดกระแสความสนใจในโลกออนไลน์ก่อนแล้วจึงค่อยนำมาออกอากาศทางโทรทัศน์อีกที ถ้าเป็นในลักษณะนี้ บอกได้เลยว่าเป็นแผนโปรโมทโฆษณา(ถ้าจริงก็น่าจะสำเร็จแล้วเพราะใน google มีการ search ไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ครั้งแล้ว) แต่ประเด็นนี้ผมไม่ได้ให้น้ำหนักมากและไม่ว่าจะเป็นโปรโมทหรือไม่ มันไม่ใช่สาระสำคัญอะไร แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือเนื้อหาในโฆษณาและสิ่งที่เราจะได้จากการห้ามออกอากาศในครั้งนี้ เนื้อหาหลักในโฆษณาก็คือ การที่สังคมไทยอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เกิดจากการกระทำคนไทยทุกคนเราไม่ควรกล่าวโทษใครคนใดคนหนึ่งการจะแก้ไขความผิดพลาดในครั้งนี้คนไทยทุกคนต้องช่วยกัน แค่เนื้อหาก็โดนใจแล้วแม้จะดูเหมือนการต่อว่าการกระทำที่ผ่านมาของคนไทยทุกคนแต่ก็เป็นความจริง ภาพที่เห็นในโฆษณาเกือบทั้งหมดจึงเป็นภาพจากเหตุการณ์จริงต่างจากโฆษณาทั่วๆไปที่เกิดจากการถ่ายทำ ในความเห็นของผมเนื้อหาการโฆษณาไม่น่าจะเป็นประเด็นปัญหา เหตุผลที่โดนแบนน่าจะอยู่ที่ภาพมากกว่า สำหรับคณะกรรมการฯ ภาพที่ออกมาอาจจะดูรุนแรงทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศดูไม่ดี แต่สำหรับผมมันคือภาพของความเป็นจริงและภาพเหล่านั้นที่เห็นก็เป็นการกระทำของคนไทยใช่ใครอื่น ขนาดภาพที่รุนแรงแบบนั้นออกมาในข่าวช่วงก่อนหน้านั้นเรายังคิดไม่ได้ว่าควรเลิกทะเลาะกัน เมื่อมีโฆษณาพร้อมข้อความสะกิดใจให้คิดมาตอกย้ำเราอาจจะคิดกันได้บ้างก็เป็นได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงคิดว่าไม่น่าห้ามออกอากาศโฆษณาเรื่องนี้ ในมุมมองของผมการห้ามออกอากาศครั้งนี้ยังมีเรื่องดีที่เราไม่ควรให้ผ่านไปพร้อมกับความสงสัยว่า “ทำไมต้องแบน ?” อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการตอบสนอง “เครือข่ายคิดบวก” ผู้จัดทำโฆษณาเรื่องนี้ ที่ว่าไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขอให้คนไทยมีมุมมองในแง่ดีและคิดอย่างสร้างสรรค์เพื่อผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดี การห้ามออกอากาศโฆษณา “ขอโทษประเทศไทย” ทำให้ผมได้รู้ว่า ๑. คนไทยทุกคนไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับการสั่งห้ามในครั้งนี้ทุกคนไม่อยากเห็นภาพการทำร้ายประเทศไทยแบบนั้นอีกแล้ว ๒. การสื่อสารในโลกยุคปัจจุบันไม่มีพรมแดน ไม่มีใครสามารถปิดการรับรู้ของคนในสังคมได้ ๓. สิ่งใดยิ่งห้าม ยิ่งปิดบัง ยิ่งทำให้อยากรู้ ๔. เราจะดูถูกในภูมิปัญญาหรือแนวคิดของคนอื่นต่อไปไม่ได้อีกแล้ววิธีที่ดีที่สุด เปิดโอกาสให้คนในสังคม [...]