<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ASA Media : อาสามีเดีย &#187; บทวิเคราะห์</title>
	<atom:link href="http://www.asamedia.org/category/article/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.asamedia.org</link>
	<description>สื่อสีขาว สื่อสร้างสรรค์ สร้างจิตสำนึกดี</description>
	<lastBuildDate>Fri, 03 Feb 2012 17:04:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>ผู้ประสบภัยอ่วมต้นทุน&#8221;ซ่อมบ้าน&#8221;พุ่ง</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%8b/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%8b/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Dec 2011 08:11:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การขึ้นค่าแรง]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าซ่อมบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ตรึงราคาวัสดุก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับราคาก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาวัสดุก่อสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30040</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ประสบภัยเตรียมรับมือ ต้นทุน &#8220;ซ่อมบ้าน&#8221; อ่วม ธุรกิจรับสร้างบ้าน ประเมินวัสดุก่อสร้างปรับราคา หลังประกาศใช้อัตราค่าแรงใหม่ 300 บาท นางกรานต์จนรักษ์ อินนันชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แลนดี้ โฮม จำกัด เปิดเผยว่า ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับราคาระลอกใหม่หลังไตรมาส 2 ปีหน้า หลังการประกาศใช้ค่าแรงอัตราใหม่ในเดือน เม.ย.2555 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงต่อราคาวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านเกือบทุกประเภท ส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ  โดยราคาวัสดุก่อสร้าง ทั้งไม้และปูน รวมถึงอุปกรณ์ อื่นๆ เช่น กระเบื้องปูพื้น อุปกรณ์ห้องน้ำ และเฟอร์นิเจอร์ มีแนวโน้มปรับราคาจากหลายปัจจัย รวมถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาวัสดุก่อสร้าง จะยังไม่ปรับขึ้นทันทีหลังการประกาศใช้ค่าแรงอัตราใหม่ เพราะจะเกิดภาวะตลาดช็อก จากนั้นการปรับราคาจะตามมาหลังการปรับค่าแรง &#8220;อยากให้รัฐบาลและกรมการค้าภายใน ช่วยเข้ามาดูแลวัสดุก่อสร้าง ออกมาตรการตรึงราคา และมาตรการนำเข้าวัสดุ เพื่อรองรับสถานการณ์วัสดุขาดแคลน ทั้งสาเหตุจากน้ำท่วมและการขึ้นค่าแรง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มหลังจากไตรมาส 2&#8243; ผู้บริหารแลนดี้โฮม กล่าวและว่า อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นแลนดี้โฮม ยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นราคาก่อสร้าง เพราะเพิ่งปรับขึ้นไปและมีสต็อกวัสดุก่อสร้างเก่าที่สต็อกไว้จำนวนมาก ก่อนวัสดุขึ้นราคาเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่สำหรับปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%8b/" layout="button_count"></fb:like></span><p><strong><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/Image00001.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-30041" title="Image00001" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/Image00001-300x217.jpg" alt="" width="300" height="217" /></a>ผู้ประสบภัยเตรียมรับมือ ต้นทุน &#8220;ซ่อมบ้าน&#8221; อ่วม ธุรกิจรับสร้างบ้าน ประเมินวัสดุก่อสร้างปรับราคา หลังประกาศใช้อัตราค่าแรงใหม่ 300 บาท</strong></p>
<p>นางกรานต์จนรักษ์ อินนันชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แลนดี้ โฮม จำกัด เปิดเผยว่า ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับราคาระลอกใหม่หลังไตรมาส 2 ปีหน้า หลังการประกาศใช้ค่าแรงอัตราใหม่ในเดือน<span id="more-30040"></span> เม.ย.2555 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงต่อราคาวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านเกือบทุกประเภท ส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ  โดยราคาวัสดุก่อสร้าง ทั้งไม้และปูน รวมถึงอุปกรณ์ อื่นๆ เช่น กระเบื้องปูพื้น อุปกรณ์ห้องน้ำ และเฟอร์นิเจอร์ มีแนวโน้มปรับราคาจากหลายปัจจัย รวมถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาวัสดุก่อสร้าง จะยังไม่ปรับขึ้นทันทีหลังการประกาศใช้ค่าแรงอัตราใหม่ เพราะจะเกิดภาวะตลาดช็อก จากนั้นการปรับราคาจะตามมาหลังการปรับค่าแรง<br />
&#8220;อยากให้รัฐบาลและกรมการค้าภายใน ช่วยเข้ามาดูแลวัสดุก่อสร้าง ออกมาตรการตรึงราคา และมาตรการนำเข้าวัสดุ เพื่อรองรับสถานการณ์วัสดุขาดแคลน ทั้งสาเหตุจากน้ำท่วมและการขึ้นค่าแรง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มหลังจากไตรมาส 2&#8243; ผู้บริหารแลนดี้โฮม กล่าวและว่า อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นแลนดี้โฮม ยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นราคาก่อสร้าง เพราะเพิ่งปรับขึ้นไปและมีสต็อกวัสดุก่อสร้างเก่าที่สต็อกไว้จำนวนมาก ก่อนวัสดุขึ้นราคาเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่สำหรับปี 2555 อาจต้องพิจารณาแนวโน้มค่าวัสดุก่อสร้างและค่าแรงอีกครั้ง<br />
ด้านนายสาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการ สายการขายและการตลาด บริษัท กระเบื้องหลังคาตราเพชร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากรัฐบาลจะสร้างสมดุลให้กับภาคธุรกิจ หลังการปรับค่าแรง 300 บาทในเดือน เม.ย.2555 รัฐบาลคงต้องนำ 2 มาตรการมาใช้ควบคู่กัน คือ ปรับเพิ่มค่าแรง และมาตรการภาษี จึงจะช่วยลดภาระของภาคเอกชนหลังประกาศใช้ค่าแรงใหม่  หากปรับขึ้นเฉพาะค่าแรง เอกชนจะได้รับผลกระทบแน่ และจะส่งผลกระทบต่อการปรับราคาวัสดุก่อสร้าง<br />
อย่างไรก็ตาม หากจะมีการปรับราคาวัสดุก่อสร้าง คงจะไม่มองเพียงองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง แต่จะต้องศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากหลายส่วน ทั้ง ราคาวัตถุดิบ อัตราค่าแรงขั้นต่ำ สำหรับตราเพชร จะยังสามารถรับภาระไว้ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<p>ภาพ : oknation</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%8b/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%8b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำท่วมว่าทุกข์แล้ว น้ำลดทุกข์จะมากกว่า</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Nov 2011 14:28:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะหลังน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเครียด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=29496</guid>
		<description><![CDATA[“มหาอุทกภัย” ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยปี 2554 ส่งผลให้ 63 จังหวัดถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ อย่างเป็นทางการ (ข้อมูลตั้งแต่เดือนส.ค. &#8211; 21 พ.ย.) รวมไปถึงกรุงเทพมหานครที่ 36 เขต จาก 50 เขตถูกประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติเช่นกัน (บางเขตน้ำท่วมไม่เต็มพื้นที่ แต่ประกาศเพื่อสะดวกต่อการทำทะเบียนผู้ภัย) จนต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ ความรุนแรงของกระแสน้ำหนนี้ จึงไม่เพียงแต่พัดพาความเสียหายจำนวนมากมาสู่ ประเทศไทย แต่ยังปลุกให้ “คนไทย” ทั้งประเทศ เกิดความตระหนักถึงคำว่า “ภัยธรรมชาติ” ที่กลายเป็นภัยใกล้ตัว และทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน ปัญหาภัยพิบัติเป็นปัญหาระดับชาติ ที่ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งที่จะแก้ไขได้ แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน วันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา สสส.และ เครือข่ายภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เคยได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ได้ร่วมกันประชุมหารือเรื่อง “แผนฟื้นฟู หลังอุทกภัย” นัดแรก ความเห็นจากการประชุมวันนั้นสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการจัดการกับปัญหาภัยพิบัติที่ดี ต้องเริ่มตั้งแต่การป้องกันก่อนภัยพิบัติจะมา การรับมือที่มีปัญหามากมายอย่างปัจจุบัน เพราะชุมชนและท้องถิ่นขาดการวางแผนและเตรียมการที่ดี และจากประสบการณ์ในหลายพื้นที่ที่เคยประสบภัยพิบัติพูดตรงกันว่า “หลังจากน้ำลดแล้วปัญหาจะหนักกว่าตอนที่น้ำท่วมอยู่อย่างมาก” ดังนั้น เราต้องเริ่มเตรียมการเพื่อฟื้นฟูหลังจากน้ำลดตั้งแต่ตอนนี้ ถ้ารอจนน้ำลด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/การลงทุนหลังภาวะำน้ำลด-300x199.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-29497" title="การลงทุนหลังภาวะำน้ำลด-300x199" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/การลงทุนหลังภาวะำน้ำลด-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p><strong>“มหาอุทกภัย” ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยปี 2554 ส่งผลให้ 63 จังหวัดถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ อย่างเป็นทางการ</strong></p>
<p>(ข้อมูลตั้งแต่เดือนส.ค. &#8211; 21 พ.ย.) รวมไปถึงกรุงเทพมหานครที่ 36 เขต จาก 50 เขตถูกประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติเช่นกัน (บางเขตน้ำท่วมไม่เต็มพื้นที่ แต่ประกาศเพื่อสะดวกต่อการทำทะเบียนผู้ภัย) จนต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่<span id="more-29496"></span><br />
ความรุนแรงของกระแสน้ำหนนี้ จึงไม่เพียงแต่พัดพาความเสียหายจำนวนมากมาสู่ ประเทศไทย แต่ยังปลุกให้ “คนไทย” ทั้งประเทศ เกิดความตระหนักถึงคำว่า “ภัยธรรมชาติ” ที่กลายเป็นภัยใกล้ตัว และทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน<br />
ปัญหาภัยพิบัติเป็นปัญหาระดับชาติ ที่ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งที่จะแก้ไขได้ แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน วันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา สสส.และ เครือข่ายภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เคยได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ได้ร่วมกันประชุมหารือเรื่อง “แผนฟื้นฟู หลังอุทกภัย” นัดแรก<br />
ความเห็นจากการประชุมวันนั้นสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการจัดการกับปัญหาภัยพิบัติที่ดี ต้องเริ่มตั้งแต่การป้องกันก่อนภัยพิบัติจะมา การรับมือที่มีปัญหามากมายอย่างปัจจุบัน เพราะชุมชนและท้องถิ่นขาดการวางแผนและเตรียมการที่ดี และจากประสบการณ์ในหลายพื้นที่ที่เคยประสบภัยพิบัติพูดตรงกันว่า “หลังจากน้ำลดแล้วปัญหาจะหนักกว่าตอนที่น้ำท่วมอยู่อย่างมาก” ดังนั้น เราต้องเริ่มเตรียมการเพื่อฟื้นฟูหลังจากน้ำลดตั้งแต่ตอนนี้ ถ้ารอจนน้ำลด เราก็จะวิ่งตามปัญหาเหมือนเช่นเดิม และความสูญเสียก็จะตามมาอย่างมากมายจนรับมือไม่ไหว<br />
“ข่าวดี” เราพบว่าหลายจังหวัด และหลายพื้นที่ ปริมาณน้ำลดลงและเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ “ข่าวร้าย” คือสิ่งที่ “น้องน้ำ” ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ก่อนจากลาไป คือ “ความเสียหาย” ในทุกๆ มิติ อาทิ<br />
ปัญหาขยะล้นเมือง&#8230;ข้อมูลจากเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ชี้ให้เห็นว่าภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2553 ขยะจากเดิม 180 ตัน เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 ตัน<br />
โรคระบาดหนัก&#8230;ทั้งโรคไข้เลือดออกจากยุงลายที่เพาะพันธุ์ในจุดที่มีน้ำขังหรืออหิวาตกโรค ท้องร่วง และโรคฉี่หนู ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หากไม่สามารถกำจัดขยะได้ภายใน 7 วัน เพราะแมลงวันจะเต็มเมือง และกองทัพหนูจะออกอาละวาด<br />
โรคเครียด&#8230;ที่เกิดจากการอาศัยอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัตินานเกินไปรวมถึงเกิดขึ้นกับคนที่สูญเสียบ้าน ครอบครัว และอาชีพการงาน<br />
ความเสียหายที่ซ่อมแซมได้&#8230;หลังน้ำลดจะพบเห็นซากความเสียหายของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน  และยานพาหนะอื่นๆ จำนวนมาก ปัญหาคือ ขาดแคลนช่างซ่อมจำนวนมากพอต่อกับความเสียหายที่เกิดขึ้น<br />
ตัวอย่างข้างต้น เป็นเพียงบางส่วนของปัญหาที่จะผุดขึ้นหลังน้ำลด แต่ความหนาแน่นของปัญหา มีปัจจัยเป็นสภาพพื้นที่ สภาพความเข้มแข็งของคนในชุมชนนั้นๆ ด้วย<br />
ทั้งนี้ ขอยกตัวอย่างท้องถิ่นที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ แต่สามารถบริหารจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ เพื่อจะเป็นประโยชน์กับท้องถิ่นอื่นๆ ที่กำลังประสบอุทกภัยในขณะนี้<br />
“เทศบาลนครหาดใหญ่” จ.สงขลา เป็นท้องถิ่นต้นแบบ ที่มีรูปแบบการจัดการปัญหาที่น่าสนใจ เมื่อครั้งที่ อ.หาดใหญ่ โดนน้ำท่วมหนักเมื่อปลายปี 2553 แม้น้ำจะท่วมหนักเพียง 3 วัน แต่จำเป็นต้องใช้ “การบริหารจัดการในช่วงวิกฤติ” (Crisis management) เพื่อขจัดปัญหาความขัดแย้งทั้งเรื่องการพังพนังกั้นน้ำ หรือข่าวลือต่างๆ<br />
ที่นี่มีรูปแบบการจัดการขยะหลังน้ำลดที่ดีมาก โดยมีการศึกษาและคาดการณ์ล่วงหน้าว่าปริมาณขยะจะเพิ่มขึ้นจากเดิมหลาย 100 เท่า ที่สำคัญ ส่วนใหญ่เป็นขยะอินทรีย์ที่เน่าเสียได้ ดังนั้น หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการใดๆ จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี<br />
จึงต้องมี การจัดการขยะที่เป็นระบบ เริ่มต้นจากการกำหนดจุดให้ชาวบ้านนำขยะมาทิ้ง จากนั้น ต้องเปิดรับอาสาสมัครคัดแยกขยะ เพื่อส่งต่อขยะที่คัดแยกแล้วให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อไป นอกจากนี้ ยังกำหนดวัน Big Cleaning Day เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการทำความสะอาด<br />
“ชุมชนผู้ประสบภัยสึนามิ บ้านน้ำเค็ม” จ.พังงา ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งชุมชนที่มีระบบจัดการหลังเกิดภัยพิบัติได้อย่างดีเยี่ยม<br />
โดยเฉพาะการจัดการ “สภาพจิตใจ” ให้กับชาวบ้านที่ผู้ประสบภัยที่เกิดความเครียด มีความรู้สึกถูกทอดทิ้ง และไม่มั่นใจว่าตนเองจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้ ส่งผลต่อเนื่องไปยังระดับชุมชน ก็จะไม่สามารถจัดการปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้อีก และทำได้เพียงรอความช่วยเหลือจากภายนอกเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้คืออาการของ “โรคผู้ประสบภัย”<br />
แนวทางการรักษาโรคนี้ คือ “การพัฒนาตนเอง” เพื่อเปลี่ยนให้ผู้ประสบภัยกลายเป็นผู้ให้การช่วยเหลือชุมชนอื่นๆ เช่น การจัดฝึกอบรมการเตรียมรับมือภัยพิบัติให้ชุมชนที่ประสบภัย เพื่อให้พวกเขาดูแลตนเองได้ และเข้มแข็งพอที่จะเผยแพร่ความรู้ให้กับชุมชนอื่นๆ ต่อไป<br />
ทั้ง 2 กรณีตัวอย่างนี้ ตอกย้ำความสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมที่ต้องสร้างให้มีในทุกระดับ และต้องให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางในการทำงาน ส่วนคนนอกเป็นเพียงส่วนช่วยหนุนเสริมเท่านั้น<br />
ด้วยแนวคิดนี้ สสส. จึงมีแผนที่จะสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นใน 26 จังหวัด ที่ประสบภัยน้ำท่วม ให้ลุกขึ้นมาทำแผนฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นของตนเอง เป็นแผนที่ชาวชุมชนได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะฟื้นฟู แทนที่จะเป็นแผนที่หน่วยงานภายนอกมาบอกให้ทำ ซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการของชุมชนเอง</p>
<p>โดย : ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<p>ภาพ : <a href="http://www.randydurham.net/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%94/">http://www.randydurham.net</a></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปชช.ฟ้องรัฐบริหารน้ำ&#8217;พลาด&#8217;ความสำเร็จบนกระดานการเมือง?</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b8%8a-%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b8%8a-%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Nov 2011 03:54:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บทวิเคราะห์]]></category>
		<category><![CDATA[ณรงค์ เพชรประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาชนฟ้องรัฐบริหารน้ำพลาด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=28746</guid>
		<description><![CDATA[ประชาชนฟ้อง “รัฐ” บริหารน้ำพลาด บรรทัดฐาน ว่าด้วย&#8217;สิทธิ-ค่าเสียหาย&#8217;หรือสุดท้ายความสำเร็จอยู่บนกระดานการเมือง? ถึงจะถูกพรรคเพื่อไทย“วาง” ให้เป็นเรื่องการเมือง แต่ความเคลื่อนไหวเตรียมฟ้องร้องรัฐบาลข้อหาบริหารจัดการปัญหาน้ำผิดพลาด ที่มีณรงค์ เพชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และสภาทนายความเป็นหัวหอก ก็ใช่เป็นประเด็นการเมืองจำพวก ด่ามา โต้ไป และวนเวียนในความขัดแย้งเหมือนในช่วง4-5ปีหลัง เพราะอย่างน้อยๆกรณีดังกล่าวจะถูกใช้เป็นบรรทัดฐาน และเป็นอีกช่องทางสำหรับภาคประชาชนในการเรียกร้อง “สิทธิ”และ “ค่าเสียหาย” จากรัฐ มากไปกว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้า และรับมาตรการเยียวยาตามแผนยุทธศาสตร์การฟื้นฟู ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ทั้งมวลที่ได้จะผูกรัดและเป็นมาตรฐานกับทุกรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ โดยจากผลกระทบกับวิกฤติน้ำท่วมนั้น ขณะนี้คณะกรรมการฯ ได้ตั้งประเด็นฟ้องร้องรัฐไว้ 5 กรณีประกอบด้วย 1.กรณีความเสียหายทางปกครอง 2.กรณีประมาทเลินเล่อ 3.กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ 4.กรณีความเสียโอกาส อาทิ ทำให้ผู้มีรายได้แต่ต้องเสียโอกาสทางรายได้และ 5.กรณีความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้สามารถฟ้องร้องได้ 3 ช่องทาง นั่นคือ ฟ้องศาลปกครอง ฟ้องศาลแพ่ง และฟ้องศาลอาญา โดยจากนี้ทีมงานจะลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลที่ชัดเจนในแต่ละชุมชน อาทิ สำเนาทะเบียนบ้าน ภาพถ่าย พยานบุคคล เพื่อเตรียมไว้สำหรับการฟ้องร้อง ซึ่งจะใช้เวลารวบรวมประมาณ2เดือน ก่อนจะสรุปอีกครั้งว่าจะเรียกร้องในกรณีใดบ้าง ณรงค์ เล่าว่า “เรายังไม่สรุปว่าจะฟ้องใคร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b8%8a-%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_419654_1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-28747" title="news_img_419654_1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_419654_1-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>ประชาชนฟ้อง “รัฐ” บริหารน้ำพลาด บรรทัดฐาน ว่าด้วย&#8217;สิทธิ-ค่าเสียหาย&#8217;หรือสุดท้ายความสำเร็จอยู่บนกระดานการเมือง?</strong></p>
<p>ถึงจะถูกพรรคเพื่อไทย“วาง” ให้เป็นเรื่องการเมือง แต่ความเคลื่อนไหวเตรียมฟ้องร้องรัฐบาลข้อหาบริหารจัดการปัญหาน้ำผิดพลาด ที่มีณรงค์ เพชร<span id="more-28746"></span>ประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และสภาทนายความเป็นหัวหอก ก็ใช่เป็นประเด็นการเมืองจำพวก ด่ามา โต้ไป และวนเวียนในความขัดแย้งเหมือนในช่วง4-5ปีหลัง</p>
<p>เพราะอย่างน้อยๆกรณีดังกล่าวจะถูกใช้เป็นบรรทัดฐาน และเป็นอีกช่องทางสำหรับภาคประชาชนในการเรียกร้อง “สิทธิ”และ “ค่าเสียหาย” จากรัฐ มากไปกว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้า และรับมาตรการเยียวยาตามแผนยุทธศาสตร์การฟื้นฟู ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ทั้งมวลที่ได้จะผูกรัดและเป็นมาตรฐานกับทุกรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์</p>
<p>โดยจากผลกระทบกับวิกฤติน้ำท่วมนั้น ขณะนี้คณะกรรมการฯ ได้ตั้งประเด็นฟ้องร้องรัฐไว้ 5 กรณีประกอบด้วย 1.กรณีความเสียหายทางปกครอง 2.กรณีประมาทเลินเล่อ 3.กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ 4.กรณีความเสียโอกาส อาทิ ทำให้ผู้มีรายได้แต่ต้องเสียโอกาสทางรายได้และ 5.กรณีความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้สามารถฟ้องร้องได้ 3 ช่องทาง นั่นคือ ฟ้องศาลปกครอง ฟ้องศาลแพ่ง และฟ้องศาลอาญา โดยจากนี้ทีมงานจะลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลที่ชัดเจนในแต่ละชุมชน อาทิ สำเนาทะเบียนบ้าน ภาพถ่าย พยานบุคคล เพื่อเตรียมไว้สำหรับการฟ้องร้อง ซึ่งจะใช้เวลารวบรวมประมาณ2เดือน ก่อนจะสรุปอีกครั้งว่าจะเรียกร้องในกรณีใดบ้าง</p>
<p>ณรงค์ เล่าว่า “เรายังไม่สรุปว่าจะฟ้องใคร อาจจะเป็น ศปภ.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือกรุงเทพมหานคร ขึ้นอยู่กับว่ามีหลักฐานใด และผมไม่สนใจว่าใครจะมองว่ามีเป้าหมายทางการเมือง หากถามว่าทำไมตอนเหตุน้ำท่วมเมื่อปี53 ถึงไม่มีการฟ้องรัฐบาลประชาธิปัตย์ ผมก็ตอบได้แค่ว่าเพราะครั้งนั้นยังไม่มีการรวมตัวของชาวบ้านเช่นนี้ คล้ายๆกับช่วงสึนามิที่มาเร็ว-จบเร็ว แต่ครั้งนี้ระยะเวลามันนาน เขารวมกันติดและเดินมาหาผม ผมเป็นนักวิชาการก็ต้องแนะนำว่าควรจะทำอย่างไร ไม่รู้กฎหมายก็ต้องประสานทีมกฎหมายจากสภาทนายความนั่นคือที่มา”</p>
<p>อ.จุฬาผู้นี้ยังบอกอีกว่า ต้องแยกเป็น2ส่วน กับภัยธรรมชาตินั้นส่วนหนึ่งซึ่งเราเข้าใจได้ เช่นเดียวกับการจัดการสถานการณ์ของรัฐ ที่เมื่อมีปัญหาก็มีช่องให้ฟ้องร้องได้</p>
<p>ทั้งนี้ข้อกฎหมายที่น่าจะเข้าเกณฑ์ในขณะนี้นั้นมีในส่วนของพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 ตามมาตรา 9 วรรค1-3 ที่มีหลักครอบคลุมถึง กรณีคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำอื่นใดที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การที่รัฐละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร กระทั่งคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการละเมิดหรือความรับผิดชอบอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางกฎหมาย จากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร</p>
<p>หรือในส่วนหมวดที่3 ตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในมาตรา59 ที่ระบุถึงสิทธิการได้รับข้อมูล คำชี้แจง เหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดำเนินการใดที่อาจมีผลต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพภาพชีวิต สุขอนามัย ไม่รวมถึงส่วนปลีกย่อยที่ขึ้นอยู่กับการตีความ อาทิ การโยงเพื่อให้เข้าข่ายมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ที่ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 420 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ระบุถึงการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นให้เสียหายทั้งทางร่างกาย เสรีภาพ และทรัพย์สิน</p>
<p>ส่วนในช่องทางองค์กรอิสระ อย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้น นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิฯ บอกว่า ขณะนี้มีประชาชนมายื่นเรื่องกับกรรมการสิทธิฯ เพื่อดำเนินการสอบสวนจำนวนหนึ่ง โดยทั้งหมดเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม และได้รับผลกระทบจากน้ำเสียและสารเคมีซึ่งเข้าข่ายถูกละเมิดสิทธิ์</p>
<p>“ขณะนี้เราตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนหาความจริง จากนั้นจึงนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่เพื่อลงมติว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้หรือไม่ นี่คือส่วนของชุมชนที่เขาได้รับผลกระทบ แต่สำหรับกรณีบุคคลทั่วไปขณะนี้ยังไม่มี ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าขณะนี้อาจจะยังมีปัญหาในการรวบรวมข้อมูลอยู่ จึงต้องรอให้ผ่านสถานการณ์ช่วงนี้ไปก่อน และหากมีการฟ้องร้องเข้ามากรรมการสิทธิฯถึงจะพิจารณา”</p>
<p>ทั้งนี้หลังน้ำลดพร้อมๆกับกระบวนการยุติธรรมเดินหน้า เราจึงจะเห็นข้อสรุปต่อประเด็นดังกล่าวว่าจะลงเอยอย่างไร</p>
<p>ซึ่งแน่นอนว่าในมุมของประชาชนธรรมดาที่ต้องลุ้นกับการบริหารของรัฐแบบไม่เคยหายใจทั่วท้อง การเลือกที่จะ “ไม่ยอมจำนน” และลุกขึ้นปกป้องสิทธิของตัวเองนั่นคือความสำเร็จ</p>
<p><strong>พอๆกับที่อาจเป็นเพียงหมากหนึ่งในกระดานการเมือง แบบที่ใครต่อใครมักนิยาม?</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มา : <a title="กรุงเทพธุรกิจ" href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20111116/419654/%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%8A.%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87-.html">กรุงเทพธุรกิจ</a></strong></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b8%8a-%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%9b%e0%b8%8a%e0%b8%8a-%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรุงเทพฯ จมแน่ในอีก 50 ปี หากยังไม่เตรียมมาตรการป้องกัน</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b8%88%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81-50-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b8%88%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81-50-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Nov 2011 17:13:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บทวิเคราะห์]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพฯจมน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรการป้องกันน้ำท่วมกทม.]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=28719</guid>
		<description><![CDATA[ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติแนะ กทม. อาจทรุดต่ำกว่าระดับน้ำทะเลภายใน 50 ปี หากยังไม่มีมาตรการรับมือที่เตรียมพร้อม ระบุสาเหตุจากโลกร้อนและแผ่นดินกทม. ทรุดจากการสูบน้ำใต้ดิน  &#160; &#160; สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า กรุงเทพฯ อาจเผชิญความเสี่ยงภัยต่อการเกิดอุทกภัยมากกว่าเดิมสี่เท่าตัวในอนาคต เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น และการทรุดของกรุงเทพฯ ที่ยังคงลดต่ำลง และถ้าหากยังไม่มีการวางแผนที่ป้องกันที่ดีพอ อาจทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลภายใน 50 ปี &#160; OECD เผย กทม. ติดลำดับ 1 ใน 10 เมืองในโลกเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่ง &#160; &#160; ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย จะสูงขึ้น 19- 29 ซม. ภายในปี 2050 เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก ทำให้กรุงเทพฯ ซึ่งทรุดตัวต่ำลงอยู่แล้วจากการสูบน้ำใต้ดิน เผชิญความเสี่ยงในการถูกน้ำท่วมสูงกว่าเดิม &#160; &#160; &#160; นักวิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า หากยังไม่มีมาตรการเตรียมพร้อมที่ดีเพียงพอ พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ อาจลดต่ำกว่าระดับน้ำทะเลภายใน 50 ปี &#160; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b8%88%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81-50-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%ab/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/190207.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-28720" title="190207" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/190207-262x300.jpg" alt="" width="262" height="300" /></a></p>
<p><span style="font-size: small; color: #000000;"><strong>ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติแนะ กทม. อาจทรุดต่ำกว่าระดับน้ำทะเลภายใน 50 ปี หากยังไม่มีมาตรการรับมือที่เตรียมพร้อม ระบุสาเหตุจากโลกร้อนและแผ่นดินกทม. ทรุดจากการสูบน้ำใต้ดิน</strong> <span id="more-28719"></span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า กรุงเทพฯ อาจเผชิญความเสี่ยงภัยต่อการเกิดอุทกภัยมากกว่าเดิมสี่เท่าตัวในอนาคต เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น และการทรุดของกรุงเทพฯ ที่ยังคงลดต่ำลง และถ้าหากยังไม่มีการวางแผนที่ป้องกันที่ดีพอ อาจทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลภายใน 50 ปี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">OECD เผย กทม. ติดลำดับ 1 ใน 10 เมืองในโลกเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย จะสูงขึ้น 19- 29 ซม. ภายในปี 2050 เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก ทำให้กรุงเทพฯ ซึ่งทรุดตัวต่ำลงอยู่แล้วจากการสูบน้ำใต้ดิน เผชิญความเสี่ยงในการถูกน้ำท่วมสูงกว่าเดิม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">นักวิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า หากยังไม่มีมาตรการเตรียมพร้อมที่ดีเพียงพอ พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ อาจลดต่ำกว่าระดับน้ำทะเลภายใน 50 ปี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">ทั้งนี้  องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยังได้จัดให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองติด 10 ลำดับสูงสุดในโลก ที่เสี่ยงต่อผลกระทบที่เกิดจากน้ำท่วมชายฝั่งภายในปี 2070 ด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เอเอฟพียังได้อ้างคำสัมภาษณ์ของผู้เชี่ยวชาญการจัดการน้ำจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งฝรั่งเศส ว่า ในระยะยาวแล้ว กรุงเทพจะจมอยู่ใต้น้ำแน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นเมื่อใด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้แนะว่า ทางการไทยจำเป็นจะต้องแก้ปัญหาการวางแผนและใช้ที่ดินให้เหมาะสม และคำนึงถึงการย้ายโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมออกไปจากพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการน้ำท่วม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">นอกจากนี้ ยังระบุว่า หากกรุงเทพฯ ต้องการที่จะไม่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมอีกเลย กรุงเทพฯ อาจจะต้องย้ายทั้งเมืองไปอยู่ที่ใหม่ในพื้นที่ที่อยู่สูง อย่างไรก็ตาม หากกรุงเทพฯ ยังคงจะตั้งอยู่ที่เดิม ก็จำเป็นต้องมีมาตรการตั้งรับภัยพิบัติที่ดีกว่านี้ในอนาคต นักวิชาการด้านวิศวกรแหล่งน้ำชายทะเลจากมหาวิทยาลัยเซาท์แฮมป์ตัน ประเทศอังกฤษ ยังคาดการณ์ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ จะทำให้มีการลงทุนด้านการป้องกันภัยพิบัติอย่างมหาศาลไปอีกตลอด 10-20 ปีข้างหน้า</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">ผู้เชี่ยวชาญแนะ พัฒนาเครื่องมือให้ทันสมัยเพื่อลดความสูญเสีย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้สัมภาษณ์ เคลลี เลวิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยทรัพยากรโลก  โดยระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ในอนาคต เพื่อการรับมือภัยพิบัติโดยลดการสูญเสียให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็น การใช้เครื่องมือการพยากรณ์อากาศที่ถูกต้องและแม่นยำ การมีแผนที่และแนวป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงระบบประมวลข้อมูลการตัดสินใจการปล่อยน้ำจากเขื่อน ก็ต้องพัฒนาให้ละเอียดและแม่นยำกว่าเดิมด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">เลวินยังได้ยกตัวอย่างถึงตัวอย่างในประเทศบังกลาเทศ ที่เผชิญกับพายุไซโคลนนาเดียร์ เมื่อปี 2007 ในเหตุการณ์นั้น ระบบเตือนภัยล่วงหน้าได้ช่วยลดความสูญเสียลงอย่างเห็นได้ชัด เห็นจากมีจำนวนผู้เสียชีวิต 3,400 คน ในขณะที่เมื่อปี 1991 เกิดพายุไซโคลนรุนแรงในระดับเดียวกัน แต่มียอดผู้เสียชีวิตถึง 140,000 คน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">เครก สเต็ฟเฟนสัน ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียประจำประเทศไทยกล่าวกับรอยเตอร์ว่า<strong> ถึงแม้ความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกกับเหตุอุทกภัยในประเทศไทย จะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าอุทกภัยทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นจากเหตุการณ์ในภูมิภาค เช่น เวียดนาม กัมพูชา ลาว และปากีสถานตะวันตก ที่กำลังเผชิญกับอุทกภัยที่มีความรุนแรงเช่นเดียวกัน</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">(จาก เว็บประชาไท )</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #000000;">ที่มา : <a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1321155875&amp;grpid=01&amp;catid=&amp;subcatid="><span style="color: #000000;">http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1321155875&amp;grpid=01&amp;catid=&amp;subcatid=</span></a> </span></p>
<p><span style="color: #000000;">ภาพ : <a href="http://tnews.teenee.com/disaster/72502.html"><span style="color: #000000;">http://tnews.teenee.com/disaster/72502.html</span></a></span></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b8%88%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81-50-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%ab/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%af-%e0%b8%88%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81-50-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะรุมมะตุ้ม&#8230;โมเดลนี้ ต้อง จดลิขสิทธิ์เป็นของไทยเท่านั้น</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%95%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%95%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Nov 2011 05:40:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ศปภ.]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ปัญหาน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[โมเดลมะรุมมะตุ้ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=28678</guid>
		<description><![CDATA[ผมต้องชื่นชมอารมณ์ขันของคนที่คิดใช้ “แผนมะรุมมะตุ้ม” เพื่อปกป้องนิคมฯ บางชัน ซึ่งหมายถึง การ “อุด” และ&#8220;บล็อก&#8221; ท่อระบายน้ำ เพื่อให้น้ำที่ไหลเอ่อขึ้นมา กลับไปสู่ระบบคลอง จากนั้นก็จะ “สูบ”น้ำออกจากถนนเสรีไทย อ่านเจอคำนี้ครั้งแรกเมื่อเช้าวันเสาร์ ผมเข้าใจผิดคิดว่าใครไปวิพากษ์ความพยายามที่จะป้องกัน ไม่ให้น้ำเข้าท่วมนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ เสมือนมีความหมายว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างไม่รู้ว่าใครทำอะไรบ้าง จึงทำให้เกิดภาพวุ่นวาย ลักษณะ “มะรุมมะตุ้ม” ผมจริงจังกับคำนี้ถึงขั้นแสวงหาความหมายที่แท้จริงของคำนี้ ก็พบว่า “มะรุมมะตุ้ม” นั้น ตามคำนิยามในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 คือ “กลุ้มรุมทำให้เกิดรำคาญ เช่น เจ้าหนี้มามะรุมมะตุ้มกัน&#8230;มารุมมาตุ้ม ก็ว่า&#8230;” ซึ่งก็คงไม่ใช่ความหมายของแผนปฏิบัติการนี้ นอกเสียจากว่าจะตีความว่าเป็นการ “กลุ้มรุมทำให้เกิดความรำคาญ” แก่น้ำ จนน้ำไม่อยากจะเข้ามายุ่งกับเรา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเย็นนัก แต่ไม่ว่าความหมายที่ผู้วางแผนปฏิบัติการจะคืออะไร คำนี้ก็ทำให้เห็นภาพของความวุ่นวายสับสนทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจของฝ่ายรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศปภ. กับ กทม. พูดจากันคนละภาษา นั่นก็ “มะรุมมะตุ้ม” อีกแบบหนึ่งที่ทำเอาผู้คนงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ข้อมูลข้อเท็จจริง และ การ “เตือนภัย” ของ ศปภ. และของผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำที่ไปถึงประชาชนก็ขาดการประสานและอธิบายให้เกิดความชัดเจน จนผู้คนไม่รู้จะเชื่อใครดี&#8230;นั่นก็ “มะรุมมะตุ้ม” อีกแบบหนึ่ง การแจกจ่ายความช่วยเหลือไปถึงผู้ประสบภัยที่ทุลักทุเล ไม่รู้ว่าจะจัดลำดับความสำคัญอย่างไร และไม่ประสานกับหน่วยอาสาของภาคเอกชนให้เป็นเรื่องเป็นราว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%95%e0%b9%89/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/ba9kdgdbg75i6aggbha5b.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-28691" title="ba9kdgdbg75i6aggbha5b" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/ba9kdgdbg75i6aggbha5b.jpg" alt="" width="234" height="156" /></a></p>
<p><strong>ผมต้องชื่นชมอารมณ์ขันของคนที่คิดใช้ “แผนมะรุมมะตุ้ม” เพื่อปกป้องนิคมฯ บางชัน</strong></p>
<p>ซึ่งหมายถึง การ “อุด” และ<strong>&#8220;บล็อก&#8221;</strong> ท่อระบายน้ำ เพื่อให้น้ำที่ไหลเอ่อขึ้นมา กลับไปสู่ระบบคลอง จากนั้นก็จะ <strong>“สูบ”</strong>น้ำออกจากถนนเสรีไทย<span id="more-28678"></span></p>
<p>อ่านเจอคำนี้ครั้งแรกเมื่อเช้าวันเสาร์ ผมเข้าใจผิดคิดว่าใครไปวิพากษ์ความพยายามที่จะป้องกัน ไม่ให้น้ำเข้าท่วมนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ เสมือนมีความหมายว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างไม่รู้ว่าใครทำอะไรบ้าง จึงทำให้เกิดภาพวุ่นวาย ลักษณะ <strong>“<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C1%D0%C3%D8%C1%C1%D0%B5%D8%E9%C1" target="_blank">มะรุมมะตุ้ม</a>”</strong></p>
<p>ผมจริงจังกับคำนี้ถึงขั้นแสวงหาความหมายที่แท้จริงของคำนี้<br />
ก็พบว่า “<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C1%D0%C3%D8%C1%C1%D0%B5%D8%E9%C1" target="_blank">มะรุมมะตุ้ม</a>” นั้น ตามคำนิยามในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 คือ <strong>“กลุ้มรุมทำให้เกิดรำคาญ เช่น เจ้าหนี้มา<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C1%D0%C3%D8%C1%C1%D0%B5%D8%E9%C1" target="_blank">มะรุมมะตุ้ม</a>กัน&#8230;มารุมมาตุ้ม ก็ว่า&#8230;”<br />
</strong><br />
ซึ่งก็คงไม่ใช่ความหมายของแผนปฏิบัติการนี้ นอกเสียจากว่าจะตีความว่าเป็นการ “กลุ้มรุมทำให้เกิดความรำคาญ” แก่น้ำ จนน้ำไม่อยากจะเข้ามายุ่งกับเรา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากเย็นนัก</p>
<p>แต่ไม่ว่าความหมายที่ผู้วางแผนปฏิบัติการจะคืออะไร คำนี้ก็ทำให้เห็นภาพของความวุ่นวายสับสนทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจของฝ่ายรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C8%BB%C0." target="_blank">ศปภ.</a> กับ กทม. พูดจากันคนละภาษา นั่นก็ “<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C1%D0%C3%D8%C1%C1%D0%B5%D8%E9%C1" target="_blank">มะรุมมะตุ้ม</a>” อีกแบบหนึ่งที่ทำเอาผู้คนงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่</p>
<p>ข้อมูลข้อเท็จจริง และ การ “เตือนภัย” ของ <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C8%BB%C0." target="_blank">ศปภ.</a> และของผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำที่ไปถึงประชาชนก็ขาดการประสานและอธิบายให้เกิดความชัดเจน จนผู้คนไม่รู้จะเชื่อใครดี&#8230;นั่นก็ “<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C1%D0%C3%D8%C1%C1%D0%B5%D8%E9%C1" target="_blank">มะรุมมะตุ้ม</a>” อีกแบบหนึ่ง</p>
<p>การแจกจ่ายความช่วยเหลือไปถึงผู้ประสบภัยที่ทุลักทุเล ไม่รู้ว่าจะจัดลำดับความสำคัญอย่างไร และไม่ประสานกับหน่วยอาสาของภาคเอกชนให้เป็นเรื่องเป็นราว ก็เป็นอาการ “<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C1%D0%C3%D8%C1%C1%D0%B5%D8%E9%C1" target="_blank">มะรุมมะตุ้ม</a>” อีกลักษณะหนึ่ง</p>
<p><strong>อาจารย์เสรี ศุภราทิตย์</strong> บอกว่า <strong>“ขณะนี้ เครื่องสูบน้ำคือพระเอก”</strong> ของการแก้ปัญหาน้ำท่วม (ก็มีคนใน social media เขียนต่อทันทีว่า “ถ้าอย่างนั้น นางเอกก็คือ กระสอบทราย” และ “Big Bag ก็ต้องเป็นพี่นางเอกอีกทีหนึ่ง”)</p>
<p>เรื่องเครื่องสูบน้ำก็เป็นส่วนหนึ่งของอาการ <strong>“<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C1%D0%C3%D8%C1%C1%D0%B5%D8%E9%C1" target="_blank">มะรุมมะตุ้ม</a>”</strong> ไม่น้อย เพราะ <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C8%BB%C0." target="_blank">ศปภ.</a> ต้องประกาศขอให้ประชาชนบริจาคเครื่องสูบน้ำ และรัฐมนตรีบางท่านบอกว่าต้องสั่งเครื่องสูบน้ำจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น หรือ เกาหลี</p>
<p>ผมได้ยินรัฐมนตรีท่านหนึ่งบอกว่าหาซื้อเครื่องสูบน้ำขนาดที่ต้องการจากจีนได้แล้วตามจำนวนที่ต้องการ แต่ยังมาไม่ถึง <strong>“เพราะมีปัญหาการขนส่ง”</strong> แต่จะมาถึงก่อนสิ้นเดือนนี้แน่&#8230;ขณะที่ข่าวอีกด้านหนึ่งบอกว่าคนของรัฐบาลกำลังไล่หาซื้อเจ้าเครื่องสูบน้ำที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ด้วย</p>
<p>จะไม่ให้คิดถึงคำว่า <strong>“<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C1%D0%C3%D8%C1%C1%D0%B5%D8%E9%C1" target="_blank">มะรุมมะตุ้ม</a>”</strong> ได้อย่างไร ในเมื่อน้ำเริ่มท่วมมาเป็นเวลาเกือบสองเดือนแล้ว แต่เพิ่งจะวิ่งหาเครื่องสูบน้ำกันจ้าละหวั่นก็ตอนนี้เอง</p>
<p>และยิ่งส่อความเป็น<strong> “<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C1%D0%C3%D8%C1%C1%D0%B5%D8%E9%C1" target="_blank">มะรุมมะตุ้ม</a>”</strong> มากขึ้น เมื่อประเด็นเรื่องเครื่องสูบน้ำนี้แหละที่กลายเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งอย่างโจ๋งครึ่มระหว่างรัฐบาลกลาง กับ กทม. ถึงขั้นทะเลาะกันโช้งเช้งเป็นที่หนวกหูต่อชาวบ้านว่า <strong>“จดหมายราชการ” </strong>ที่ กทม. ขอเครื่องสูบน้ำนั้นไปส่งผิดกระทรวง ทั้งๆ ที่นี่คือวิกฤติของบ้านเมืองที่เลวร้ายที่สุดใน 70 ปี<br />
และเมื่อมีการส่งมอบเครื่องสูบน้ำก็แล้ว ก็มีการกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งระหว่างผู้ให้กับผู้รับอย่างชนิดที่เราไม่เคยได้เห็นและได้ยินมาก่อน</p>
<p>หากวิธีการ <strong>“<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C1%D0%C3%D8%C1%C1%D0%B5%D8%E9%C1" target="_blank">มะรุมมะตุ้ม</a>”</strong> นี้ สามารถแก้ปัญหาครั้งนี้ลุล่วงได้ ต้องขอจดลิขสิทธิ์ระดับโลกเพื่อไม่ให้ใครแอบขโมยใช้ <strong>&#8220;โมเดล&#8221;</strong>ของเราไป โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอันขาด ขอบอก</p>
<p>กาแฟดำ</p>
<p>ที่มา : <a title="กรุงเทพธุรกิจ - มะรุมมะตุ้ม...โมเดลนี้ ต้อง จดลิขสิทธิ์เป็นของไทยเท่านั้น" href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/suthichaiyoon/20111114/419098/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1...%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99.html" target="_blank">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%95%e0%b9%89/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1-%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%95%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำท่วมครั้งนี้อาจพัดเราไปไกลได้ถึงไหน?</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Nov 2011 14:42:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[Failing State]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[มองการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐล้มเหลว]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหลังน้ำท่วม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=28153</guid>
		<description><![CDATA[มีรายงานล่าสุดว่าน้ำท่วมครั้งนี้น่าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง &#8220;หนึ่งล้านล้านบาท&#8221;  สูงกว่าช่วงวิกฤติการเผาเมืองเมื่อปีที่ผ่านมา     ขณะนี้มีคนตกงานแล้วถึงเก้าแสนคน   ยังไม่นับความเสียหายที่จะตามมาในอนาคตคือ การขาดความเชื่อมั่นจากต่างประเทศซึ่งจะทำให้เกิดการหันเหหรือย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่น แน่นอน ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ปัญหาที่ตามมาก็คือ ปัญหาความยากจน   ซึ่งเรื่องนี้ก็จะนำไปสู่อีกหลายปัญหา คือปัญหาอาชญากรรม   ปัญหาครอบครัว  และปัญหาสังคม นี่ยังไม่รวมถึงปัญหาสุขภาพ  และก็จะเข้าสู่ปัญหาการขาดการศึกษา  ซึ่งก็จะนำไปสู่ปัญหาการด้อยพัฒนาทางการเมืองต่อไป แล้วทั้งหมดก็จะเข้าสู่วัฏจักรแห่งความด้อยพัฒนา นั่นคือ จน-โง่-เจ็บป่วย-เครียด-ชั่ว-ขายเสียงซื้อเสียง-โกง-&#8230;แล้วก็จะวนมาที่&#8230;จน-โง่-เจ็บ&#8230; วนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วประเทศทั้งหมดก็จะเข้าสู่ความเสื่อมลงเรื่อยๆ  และหากไม่มีการแก้ไขอย่างถูกจด  ในที่สุด ประเทศก็จะเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า &#8220;รัฐล้มเหลว&#8221; (Failing State)  คือ สังคมจะทุกข์ยากอย่างหนัก  ไร้ระเบียบ จนแทบจะเป็นอนาธิปไตย  และปกครองกันเองให้พัฒนาขึ้นไม่ได้ เหลือเชื่อนะครับ เรื่องน้ำท่วมสามารถพัดเราไปไกลได้ขนาดนีั้  ถ้าไม่ระวังกันดีๆ โปรดอย่าเพิ่งว่าผู้เขียนว่า เหลวไหล  หรือพูดจาไม่เป็นมงคล  อันนี้เป็นการพูดเชิงวิชาการ ซึ่งขณะนี้มีการพูดกันในวงวิชาการ (ทั้งในทางเปิดเผยและในทางลับ) มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่สภาวะ &#8220;รัฐล้มเหลว&#8221; ดังกล่าว  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเคยมีพระราชดำรัสเตือนเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน ท่านคิดว่าทำอย่างไร เราจึงจะสามารถตัดตอนวงจรอุบาทว์ ที่กำลังนำพาประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราไปสู่สภาวะรัฐล้มเหลวได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/2011_10_20_110323_9mwdrzoj.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-28154" title="น้ำท่วมโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/2011_10_20_110323_9mwdrzoj-300x180.jpg" alt="" width="300" height="180" /></a></p>
<div>มีรายงานล่าสุดว่าน้ำท่วมครั้งนี้น่าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง &#8220;หนึ่งล้านล้านบาท&#8221;  สูงกว่าช่วงวิกฤติการเผาเมืองเมื่อปีที่ผ่านมา     ขณะนี้มีคนตกงานแล้วถึงเก้าแสนคน   ยังไม่นับความเสียหายที่จะตามมาในอนาคตคือ การขาดความเชื่อมั่นจากต่างประเทศซึ่งจะทำให้เกิดการหันเหหรือย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่น<span id="more-28153"></span></div>
<p><a name="more"></a></p>
<p>แน่นอน ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ปัญหาที่ตามมาก็คือ ปัญหาความยากจน   ซึ่งเรื่องนี้ก็จะนำไปสู่อีกหลายปัญหา คือปัญหาอาชญากรรม   ปัญหาครอบครัว  และปัญหาสังคม</p>
<p>นี่ยังไม่รวมถึงปัญหาสุขภาพ  และก็จะเข้าสู่ปัญหาการขาดการศึกษา  ซึ่งก็จะนำไปสู่ปัญหาการด้อยพัฒนาทางการเมืองต่อไป</p>
<p>แล้วทั้งหมดก็จะเข้าสู่วัฏจักรแห่งความด้อยพัฒนา นั่นคือ จน-โง่-เจ็บป่วย-เครียด-ชั่ว-ขายเสียงซื้อเสียง-โกง-&#8230;แล้วก็จะวนมาที่&#8230;จน-โง่-เจ็บ&#8230; วนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ</p>
<p>แล้วประเทศทั้งหมดก็จะเข้าสู่ความเสื่อมลงเรื่อยๆ  และหากไม่มีการแก้ไขอย่างถูกจด  ในที่สุด ประเทศก็จะเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า &#8220;รัฐล้มเหลว&#8221; (Failing State)  คือ สังคมจะทุกข์ยากอย่างหนัก  ไร้ระเบียบ จนแทบจะเป็นอนาธิปไตย  และปกครองกันเองให้พัฒนาขึ้นไม่ได้</p>
<p>เหลือเชื่อนะครับ เรื่องน้ำท่วมสามารถพัดเราไปไกลได้ขนาดนีั้  ถ้าไม่ระวังกันดีๆ</p>
<p>โปรดอย่าเพิ่งว่าผู้เขียนว่า เหลวไหล  หรือพูดจาไม่เป็นมงคล  อันนี้เป็นการพูดเชิงวิชาการ ซึ่งขณะนี้มีการพูดกันในวงวิชาการ (ทั้งในทางเปิดเผยและในทางลับ) มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่สภาวะ &#8220;รัฐล้มเหลว&#8221; ดังกล่าว  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเคยมีพระราชดำรัสเตือนเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน</p>
<p>ท่านคิดว่าทำอย่างไร เราจึงจะสามารถตัดตอนวงจรอุบาทว์ ที่กำลังนำพาประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราไปสู่สภาวะรัฐล้มเหลวได้   ขอความรู้และความเห็นจากทุกท่านหน่อยครับ?</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์</p>
<p><a href="http://www.facebook.com/sinchaichao">facebook.com/sinchaichao</a></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อะไรควร-ไม่ควร ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Nov 2011 04:54:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บทวิเคราะห์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตอาสา]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วยเหลือผู้ประสบภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ที่พักพิงผู้ประสบภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์อพยพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=28101</guid>
		<description><![CDATA[หากองค์กรที่เป็นแกนในการให้ความช่วยเหลือหลัก ขาดความสามารถบริหารจัดการด้วยการวางกลไกและระบบรองรับให้มีประสิทธิภาพ ก็อาจก่อให้เกิดปัญหา จนถึงขณะนี้ วิกฤติการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาเบาบางลง พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบขยายวงกว้างเพิ่มขึ้น ผู้ได้รับผลกระทบมีจำนวนมากขึ้น ขณะเดียวกัน น้ำใจและความช่วยเหลือจากผู้ที่มีจิตอาสาและองค์กรในภาคต่างๆ ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย การเข้าช่วยเหลือจากอาสาสมัครมีอย่างท่วมท้น ไม่แพ้ปริมาณน้ำที่เอ่อท่วมแม้แต่น้อย ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า คนไทยจะสามารถฝ่าวิกฤตการณ์ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ด้วยปริมาณความช่วยเหลือที่มาจากทั่วสารทิศ และไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เช่นนี้ หากองค์กรที่เป็นแกนในการให้ความช่วยเหลือหลัก ขาดความสามารถในการบริหารจัดการด้วยการวางกลไกและระบบรองรับให้มีประสิทธิภาพอย่างทันท่วงที ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาในอีกมิติหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเอกสาร “Integrated Flood Risk Management in Asia” ที่จัดทำขึ้นโดย ADPC (Asian Disaster Preparedness Center) และ UNDP ได้ให้ข้อแนะนำในการเข้าให้ความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินแก่องค์กรหรือภาคีต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งแก่องค์กรที่เป็นแกนในการให้ความช่วยเหลือหลัก และองค์กรเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือในระดับต่างๆ ไม่มากก็น้อย จึงนำมาเรียบเรียงเผยแพร่ไว้ ณ ที่นี้ Do  -พิจารณาบริจาคตามคำร้องขอถึงสิ่งที่ต้องการ และหลีกเลี่ยงการบริจาคสิ่งที่ไม่ต้องการ -คิดให้ถ้วนถี่ถึงความสามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างมีประสิทธิผล ตามคำขอความช่วยเหลือที่เป็นไปตามการประเมินความต้องการขั้นต้น -กรณีที่ประสงค์จะช่วยเหลือ จัดเตรียมการตอบสนองให้ทันต่อเวลา -จดบันทึกการให้ความช่วยเหลือต่างๆ พร้อมสำหรับการชี้แจงถึงการตัดสินใจและการดำเนินการ -ทำการประเมินและวิจัยที่นำไปสู่โครงการซึ่งตอบความต้องการและอยู่ในวิสัยที่องค์กรสามารถดำเนินการ -สร้างโครงข่ายและสื่อกลางสำหรับการติดต่อสื่อสารและสนทนาสองทาง -พิจารณาผลกระทบโครงการที่มีต่อสิ่งแวดล้อม จัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/nargis7-1.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-28102" title="nargis7-1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/nargis7-1.jpg" alt="" width="300" height="255" /></a></p>
<p><strong>หากองค์กรที่เป็นแกนในการให้ความช่วยเหลือหลัก ขาดความสามารถบริหารจัดการด้วยการวางกลไกและระบบรองรับให้มีประสิทธิภาพ ก็อาจก่อให้เกิดปัญหา<span id="more-28101"></span></strong></p>
<p>จนถึงขณะนี้ วิกฤติการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาเบาบางลง พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบขยายวงกว้างเพิ่มขึ้น ผู้ได้รับผลกระทบมีจำนวนมากขึ้น ขณะเดียวกัน น้ำใจและความช่วยเหลือจากผู้ที่มีจิตอาสาและองค์กรในภาคต่างๆ ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย<br />
การเข้าช่วยเหลือจากอาสาสมัครมีอย่างท่วมท้น ไม่แพ้ปริมาณน้ำที่เอ่อท่วมแม้แต่น้อย ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า คนไทยจะสามารถฝ่าวิกฤตการณ์ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปได้อย่างแน่นอน<br />
อย่างไรก็ดี ด้วยปริมาณความช่วยเหลือที่มาจากทั่วสารทิศ และไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เช่นนี้ หากองค์กรที่เป็นแกนในการให้ความช่วยเหลือหลัก ขาดความสามารถในการบริหารจัดการด้วยการวางกลไกและระบบรองรับให้มีประสิทธิภาพอย่างทันท่วงที ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาในอีกมิติหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้<br />
<strong>ในเอกสาร “Integrated Flood Risk Management in Asia” ที่จัดทำขึ้นโดย ADPC (Asian Disaster Preparedness Center) และ UNDP ได้ให้ข้อแนะนำในการเข้าให้ความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินแก่องค์กรหรือภาคีต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ </strong>และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งแก่องค์กรที่เป็นแกนในการให้ความช่วยเหลือหลัก และองค์กรเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือในระดับต่างๆ ไม่มากก็น้อย จึงนำมาเรียบเรียงเผยแพร่ไว้ ณ ที่นี้</p>
<p><strong>Do </strong><br />
-พิจารณาบริจาคตามคำร้องขอถึงสิ่งที่ต้องการ และหลีกเลี่ยงการบริจาคสิ่งที่ไม่ต้องการ<br />
-คิดให้ถ้วนถี่ถึงความสามารถที่จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างมีประสิทธิผล ตามคำขอความช่วยเหลือที่เป็นไปตามการประเมินความต้องการขั้นต้น<br />
-กรณีที่ประสงค์จะช่วยเหลือ จัดเตรียมการตอบสนองให้ทันต่อเวลา<br />
-จดบันทึกการให้ความช่วยเหลือต่างๆ พร้อมสำหรับการชี้แจงถึงการตัดสินใจและการดำเนินการ<br />
-ทำการประเมินและวิจัยที่นำไปสู่โครงการซึ่งตอบความต้องการและอยู่ในวิสัยที่องค์กรสามารถดำเนินการ<br />
-สร้างโครงข่ายและสื่อกลางสำหรับการติดต่อสื่อสารและสนทนาสองทาง<br />
-พิจารณาผลกระทบโครงการที่มีต่อสิ่งแวดล้อม จัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่าทำลายสิ่งแวดล้อม<br />
-คำนึงถึงความสัมพันธ์และโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ในชุมชน<br />
-ให้แน่ใจว่าโครงการ ตอบสนองความต้องการของผู้รับ มิใช่ความต้องการของผู้บริจาค<br />
-เข้าร่วมรับฟังหารือระดับองค์กรกับภาคีต่างๆ ขึ้นทะเบียนกับองค์กรช่วยเหลือหลักเมื่อมีคำขอ แลกเปลี่ยนข่าวสาร รวมทั้งการให้ความร่วมมือ การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนดำเนินงานในส่วนที่เป็นไปได้<br />
-เคารพในวิถีแห่งวัฒนธรรม และพิจารณาถึงข้อกระทบที่มีกับโครงการ อาทิ การออกแบบศูนย์อพยพ รูปแบบที่พักพิง<br />
-คำนึงถึงความเป็นอยู่ของบุคลากรผู้ให้ความช่วยเหลือ ในด้านการพักผ่อน สุขภาพจิต อาหาร น้ำ<br />
-ตระเตรียมปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานจำเพาะหน้าให้ลุล่วง เช่น การนำอุปกรณ์ที่ถูกต้องและบุคลากรที่มีทักษะเหมาะสม เข้าให้ความช่วยเหลือ</p>
<p><strong>Don’t</strong><br />
-อย่าสันนิษฐานถึงสิ่งที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือเอาเอง<br />
-อย่าตอบสนองเพื่อหวังโฆษณาออกสื่อ<br />
-อย่าไปถึงล่าช้า โดยเฉพาะการค้นหาผู้ประสบภัยและให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ เป็นกรณีที่ต้องรีบดำเนินการในช่วงแรกของภาวะฉุกเฉิน<br />
-อย่าใช้ภาวะฉุกเฉินเป็นช่องทางในการโฆษณาหรือส่งเสริมการดำเนินการขององค์กร เช่น การจำลองเหตุการณ์ช่วยเหลือเพื่อการประชาสัมพันธ์<br />
-อย่าจัดให้มีกิจกรรมความช่วยเหลือตามสิ่งจูงใจที่เป็นตัวเงินจากองค์กรผู้บริจาค และองค์กรที่บริจาคไม่ควรแข่งขันกันเพียงเพื่อสนองความต้องการที่เห็นเด่นชัดสุดในพื้นที่<br />
-อย่ากันผู้ประสบภัยออกจากการวางแผนกิจกรรมให้ความช่วยเหลือและการฟื้นฟู<br />
-อย่าสร้างมูลเหตุแห่งความตึงเครียดในชุมชน ด้วยการละเลยโครงสร้างเชิงสังคม<br />
-อย่าเร่งรัดให้ดำเนินโครงการ โดยปราศจากการประเมินอย่างเข้มงวด<br />
-อย่าเพิกเฉยคำขอของภาครัฐ และองค์กรช่วยเหลือหลักในพื้นที่ประสบภัย<br />
-อย่าละเลยบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม อาทิ เครื่องแต่งกายที่เหมาะสม จารีตทางศาสนา และวิถีชีวิตตามประเพณี<br />
-อย่าให้บุคลากรผู้ให้ความช่วยเหลือ ตรากตรำทำงานจนเกินขีดจำกัด<br />
-อย่าหลงลืมว่าการจัดหาหรือให้ความช่วยเหลือนั้น เป็นจุดมุ่งหมายหลักที่มีต่อผู้ประสบภัย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>โดย :  </strong><a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%B4%C3.%BE%D4%BE%D1%B2%B9%EC%20%C2%CD%B4%BE%C4%B5%D4%A1%D2%C3&amp;sa.x=0&amp;sa.y=0#938" target="_blank">ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติกา</a>ร</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<p>ภาพ : worldvision.or.th</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มหาอุทกภัย !&#8230;น้ำเปลี่ยนเมือง</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Nov 2011 04:41:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[ผังเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[มหาอุทกภัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=28098</guid>
		<description><![CDATA[กทม.ยึดวิกฤติน้ำท่วม รื้อผังเมืองรวมใหม่ คุมการพัฒนาไม่ให้หนาแน่น หลังเห็นปัญหาปลูกสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ กรุงเทพธุรกิจ Green Report ฉบับที่ 6  สรุปบทเรียนอุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศในครั้งนี้ ส่งผลให้หลายหน่วยงานกำลังหาวิธีการจำกัดการขยายตัวของเมืองที่ขวางทางน้ำ  มหาอุทกภัยที่คนไทยเผชิญหน้ามาหลายเดือนติดต่อกัน ได้สร้างบทเรียนให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในพื้นที่กทม.และปริมณฑลที่เป็นใจกลางเศรษฐกิจและการติดต่อการค้าของประเทศรวมถึงมีชุมชนที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ ทั้งคอนโดมิเนียมกลางเมือง และโครงการบ้านจัดสรรชานเมืองและในปริมณฑล ที่ยังขยายตัวเป็นดอกเห็ด สาเหตุจากการตัดถนนใหม่ๆ และโครงการรถไฟฟ้า ทำให้การคมนาคมสะดวกรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่งการขยายตัวกลับไม่คำนึงถึงความเสี่ยงของอุทกภัย ความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้กทม.ต้องกลับมาทบทวนข้อกำหนดให้สิทธิประโยชน์การพัฒนาที่ดิน 500 เมตร เกาะแนวรถไฟฟ้า เกรงหากปล่อยให้ขยายตัวในเส้นทางชานเมือง ยิ่งเร่งให้เกิดหมู่บ้านจัดสรร และชุมชนหนาแน่น เพิ่มความเสี่ยงปัญหาน้ำท่วมมากในอนาคต ม.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร กล่าวว่ากทม.อยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไขผังเมืองรวมฉบับใหม่ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องหันมาทบทวนเรื่องการให้สิทธิประโยชน์บางพื้นที่ เพื่อให้เมืองขยายสู่พื้นที่รอบนอกมากขึ้น โดยเฉพาะร่างผังเมืองรวมกทม.ฉบับปัจจุบันที่อนุญาตให้ที่ดินที่อยู่ในรัศมี 500 เมตร จากแนวรถไฟฟ้าสามารถพัฒนาโครงการประเภท ทาวน์เฮาส์ บ้าน ตึกแถว อาคารพาณิชย์ พื้นที่พาณิชยกรรม อาคารอยู่อาศัย รวมไม่เกิน 1,000 ตารางเมตรได้ แม้เส้นทางรถไฟฟ้าเหล่านั้นจะวิ่งผ่านพื้นที่ผังสีเดิม ซึ่งกำหนดให้สร้างได้เฉพาะบ้านเดี่ยว  จึงอาจเปิดช่องให้เกิดโครงการหมู่บ้านจัดสรรใหม่ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากแนวรถไฟฟ้ามุ่งหน้าออกสู่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯในหลายเส้นทาง ที่เกิดขึ้นแล้วคือ เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง เส้นทางบางใหญ่ บางบัวทอง           &#8220;ในอนาคตจะเกิดโครงการรถไฟฟ้าหลายสาย เชื่อมไปถึงจังหวัดในเขตปริมณฑล เช่น นนทบุรี ปทุมธานี ซึ่งหลายพื้นที่ เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม หากผังเมืองรวมอนุญาตให้สร้างหมู่บ้านได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_417331_1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-28099" title="news_img_417331_1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_417331_1-274x300.jpg" alt="" width="274" height="300" /></a></p>
<p><strong>กทม.ยึดวิกฤติน้ำท่วม รื้อผังเมืองรวมใหม่ คุมการพัฒนาไม่ให้หนาแน่น หลังเห็นปัญหาปลูกสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ</strong></p>
<p>กรุงเทพธุรกิจ Green Report ฉบับที่ 6  สรุปบทเรียนอุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศในครั้งนี้ ส่งผลให้หลายหน่วยงานกำลังหาวิธีการจำกัดการขยายตัวของเมืองที่ขวางทางน้ำ <span id="more-28098"></span></p>
<p>มหาอุทกภัยที่คนไทยเผชิญหน้ามาหลายเดือนติดต่อกัน ได้สร้างบทเรียนให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในพื้นที่กทม.และปริมณฑลที่เป็นใจกลางเศรษฐกิจและการติดต่อการค้าของประเทศรวมถึงมีชุมชนที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ ทั้งคอนโดมิเนียมกลางเมือง และโครงการบ้านจัดสรรชานเมืองและในปริมณฑล ที่ยังขยายตัวเป็นดอกเห็ด สาเหตุจากการตัดถนนใหม่ๆ และโครงการรถไฟฟ้า ทำให้การคมนาคมสะดวกรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่งการขยายตัวกลับไม่คำนึงถึงความเสี่ยงของอุทกภัย</p>
<p>ความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้กทม.ต้องกลับมาทบทวนข้อกำหนดให้สิทธิประโยชน์การพัฒนาที่ดิน 500 เมตร เกาะแนวรถไฟฟ้า เกรงหากปล่อยให้ขยายตัวในเส้นทางชานเมือง ยิ่งเร่งให้เกิดหมู่บ้านจัดสรร และชุมชนหนาแน่น เพิ่มความเสี่ยงปัญหาน้ำท่วมมากในอนาคต</p>
<p><strong>ม</strong><strong>.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์</strong> ผู้อำนวยการสำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร กล่าวว่ากทม.อยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไขผังเมืองรวมฉบับใหม่ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องหันมาทบทวนเรื่องการให้สิทธิประโยชน์บางพื้นที่ เพื่อให้เมืองขยายสู่พื้นที่รอบนอกมากขึ้น โดยเฉพาะร่างผังเมืองรวมกทม.ฉบับปัจจุบันที่อนุญาตให้ที่ดินที่อยู่ในรัศมี 500 เมตร จากแนวรถไฟฟ้าสามารถพัฒนาโครงการประเภท ทาวน์เฮาส์ บ้าน ตึกแถว อาคารพาณิชย์ พื้นที่พาณิชยกรรม อาคารอยู่อาศัย รวมไม่เกิน 1,000 ตารางเมตรได้ แม้เส้นทางรถไฟฟ้าเหล่านั้นจะวิ่งผ่านพื้นที่ผังสีเดิม ซึ่งกำหนดให้สร้างได้เฉพาะบ้านเดี่ยว  จึงอาจเปิดช่องให้เกิดโครงการหมู่บ้านจัดสรรใหม่ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากแนวรถไฟฟ้ามุ่งหน้าออกสู่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯในหลายเส้นทาง ที่เกิดขึ้นแล้วคือ เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง เส้นทางบางใหญ่ บางบัวทอง</p>
<p><em>          </em><strong>&#8220;ในอนาคตจะเกิดโครงการรถไฟฟ้าหลายสาย เชื่อมไปถึงจังหวัดในเขตปริมณฑล เช่น นนทบุรี ปทุมธานี ซึ่งหลายพื้นที่ เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม หากผังเมืองรวมอนุญาตให้สร้างหมู่บ้านได้ ในรัศมี 500 เมตรจากรถไฟฟ้า อาจเกิดโครงการหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมาก ในเขตพื้นที่บางใหญ่ และพื้นที่อื่นๆ ซึ่งจะกลายเป็นการพาประชาชนไปเจอน้ำท่วมได้ เราจึงต้องทบทวนกันใหม่</strong>&#8220; ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ดี การพัฒนาที่อยู่อาศัยในรัศมีรถไฟฟ้า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผังเมืองรวม กทม. เพียงผังเดียว แต่ยังครอบคลุมไปถึงผังเมืองจังหวัดปริมณฑลในพื้นที่ต่อเนื่องด้วย และล่าสุด สำนักผังเมืองฯได้ประชุมหารือกับผู้เกี่ยวข้อง ในการวางผังเมืองของจังหวัดในปริมณฑลแล้วครั้งหนึ่ง แต่ยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งต้องประชุมร่วมกันต่อไป</p>
<p>“<strong>ปัญหาหนึ่งที่พบ คือ ผังเมืองรวมแต่ละจังหวัด มีผลบังคับใช้คนละช่วงเวลากัน บางผังอยู่ในช่วงร่างใหม่พร้อมๆ กับของ กทม. แต่บางผังก็ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ดังนั้นการปรับรายละเอียดในผัง จำเป็นต้องทำร่วมกันเพื่อให้ครอบคลุมในระยะยาว “</strong></p>
<p>ส่วนการปรับผังสี ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ม.ร.ว.เปรมศิริ กล่าวว่า ในเบื้องต้นคาดว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของสีในแต่ละพื้นที่มากนัก แม้จะมีปัญหาน้ำท่วมใหญ่ก็ตาม เพราะร่างผังเมืองรวม กทม. (ปรับปรุงครั้งที่ 3) ได้กำหนดให้พื้นที่วงแหวนรอบนอก ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในปัจจุบัน เช่น เขตทวีวัฒนา บางบอน บางขุนเทียน คลองสามวา มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง เป็นพื้นที่สีเขียว (ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม) และสีเขียวลายขาว (ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม) ซึ่งหมายถึงกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำอยู่แล้ว</p>
<p>ส่วนความต้องการของเอกชน ที่ต้องการให้ปรับอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (Floor Area Ratio หรือ FAR) จากร่างผังเมืองรวมปัจจุบันที่กำหนดให้อยู่ที่ 10 เท่า เพิ่มเป็น 15 เท่า และความต้องการของสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ต้องการให้เหลือเพียง 8 เท่า ม.ร.ว.เปรมศิริ กล่าวว่า หากให้ปรับเหลือ 8 เท่าจะยินดีมาก แต่หากให้ปรับเพิ่มเกินกว่า 10 เท่า คงทำไม่ได้ เพราะการปรับเพิ่มในส่วนนี้ จะทำให้มีคนอยู่อาศัยในอาคารหนึ่งอาคารมากขึ้น เมื่อมีคนมากก็จะมีรถมาก มีปัญหาเรื่องที่จอดรถและปัญหาการจราจรภายในซอยและบนท้องถนนตามมา</p>
<p>กรณีที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอให้ขยายรัศมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยในรัศมีรถไฟฟ้าจาก 500 เมตร เป็น 1,000 เมตร เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยราคาถูกในบริเวณใกล้รถไฟฟ้าได้มากขึ้น ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่า ต่อให้ขยายพื้นที่รัศมีออกไปเป็น 1,000 เมตร ก็ไม่น่าจะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้ เพราะเชื่อว่าโครงการที่ได้ชื่อว่าใกล้รถไฟฟ้า ถึงอย่างไรก็คงขายแพง ต่อให้เป็นรัศมีที่ห่างออกไปอีกก็ตาม</p>
<p>สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงที่ให้คณะกรรมการพิจารณา 300 ความเห็นที่เสนอมาเมื่อวันที่ 25 ส.ค. เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับแก้ต่อไป ซึ่งหากเป็นไปได้ ต้องการให้ผังเมืองฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ในปี 2555 แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะสามารถออกบังคับใช้ได้ทัน เพราะในขั้นตอนการจัดทำผังนั้น ยังต้องผ่านการพิจารณาอีกหลายขั้นตอน โดยเมื่อสรุปความเห็นแล้ว ยังต้องส่งเรื่องไปยังคณะที่ปรึกษาผังเมืองรวมกทม. และอาจยังต้องมีการปรับแก้ผังเมืองรวมเพิ่มเติม  อย่างไรก็ตามหากผังเมืองรวมเสร็จไม่ทันเดือนพ.ค. 2555 ทางสำนักฯ จะต่ออายุผังเมืองรวมฉบับปัจจุบันครั้งที่ 2 เพื่อยืดอายุผังเมืองฉบับปัจจุบันออกไปอีก 1 ปี</p>
<p>ขณะที่นักวิชาการมองว่าสอดคล้องกันว่าถึงเวลาที่ร่างผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่ จะต้องควบคุมการพัฒนาไม่ให้หนาแน่น เนื่องจากพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มนุษย์ไม่สามารถฝืนธรรมชาติ หากปล่อยให้การใช้ที่ดินไม่สอดคล้องกับภูมิประเทศต่อไป และมีสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ จะส่งผลให้ภัยพิบัติสร้างความเสียหายซ้ำรอยเดิม</p>
<p><strong>รุจิโรจน์ อนามบุตร</strong> อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน คณะทำงานผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร บอกว่า กทม.กำลังร่างผังเมืองรวมที่ประกาศใช้ในปี 2555-2559 ซึ่งจะกำหนดลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยในเขตอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมจะอยู่ชั้นใน เช่น เกาะรัตนโกสินทร์ ถัดออกมาจะเป็นเขตพาณิชยกรรม เช่น สีลม สยาม และถัดออกมา เป็นที่อยู่อาศัยในเขตเมือง และจากนั้นเป็นชานเมืองและพื้นที่เกษตรกรรม เช่น มีนบุรี พุทธมณฑล ทวีวัฒนา ซึ่งขณะนี้ ได้รับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว อยู่ระหว่างประมวลคำร้องของผู้ที่ไม่เห็นด้วย โดยผู้ร้องมีทั้งเจ้าของที่ดินและผู้พัฒนาที่ดิน ซึ่งส่วนมากเห็นว่าการทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครครั้งนี้ จำกัดสิทธิการพัฒนาที่ดินของผู้ประกอบการมากเกินไป</p>
<p>โดยจุดเปลี่ยนของผังเมืองใหม่มี 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งจะกำหนดพื้นที่สำหรับพัฒนาเป็นศูนย์พาณิชยกรรมชานเมือง ที่เป็นจุดตัดของรถไฟฟ้าและรถเมล์เพื่อให้ผู้อาศัยอยู่ชานเมือง ไม่ต้องเข้ามากลางเมืองเพื่อซื้อสินค้า ซึ่งจะรองรับการสร้างศูนย์การค้า ร้านอาหารและโรงมหรสพได้มาก โดยจากการสอบถามผู้ประกอบการพบว่าค่อนข้างพอใจ  2.พื้นที่กลางเมืองจะให้อาคารมีความสูงมากขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยและทำให้ไม่ต้องขยายออกมาชานเมืองมากนัก 3.พื้นที่ชานเมือง เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย จะรักษาให้ไม่ให้หนาแน่น หรือกระจายตัวมาก เพราะหากหนาแน่นจะต้องลงทุนโครงสร้างมาก</p>
<p>ร่างผังเมืองกรุงเทพมหานครนี้ ต้องสามารถรองรับปัญหาน้ำท่วมได้ เป็นเป้าหมายที่รุจิโรจน์ บอกว่า แนวคิดให้พื้นที่ชานเมืองของกรุงเทพฯ มีการพัฒนาที่เบาบางลง และให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมจะช่วยบรรเทาปัญหาไปได้  ซึ่งการยกร่างผังเมืองครั้งนี้ก็จะสอดคล้องกับแนวทางนี้ โดยต้องการให้พื้นที่ดังกล่าว ไม่ต้องมีการก่อสร้างมาก และให้บ้านชายเมืองมีสภาพแวดล้อมที่ดี ทั้งนี้ผู้อยู่ในเขตชานเมืองต้องยอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในข่ายที่น้ำจะท่วม</p>
<p><em>          &#8221;</em>หากผังเมืองไม่มากำหนดเช่นนี้ และปล่อยให้ทุกคนพัฒนาที่ดินตามใจชอบ จะทำให้มีอาคารเต็มไปหมด  ซึ่งความจริงแล้วภาครัฐควรเข้มงวดการพัฒนาที่ดินในเขตเกษตรกรรมมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาสังคมพูดถึงสิ่งแวดล้อมน้อย จึงผ่อนปรน  ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ เป็นข้อพิสูจน์ว่าเมื่อเกิดวิกฤติธรรมชาติแล้วสร้างความเสียหาย จึงเป็นเรื่องถูกต้องที่ผังเมืองจะมองเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ถูกต้องมากขึ้น โดยคำนึงว่าพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องมีน้ำหลาก แม้จะมีการร้องคัดค้านว่า พื้นที่ชานเมืองที่กำหนดให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ควรอนุญาตให้พัฒนาที่ดินได้มากขึ้น แต่หากผังเมืองปล่อยให้สร้างได้มาก จะทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมและเจ้าของที่ดินจะเสียหาย จึงเป็นหน้าที่ของผู้วางผังเมือง ที่จะกำหนดว่าเขตดังกล่าว เป็นทางน้ำหลากตามธรรมชาติที่ฝืนไม่ได้ &#8221;</p>
<p>ขณะเดียวกันรุจิโรจน์ ยังกล่าวถึงพฤติกรรมของการซื้อขายที่ดินว่า ที่ผ่านมาผู้พัฒนาที่ดินจะซื้อที่ดินน้ำท่วมที่มีราคาถูก แล้วนำดินมาถม จึงเกิดปัญหาขวางทางน้ำ ซึ่งในกทม.มีจุดขวางทางน้ำหลายแห่ง รวมถึงในปริมณฑล เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ในอดีตเป็นหนองงูเห่า เป็นแหล่งซับน้ำ  ดังนั้นหากมีน้ำเข้ามามากก็มีโอกาสที่สนามบินจะถูกน้ำท่วม จึงควรมีการออกแบบให้น้ำไหลผ่านได้  ดังนั้นผู้พัฒนาที่ดินในเขตน้ำท่วม ควรร่วมกันรับผิดชอบ เช่น ชี้แจงให้ผู้ซื้อทราบ หรือการทำบ่อหน่วงน้ำ เพื่อให้น้ำค่อยๆ ระบายออกจากพื้นที่ ซึ่งการก่อสร้างอาคารที่เบาบางจะทำให้มีช่องว่างให้ดินซับน้ำฝนที่ตกลงมา</p>
<p><strong>&#8220;ปัญหาน้ำท่วมในกทม.เกิดจากการไม่ดูสภาพภูมิประเทศให้เหมาะสมกับการใช้ที่ดิน เช่น การถมที่ให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสภาพภูมิประเทศตามใจชอบ แบบไม่ดูผลกระทบและมองเฉพาะผลกำไรทางธุรกิจ ซึ่งหลายพื้นที่มีการใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสม เช่น พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่ลุ่ม ไม่เหมาะกับการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็มีการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมมานาน&#8221;</strong> รุจิโรจน์ กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ตามวิกฤติน้ำท่วมในปัจจุบัน จะเป็นโอกาสที่จะทำให้ทุกฝ่ายได้มาร่วมมือกันแก้ปัญหา โดยต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันว่า ปัญหาเกิดจากอะไร หากสภาพภูมิประเทศอยู่ติดริมแม่น้ำ ก็ต้องยอมรับว่าจะมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ 10 ปี 1 ครั้ง  และต้องมีระบบชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดการน้ำ  โดยต้องมีการถกเถียงกันว่า จะเก็บน้ำหรือปล่อยน้ำกันอย่างไรเพราะบาง พื้นที่ปลูกข้าวได้ปีละ 4 ครั้ง แต่บางพื้นที่ปลูกข้าวได้ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งหัวใจสำคัญต้องมองเรื่องความเสมอภาคทางสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>&#8220;การบริหารจัดการน้ำที่โปร่งใส และเสมอภาค แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการชี้แจงความจริงเกี่ยวกับการจัดการน้ำ เพราะอาจกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้ง แต่เชื่อว่าหากมีความโปร่งใสจะไม่เกิดปัญหาขัดแย้งเหมือนประชาชนจังหวัดชัยนาทกับสุพรรณบุรีที่เริ่มมีความขัดแย้งกัน เพราะไม่มีระบบบริหารจัดการ และไม่มีการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบที่ยอมรับได้  ทำให้มีการใช้อำนาจมาบริหารจัดการน้ำซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะเท่ากับให้ผู้ที่มีพวกมากมากำหนดแผนการจัดการน้ำ</strong> &#8221;รุจิโรจน์ สรุป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</strong></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8216;New Thailand&#8217; : สำหรับพวกเขา มันแปลว่าอะไร?</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/new-thailand-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/new-thailand-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Nov 2011 08:12:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[บทวิเคราะห์]]></category>
		<category><![CDATA[New Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย]]></category>
		<category><![CDATA[คำขวัญใหม่ของรัฐบาล]]></category>
		<category><![CDATA[แผนนิวไทยแลนด์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=27906</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;นิวไทยแลนด์&#8221; ที่ต้องใช้เงิน 9 แสนล้านใน 5 ปีเป็นคำขวัญใหม่ของรัฐบาลขณะที่มหาอุทกภัย ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยถอยความรุนแรงลง ผมไม่ทราบว่าตัวเลขมโหฬารนี้มาจากไหน และไม่คิดว่าควรจะเริ่มการฟื้นฟูประเทศด้วยการพูดถึงยอดเงิน แต่ควรจะเสนอ“แผนแม่บท” ที่ร่างขึ้นด้วยการระดมความเห็นจากทุกฝ่ายในประเทศก่อนที่จะบอกว่าจะต้องใช้เงินใช้ทองมากมายขนาดนั้น เพราะหากเราได้เรียนรู้อะไรจากวิกฤติครั้งนี้บ้าง ข้อแรกก็คือการป้องกันปัญหาและการบริหารวิกฤตินั้นข้อที่หนึ่งไม่ได้อยู่ที่ “ต้องใช้เงินเท่าไหร่” หากแต่อยู่ที่ว่า “ใช้คนมีความสามารถหรือไม่และใช้อย่างไร” บทเรียนอีกข้อหนึ่งคือหากเราไม่มีคนที่มีภาวะผู้นำเพียงพอแล้ว ประชาชนก็ไม่อาจจะมีศรัทธาต่อแผนงานใดๆ ที่ทางการประกาศว่าจะใช้เป็นหนทางแห่งการแก้ปัญหา คำว่า “ความน่าเชื่อถือ” มีค่ามากกว่าเงินล้านล้านบาทที่ถูกยกขึ้นมาเพื่อแถลงข่าวให้เห็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ สำนักข่าว Bloomberg ออกข่าวเมื่อวาน อ้างคำพูดของผู้บริหารสูงสุดของ Hana Microelectronics Pcl ในเมืองไทยที่โรงงานตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมอย่างรุนแรงว่า  “Thailand’s credibility is on the line here…” แปลว่าประเด็นใหญ่สำหรับประเทศไทยคือ “ความน่าเชื่อถือ” ซึ่งก็คือการบอกกล่าวกับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศว่านิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งจะมีการปกป้องอย่างแข็งแกร่งเพื่อให้ความมั่นใจว่าเรื่องเลวร้ายเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก  “ความน่าเชื่อถือ” เป็นหัวใจของการแก้ปัญหาในทุกระดับ ตั้งแต่ชาวบ้านที่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาอย่างฉับพลันทันกาล และมีแผนที่ยั่งยืนไปจนถึงนักลงทุนต่างชาติที่ต้องหนีกันจ้าละหวั่นเกือบเอาตัวไม่รอด เพราะทั้งชาวบ้านและนักธุรกิจรวมไปถึงคนไทยทั้งหลายที่อยู่ในเหตุการณ์ได้รับคำบอกเล่าว่าจากรัฐบาลว่า “เอาอยู่” หากการบริหารวิกฤติของรัฐบาลและศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เป็นไปตามมาตรฐานที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่น้ำท่วมเป็นต้นมา คะแนนของ “ความน่าเชื่อถือ” ก็คงอยู่ในระดับต่ำจนน่าใจหาย แผน “New Thailand” ที่ออกข่าวมาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ระดมความคิดของเอกชน ชุมชน นักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้านระดับท้องถิ่นจึงมิอาจจะสร้างความมั่นใจได้มากนัก ที่แถลงข่าวว่าแผนการ “นิวไทยแลนด์” จะเน้นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้กฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่ได้มีประเด็นอะไรใหม่ที่พอจะทำให้เกิดความเบาใจว่า หากเป็นไปตามนั้นแล้วจะสามารถป้องกันวิกฤติครั้งหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ผ่านมา วิกฤติครั้งนี้สะท้อนว่า “การเมือง” มีส่วนบิดเบือน “ข้อเท็จจริง” และ “ความถูกต้องชอบธรรม” ในการแก้ปัญหาอย่างน่าสมเพชยิ่ง เพราะคนเป็นผู้นำไม่อาจจะบริหารเหล่าบรรดารัฐมนตรีและ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/new-thailand-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b9%88/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/new-thailand.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-27907" title="new-thailand" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/new-thailand-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p><strong>&#8220;นิวไทยแลนด์&#8221; ที่ต้องใช้เงิน 9 แสนล้านใน 5 ปีเป็นคำขวัญใหม่ของรัฐบาลขณะที่มหาอุทกภัย ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยถอยความรุนแรงลง</strong></p>
<p>ผมไม่ทราบว่าตัวเลขมโหฬารนี้มาจากไหน และไม่คิดว่าควรจะเริ่มการฟื้นฟูประเทศด้วยการพูดถึงยอดเงิน แต่ควรจะเสนอ<strong>“แผนแม่บท”</strong> ที่ร่างขึ้นด้วยการระดม<span id="more-27906"></span>ความเห็นจากทุกฝ่ายในประเทศก่อนที่จะบอกว่าจะต้องใช้เงินใช้ทองมากมายขนาดนั้น</p>
<p><strong>เพราะหากเราได้เรียนรู้อะไรจากวิกฤติครั้งนี้บ้าง ข้อแรกก็คือการป้องกันปัญหาและการบริหารวิกฤตินั้นข้อที่หนึ่งไม่ได้อยู่ที่ “ต้องใช้เงินเท่าไหร่” หากแต่อยู่ที่ว่า “ใช้คนมีความสามารถหรือไม่และใช้อย่างไร”</strong></p>
<p>บทเรียนอีกข้อหนึ่งคือหากเราไม่มีคนที่มีภาวะผู้นำเพียงพอแล้ว ประชาชนก็ไม่อาจจะมีศรัทธาต่อแผนงานใดๆ ที่ทางการประกาศว่าจะใช้เป็นหนทางแห่งการแก้ปัญหา</p>
<p>คำว่า <strong>“ความน่าเชื่อถือ”</strong> มีค่ามากกว่าเงินล้านล้านบาทที่ถูกยกขึ้นมาเพื่อแถลงข่าวให้เห็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ</p>
<p>สำนักข่าว Bloomberg ออกข่าวเมื่อวาน อ้างคำพูดของผู้บริหารสูงสุดของ Hana Microelectronics Pcl ในเมืองไทยที่โรงงานตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมอย่างรุนแรงว่า<br />
<strong><em> “Thailand’s credibility is on the line here…”</em></strong></p>
<p>แปลว่าประเด็นใหญ่สำหรับประเทศไทยคือ <strong>“ความน่าเชื่อถือ”</strong> ซึ่งก็คือการบอกกล่าวกับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศว่านิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งจะมีการปกป้องอย่างแข็งแกร่งเพื่อให้ความมั่นใจว่าเรื่องเลวร้ายเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก</p>
<p><strong> “ความน่าเชื่อถือ”</strong> เป็นหัวใจของการแก้ปัญหาในทุกระดับ ตั้งแต่ชาวบ้านที่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาอย่างฉับพลันทันกาล และมีแผนที่ยั่งยืนไปจนถึงนักลงทุนต่างชาติที่ต้องหนีกันจ้าละหวั่นเกือบเอาตัวไม่รอด</p>
<p>เพราะทั้งชาวบ้านและนักธุรกิจรวมไปถึงคนไทยทั้งหลายที่อยู่ในเหตุการณ์ได้รับคำบอกเล่าว่าจากรัฐบาลว่า “เอาอยู่”<br />
หากการบริหารวิกฤติของรัฐบาลและศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เป็นไปตามมาตรฐานที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่น้ำท่วมเป็นต้นมา คะแนนของ<strong> “ความน่าเชื่อถือ”</strong> ก็คงอยู่ในระดับต่ำจนน่าใจหาย</p>
<p>แผน <strong>“New Thailand”</strong> ที่ออกข่าวมาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ระดมความคิดของเอกชน ชุมชน นักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้านระดับท้องถิ่นจึงมิอาจจะสร้างความมั่นใจได้มากนัก</p>
<p>ที่แถลงข่าวว่าแผนการ <strong>“นิวไทยแลนด์”</strong> จะเน้นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้กฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่ได้มีประเด็นอะไรใหม่ที่พอจะทำให้เกิดความเบาใจว่า หากเป็นไปตามนั้นแล้วจะสามารถป้องกันวิกฤติครั้งหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ผ่านมา</p>
<p>วิกฤติครั้งนี้สะท้อนว่า <strong>“การเมือง”</strong> มีส่วนบิดเบือน<strong> “ข้อเท็จจริง”</strong> และ <strong>“ความถูกต้องชอบธรรม”</strong> ในการแก้ปัญหาอย่างน่าสมเพชยิ่ง เพราะคนเป็นผู้นำไม่อาจจะบริหารเหล่าบรรดารัฐมนตรีและ ส.ส.ในสังกัดให้ยึดมั่นในวิธีคิดและวิถีปฏิบัติที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง</p>
<p>ตรงกันข้าม นักการเมืองหิวโหย และไร้ความรับผิดชอบเหล่านี้คือปัจจัยหลักในการทำให้ปัญหาร้ายแรงมากยิ่งขึ้น เพราะต้องการจะปกปักรักษาผลประโยชน์ของตนมากกว่าที่จะเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ</p>
<p>แม้ในยามวิกฤติ พวกเขายังมีพฤติกรรมอันน่ารังเกียจเช่นนี้ ..เช่นแอบอ้างของบริจาคเป็นของตนและหลบเลี่ยงความรับผิดชอบในการเข้าไปแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส</p>
<p>จะมีอะไรที่ทำให้เชื่อใจได้ว่าในการวางแผนใช้เงินเกือบล้านล้านบาทที่เป็นข่าว จะไม่ถูกนักการเมืองเหล่านี้เอาไปปู้ยี่ปู้ยำเพื่อประโยชน์แห่งตนอีกเล่า?</p>
<p><strong>“นิวไทยแลนด์” ต้องมาจากรากหญ้าและผู้ปฏิบัติ มิใช่คำขวัญหาทางถลุงเงินด้วย “อภิมหาโปรเจค” ของบรรดานักการเมืองตะกละตะกลามทั้งหลาย</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย : กาแฟดำ</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<p>ภาพ : siamintelligence.com</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/new-thailand-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b9%88/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/new-thailand-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำลด อะไรจะผุด</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Nov 2011 06:24:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ของแพง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบหลังน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=27856</guid>
		<description><![CDATA[หากจะไม่เขียนถึงเรื่องน้ำท่วมก็อาจจะเชยและใจดำต่อท่านผู้อ่านไปหน่อย เดือนนี้ผมเขียนบทความก่อนที่จะ “อพยพ” ครอบครัวไปอยู่ที่ระยองสัก 2-3 วัน  กะให้ผ่านวันที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดในวันที่ 31 ตุลาคม  ผมคงไม่แตกต่างจากคนกรุงเทพฯ โดยทั่วไปที่เป็นห่วงบ้าน  ถึงแม้ว่าบ้านผมจะอยู่ในเขต “เสี่ยงน้อย” และตัวบ้านก็อยู่สูงกว่าระดับถนนมาก แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ได้ยกของที่อาจเสียหายไปอยู่ชั้นสอง หากจะไม่เขียนถึงเรื่องน้ำท่วมก็อาจจะเชยและใจดำต่อท่านผู้อ่านไปหน่อย แต่ก็พยายามจำกัด “ขอบเขต” ไม่ไปก้าวล่วงใครไม่ว่าจะอยู่สีไหนก็ตามนะครับ  ผมมีประเด็นอยู่สองสามประเด็น  และแน่นอนที่สุดเป็นเพียงความเห็นและการคาดการณ์ส่วนตัวของผมนะครับ  โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ เรื่องแรก  ข้าวยากหมากแพงน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังน้ำลด  สินค้าอุปโภคบริโภคน่าจะขาดแคลนและมีราคาแพง  เนื่องจากโรงงานผลิตจะผลิตไม่ทันความต้องการ  พื้นที่เพาะปลูกพืชผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวโดนทำลายเสียหายมาก  (จริงๆ ในช่วงที่ผ่านมาบ้านเราทุกสื่อจ้องอยู่กับการรายงานข่าวน้ำท่วม  แต่สื่อนอกเขาคุยกันเรื่องนี้มาก) ผลกระทบต่อราคาข้าวคงจะไม่จำกัดเฉพาะบ้านเรา  แต่เป็นในระดับสากลเลยนะครับ  บางท่านอาจจะแย้งว่าประเทศไทยมี stock ข้าวอยู่หลายล้านตัน ข้อเท็จจริงก็คือ (ถ้ามีอยู่จริง)  การกระจายข้าวดังกล่าวไปถึงประชาชนโดยทั่วถึงในเวลาที่ทุกคนต้องการก็เป็นภารกิจที่ไม่ง่ายนัก  เคยได้ยินไหมครับคนหิวสามารถทำอะไรก็ได้  นี่ยังไม่ได้พูดถึงอาหารตัวอื่นๆ ผักหญ้า  ซึ่งก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ในทิศทางเดียวกัน  หรือไม่ว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้างต่างๆ อิฐหินปูนทราย  ก็ลองนึกดูนะครับ เรื่องที่สอง  การฟื้นฟูโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (infrastructure) ที่เสียหาย  คงต้องใช้เงินมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ  การดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลจำนวนมากก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  อาจจะได้รับอานิสงส์จากฐานะการคลังที่แข็งแกร่งมาจากรัฐบาลชุดที่แล้วบ้าง  แต่ก็ไม่เป็นการรับรองว่าจะทำได้ง่ายๆ  เหตุผลหลักก็คือรายรับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%94/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/5494006043_b646a428fb.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-27857" title="5494006043_b646a428fb" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/5494006043_b646a428fb-200x300.jpg" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p><strong>หากจะไม่เขียนถึงเรื่องน้ำท่วมก็อาจจะเชยและใจดำต่อท่านผู้อ่านไปหน่อย</strong></p>
<p>เดือนนี้ผมเขียนบทความก่อนที่จะ “อพยพ” ครอบครัวไปอยู่ที่ระยองสัก 2-3 วัน  กะให้ผ่านวันที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดในวันที่ 31 ตุลาคม  ผมคงไม่แตกต่างจากคน<span id="more-27856"></span>กรุงเทพฯ โดยทั่วไปที่เป็นห่วงบ้าน  ถึงแม้ว่าบ้านผมจะอยู่ในเขต “เสี่ยงน้อย” และตัวบ้านก็อยู่สูงกว่าระดับถนนมาก แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ได้ยกของที่อาจเสียหายไปอยู่ชั้นสอง</p>
<p>หากจะไม่เขียนถึงเรื่อง<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%B9%E9%D3%B7%E8%C7%C1" target="_blank">น้ำท่วม</a>ก็อาจจะเชยและใจดำต่อท่านผู้อ่านไปหน่อย แต่ก็พยายามจำกัด “ขอบเขต” ไม่ไปก้าวล่วงใครไม่ว่าจะอยู่สีไหนก็ตามนะครับ  ผมมีประเด็นอยู่สองสามประเด็น  และแน่นอนที่สุดเป็นเพียงความเห็นและการคาดการณ์ส่วนตัวของผมนะครับ  โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ</p>
<p>เรื่องแรก  ข้าวยากหมากแพงน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังน้ำลด  สินค้าอุปโภคบริโภคน่าจะขาดแคลนและมีราคาแพง  เนื่องจากโรงงานผลิตจะผลิตไม่ทันความต้องการ  พื้นที่เพาะปลูกพืชผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวโดนทำลายเสียหายมาก  (จริงๆ ในช่วงที่ผ่านมาบ้านเราทุกสื่อจ้องอยู่กับการรายงานข่าว<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%B9%E9%D3%B7%E8%C7%C1" target="_blank">น้ำท่วม</a>  แต่สื่อนอกเขาคุยกันเรื่องนี้มาก) ผลกระทบต่อราคาข้าวคงจะไม่จำกัดเฉพาะบ้านเรา  แต่เป็นในระดับสากลเลยนะครับ  บางท่านอาจจะแย้งว่าประเทศไทยมี stock ข้าวอยู่หลายล้านตัน</p>
<p>ข้อเท็จจริงก็คือ (ถ้ามีอยู่จริง)  การกระจายข้าวดังกล่าวไปถึงประชาชนโดยทั่วถึงในเวลาที่ทุกคนต้องการก็เป็นภารกิจที่ไม่ง่ายนัก  เคยได้ยินไหมครับคนหิวสามารถทำอะไรก็ได้  นี่ยังไม่ได้พูดถึงอาหารตัวอื่นๆ ผักหญ้า  ซึ่งก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ในทิศทางเดียวกัน  หรือไม่ว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้างต่างๆ อิฐหินปูนทราย  ก็ลองนึกดูนะครับ</p>
<p>เรื่องที่สอง  การฟื้นฟูโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (infrastructure) ที่เสียหาย  คงต้องใช้เงินมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ  การดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลจำนวนมากก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  อาจจะได้รับอานิสงส์จากฐานะการคลังที่แข็งแกร่งมาจากรัฐบาลชุดที่แล้วบ้าง  แต่ก็ไม่เป็นการรับรองว่าจะทำได้ง่ายๆ  เหตุผลหลักก็คือรายรับ (ภาษี) คงจะตกเป้าไปมาก  เนื่องจากความเสียหายจาก<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%B9%E9%D3%B7%E8%C7%C1" target="_blank">น้ำท่วม</a>ในขณะที่มีหน้าที่ในการฟื้นฟูดังกล่าว  ดังนั้นฐานะการคลังของประเทศก็มีความเป็นไปได้ที่จะอ่อนแอลงไปในอนาคต ซึ่งในที่สุด (หากไม่สามารถทำให้แข็งแกร่งกลับขึ้นมาได้โดยเร็ว)  ก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของเรา  ต้นทุนในการระดมเงินในตลาดการเงินระหว่างประเทศก็จะสูงขึ้น</p>
<p>เรื่องที่สาม  ตลาดเงินและตลาดทุน  ซึ่งเป็นตลาดที่มีความอ่อนไหว (sensitive) ต่อเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมค่อนข้างสูง  ยังเป็นการยากที่จะคาดเดา  ถึงแม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วเศรษฐกิจไทยก็ &#8220;เซ&#8221; ไปพอควรจาก<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%B9%E9%D3%B7%E8%C7%C1" target="_blank">น้ำท่วม</a>ครั้งนี้  คงต้องคาดเดาเอาว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Capital Flow) จะเป็นอย่างไร  หากให้ผมคาดเดาเอาด้วยปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอลง  น่าจะเป็นตัวเร่ง (catalyst) ให้ย้ายตลาดเล่นเป็นจริงมากขึ้น  ลองกลับไปอ่านบทความของผมในช่วงที่ผ่านมาก็จะรู้ว่า  การเปลี่ยนตลาดเล่นน่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายและเร็วขึ้น  ทางด้านตลาดเงิน  ทางธนาคารกลางคงต้อง (อาจจะอยู่ในแผนแล้วก็ได้) “เปิดประตู” ระบายสภาพคล่อง (ที่ไม่ใช่น้ำ) ทุกบานให้กว้าง  เพื่อทำให้แน่ใจว่าระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการฟื้นฟูประเทศ  และนี้น่าจะเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยไม่ขึ้นแน่นอนอย่างน้อยก็ในระยะเวลา 3 ถึง 6 เดือน</p>
<p><strong>สุดท้ายนี้ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคน “เหนื่อย” มาก  ในขณะนี้การให้กำลังใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็น  เราก็ได้เห็นได้ยินได้ฟังหลายๆ อย่างในช่วงที่ผ่านมา  มีทั้งแบบที่ดีและแบบที่ไม่ได้เรื่อง  ก็เพียงอยากให้ทุกคนจดจำเอาไว้  อย่าลืมง่ายๆ  อย่าลืมว่าพวกเราทุกคนเป็นเจ้าของประเทศตัวจริง  และเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง  ไอ้ประเภท  จ้อประจำ  ยโสโอหัง  หรือพูดจาเพ้อเจ้อ  หรือพูดจาฟังไม่รู้เรื่อง  หรือชอบแอบอ้าง  ก็อย่าไปเลือก  บทเรียนครั้งนี้ก็น่าจะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับเจ้าของประเทศทุกคน  สวัสดี  </strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย : เสถียร ตันธนะสฤษดิ์</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<p>ภาพ : lurvely.com</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%94/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

