<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ASA Media : อาสามีเดีย &#187; มองการศึกษา</title>
	<atom:link href="http://www.asamedia.org/category/article/education-view/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.asamedia.org</link>
	<description>สื่อสีขาว สื่อสร้างสรรค์ สร้างจิตสำนึกดี</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 13:27:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>ระบบอุปถัมภ์ การดึงคนเข้าสู่ความเป็นทาส</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%82/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%82/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Sep 2011 05:36:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบอุปถัมภ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=25709</guid>
		<description><![CDATA[คนที่พูดด้วยปาก และ คิดด้วยใจ มักจะบอกกับสังคมว่า ต้องการเสรีภาพ และ ไม่ต้องการความเป็นทาส แต่พฤติกรรมของคนประเภทนี้ จะไม่เข้าใจชีวิตว่า &#8220;คุณภาพของชีวิต&#8221; มีลักษณะอย่างไร &#160; นักการเมือง นักปกครอง ที่พยายามจะ เปิดโอกาสให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอนาคตที่น่าภาคภูมิใจ ด้วย การนำเอาระบบอุปถัมภ์มาใช้ คนพวกนี้ จัดได้ว่า เป็น คนที่ พูดด้วยปาก และ คิดด้วยใจ จำพวกหนึ่ง เพราะ เขาไม่เข้าใจว่า คุณภาพชีวิตที่แท้จริงนั้น เป็นเช่นไร &#160; การปกครองในระยะหลังๆมานี้ นักการเมืองที่ มีโอกาสบริหารประเทศ มักจะนำเอาระบบอุปถัมภ์มาใช้กับคนในประเทศ เพราะ เชื่อว่า นอกเหนือจะได้รับความนิยมจากคนที่รอการอุปถัมภ์แล้ว เขายังมีโอกาสที่จะ ครอบครองอำนาจไปได้อีกนาน อาทิ เช่น มีการมอบเงิน สิ่งของ หรือ ความสบายให้กับคนอย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติของการดำรงชีวิต &#160; คนที่ได้รับการเลี้ยงดู โดยระบบอุปถัมภ์ จะมีความสะดวกสบาย ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน หรือ ใช้ความสามารถของสิ่งที่ธรรมชาติให้มา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%82/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/500x322.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-25710" title="500x322" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/500x322-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p>คนที่พูดด้วยปาก และ คิดด้วยใจ มักจะบอกกับสังคมว่า ต้องการเสรีภาพ และ ไม่ต้องการความเป็นทาส แต่พฤติกรรมของคนประเภทนี้ จะไม่เข้าใจชีวิตว่า &#8220;คุณภาพของชีวิต&#8221; มีลักษณะอย่างไร<span id="more-25709"></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นักการเมือง นักปกครอง ที่พยายามจะ เปิดโอกาสให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอนาคตที่น่าภาคภูมิใจ ด้วย การนำเอาระบบอุปถัมภ์มาใช้ คนพวกนี้ จัดได้ว่า เป็น คนที่ พูดด้วยปาก และ คิดด้วยใจ จำพวกหนึ่ง เพราะ เขาไม่เข้าใจว่า คุณภาพชีวิตที่แท้จริงนั้น เป็นเช่นไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การปกครองในระยะหลังๆมานี้ นักการเมืองที่ มีโอกาสบริหารประเทศ มักจะนำเอาระบบอุปถัมภ์มาใช้กับคนในประเทศ เพราะ เชื่อว่า นอกเหนือจะได้รับความนิยมจากคนที่รอการอุปถัมภ์แล้ว เขายังมีโอกาสที่จะ ครอบครองอำนาจไปได้อีกนาน อาทิ เช่น มีการมอบเงิน สิ่งของ หรือ ความสบายให้กับคนอย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติของการดำรงชีวิต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คนที่ได้รับการเลี้ยงดู โดยระบบอุปถัมภ์ จะมีความสะดวกสบาย ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน หรือ ใช้ความสามารถของสิ่งที่ธรรมชาติให้มา ชีวิตที่ดำเนินอยู่เป็นประจำวัน จะฝากไว้กับ เจ้านายที่ให้ความอุปถัมภ์เท่านั้น คนพวกนี้ หากมองให้ดีๆแล้วก็ไม่ต่างกับ คนเป็นทาส ในยุคโบราณนั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดังนั้น ถ้าจะประมาณเอาว่า ระบบอุปถัมภ์ คือ การ ชักลากให้ คนเข้าสู่วังวนแห่งความเป็นทาสก็คงไม่ผิดนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แม้ยังไม่มีผลงานปรากฎออกมาให้เห็น แต่ สิ่งที่เขาประกาศออกมาว่าจะให้เด็กเรียนฟรี ให้เงินกู้ยืมเรียน หรือ แม้กระทั่ง การบอกว่าจะแจกคูปองการศึกษาให้กับนักเรียน และพ่อแม่เพื่อนำเอาไปใช้จ่ายเป็นค่าการศึกษา ทุกอย่าง ล้วนจัดอยู่ในจำพวก ระบบอุปถัมภ์ ทั้งสิ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถ้าการวางรากฐานของการศึกษาเพื่อสร้างเยาวชนให้เป็นผู้ใหญ่ในอนาคตด้วยการ ใช้ระบบอุปถัมภ์ คำตอบ ที่ไม่ต้องรอการพิสูจน์ ปรากฎออกมาให้เห็นได้เลยว่า คุณภาพชีวิตของ เยาวชนยุคนี้ จะไม่ดีไปกว่า คนที่เป็นทาสในสมัยโบราณเท่าไรนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จึงอยากขอเรียนถามว่า ผู้บริหารประเทศทุกคนที่คิดว่า การนำเอาระบบอุปถัมภ์มาใช้เพื่อสร้างความสุข และสร้างคุณภาพชีวิตให้กับพลเมืองนั้น คุณคิดและเห็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ ว่า มันเป็น กุศโลบายที่คุณต้องการสร้างให้คนในประเทศตกเป็นทาสของคุณตลอดไปตราบเท่าที่คุณยังเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเล่นการเมืองของคุณ ช่วยตอบให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ???</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ชนิตร ภู่กาญจน์.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : แนวหน้า</p>
<p>ภาพ : rsunews.net</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%82/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%82/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปิดเสรีอาเซียน เรื่องหนักอกเด็กจบใหม่</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Sep 2011 05:10:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ขาดแคลนบุคลากร]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากรระดับหัวกะทิ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กจบใหม๋]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดเสรีอาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงานต่างด้าว]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ future career]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=25327</guid>
		<description><![CDATA[&#160; ดูเหมือนความตื่นตัวในการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 ของไทยยังอยู่ในวงแคบ ๆ โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่ควรจะมีการเสริมวิชาด้านความรู้ เรื่องวัฒนธรรมของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคให้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม อย่างที่รู้กันว่าเมื่อโลกของอาเซียนเริ่มเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานก็จะตามมา และ สิ่งที่ทุกคนเป็นห่วงคือ แรงงานในระดับหัวกะทิของไทยจะหลั่งไหลไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะสิงคโปร์  โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่จบใหม่ หรืออีก 4 ปีจะจบพร้อมกับการเปิดเสรีอาเซียนยิ่งต้องเสริมความแข็งแกร่งให้แก่เด็กกลุ่มนี้ โดย อาจารย์บัญชา พระพล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยอมรับว่า สิ่งหนึ่งที่เราจะหนีความจริงไม่ได้คือการยอมรับว่ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีการปรับตัวเพื่อรับกับนโยบายเปิดเสรีอาเซียนช้ากว่าในหลายประเทศ  ที่ผ่านมาหน่วยงานเกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีอาเซียนยังไม่ค่อยลงมาให้ความรู้ในมหาวิทยาลัยเท่าที่ควร ซึ่งที่ผ่านมาหลายมหาวิทยาลัยพยายามกำหนดแนวทางพัฒนาของตนเองแบบต่างคนต่างทำ สิ่งที่ต้องยอมรับอีกอย่างคือมหาวิทยาลัยของรัฐค่อนข้างปรับตัวช้ากว่าเอกชน โดยที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยพยายามส่งเสริมการเรียนด้านภาษาเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับนักเรียน เช่น มีการเรียนภาษาเพิ่มเติมหลังจากชั่วโมงเรียน แต่สิ่งที่ยังขาดคือองค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศในอาเซียน เพราะถ้าเด็กได้ไปทำงานในต่างประเทศการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นการปูพื้นที่ให้รู้จักมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ย่อมเป็นผลดีต่อตัวเด็กด้วย ขณะที่อาจารย์เองก็พยายามเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่เป็นระบบ ปีที่ผ่านมา มีนักศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยได้งานกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ สาขาวิชาที่ได้งานมากคือ สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ รองลงมาคือสาขาสังคมศาสตร์และศิลปศาสตร์ และด้วยความต้องการของตลาดแรงงานโดยเฉพาะภาคอีสานจึงทำให้หลายบริษัทเข้ามาทำโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัยในการรับสมัครเด็กที่กำลังจะจบหรือขึ้นชั้นปีที่ 3 เพื่อคัดเลือกคนที่เหมาะสมในการเป็นพนักงานของบริษัท เพราะเมื่อจบแล้วจะมีงานทำทันทีโดยอนาคตจะมีการแข่งขันในการคัดเลือกเด็กเพิ่มสูงขึ้นเมื่อไทยเข้าร่วมเปิดเสรีอาเซียน เนื่องจากเด็กที่เป็นระดับหัวกะทิมีสิทธิเลือกว่าจะเข้าทำงานกับบริษัทในไทยหรือจะออกไปทำงานในต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่นักศึกษาควรเตรียมพร้อมนอกจากฝึกภาษาแล้ว ระหว่างเรียนควรทำผลการเรียนให้ออกมาดีเนื่องจากหลายบริษัทจะเลือกเราก็ต่อเมื่อผลการเรียนดีจนเป็นที่น่าสนใจ ขณะเดียวกันการทำกิจกรรมก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะทางมหาวิทยาลัยมีการสำรวจบริษัทที่รับนักศึกษาเข้าทำงานพบว่ามีความชื่นชอบเด็กที่ทำกิจกรรมเพราะสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี ด้านภาคเอกชนอย่าง ปริโสทัต ปุณณภุม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านบริหารทรัพยากรบุคคล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab/" layout="button_count"></fb:like></span><p>&nbsp;</p>
<p>ดูเหมือนความตื่นตัวในการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 ของไทยยังอยู่ในวงแคบ ๆ โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่ควรจะมีการเสริมวิชาด้านความรู้ เรื่องวัฒนธรรมของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคให้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม อย่างที่รู้กันว่าเมื่อโลกของอาเซียนเริ่มเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานก็จะตามมา และ สิ่งที่ทุกคนเป็นห่วงคือ แรงงานในระดับหัวกะทิของไทยจะหลั่งไหลไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะสิงคโปร์ <span id="more-25327"></span><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/p4thurl6.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-25339" title="p4thurl" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/p4thurl6.jpg" alt="" width="260" height="156" /></a></p>
<p>โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่จบใหม่ หรืออีก 4 ปีจะจบพร้อมกับการเปิดเสรีอาเซียนยิ่งต้องเสริมความแข็งแกร่งให้แก่เด็กกลุ่มนี้ โดย อาจารย์บัญชา พระพล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยอมรับว่า สิ่งหนึ่งที่เราจะหนีความจริงไม่ได้คือการยอมรับว่ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีการปรับตัวเพื่อรับกับนโยบายเปิดเสรีอาเซียนช้ากว่าในหลายประเทศ <!--more--></p>
<p>ที่ผ่านมาหน่วยงานเกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีอาเซียนยังไม่ค่อยลงมาให้ความรู้ในมหาวิทยาลัยเท่าที่ควร ซึ่งที่ผ่านมาหลายมหาวิทยาลัยพยายามกำหนดแนวทางพัฒนาของตนเองแบบต่างคนต่างทำ สิ่งที่ต้องยอมรับอีกอย่างคือมหาวิทยาลัยของรัฐค่อนข้างปรับตัวช้ากว่าเอกชน โดยที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยพยายามส่งเสริมการเรียนด้านภาษาเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับนักเรียน เช่น มีการเรียนภาษาเพิ่มเติมหลังจากชั่วโมงเรียน</p>
<p>แต่สิ่งที่ยังขาดคือองค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศในอาเซียน เพราะถ้าเด็กได้ไปทำงานในต่างประเทศการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นการปูพื้นที่ให้รู้จักมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ย่อมเป็นผลดีต่อตัวเด็กด้วย ขณะที่อาจารย์เองก็พยายามเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่เป็นระบบ</p>
<p>ปีที่ผ่านมา มีนักศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยได้งานกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ สาขาวิชาที่ได้งานมากคือ สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ รองลงมาคือสาขาสังคมศาสตร์และศิลปศาสตร์ และด้วยความต้องการของตลาดแรงงานโดยเฉพาะภาคอีสานจึงทำให้หลายบริษัทเข้ามาทำโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัยในการรับสมัครเด็กที่กำลังจะจบหรือขึ้นชั้นปีที่ 3 เพื่อคัดเลือกคนที่เหมาะสมในการเป็นพนักงานของบริษัท เพราะเมื่อจบแล้วจะมีงานทำทันทีโดยอนาคตจะมีการแข่งขันในการคัดเลือกเด็กเพิ่มสูงขึ้นเมื่อไทยเข้าร่วมเปิดเสรีอาเซียน เนื่องจากเด็กที่เป็นระดับหัวกะทิมีสิทธิเลือกว่าจะเข้าทำงานกับบริษัทในไทยหรือจะออกไปทำงานในต่างประเทศ</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่นักศึกษาควรเตรียมพร้อมนอกจากฝึกภาษาแล้ว ระหว่างเรียนควรทำผลการเรียนให้ออกมาดีเนื่องจากหลายบริษัทจะเลือกเราก็ต่อเมื่อผลการเรียนดีจนเป็นที่น่าสนใจ ขณะเดียวกันการทำกิจกรรมก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะทางมหาวิทยาลัยมีการสำรวจบริษัทที่รับนักศึกษาเข้าทำงานพบว่ามีความชื่นชอบเด็กที่ทำกิจกรรมเพราะสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี</p>
<p>ด้านภาคเอกชนอย่าง ปริโสทัต ปุณณภุม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มองการเปิดเสรีอาเซียนว่า ปัญหาที่ตามมาคือการที่บริษัทในประเทศขาดแรงงานระดับหัวกะทิ เนื่องจากคนเหล่านั้นจะหันไปทำงานกับบริษัทต่างชาติ ดังนั้นภาคเอกชนเองต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสวัสดิการและเงินเดือน โดยทางเครือฯ เตรียมปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เปรียบเทียบเงินเดือนและสวัสดิการกับบริษัทอื่นในประเทศ แต่ตอนนี้จะต้องมองเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นในอาเซียนมากขึ้น</p>
<p>สำหรับตำแหน่งที่น่าจะขาดแคลนบุคลากรในอนาคตคือ บัญชี เนื่องจากคนที่เป็นระดับหัวกะทิมีแนวโน้มจะไปทำงานกับบริษัทในสิงคโปร์ด้วยตัวเงินที่จูงใจและสวัสดิการ ซึ่งภาคเอกชนเองต้องปรับตัวอย่างมากเพื่อเพิ่มการแข่งขันให้ทันกับบริษัทต่างชาติ ถือเป็นการยกระดับความสามารถของบุคลากรและองค์กรอีกทางหนึ่ง</p>
<p>“ด้านหัวกะทิอย่างคนที่จบวิศวะเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ไข เช่นเดียวกับภาครัฐเองส่วนใหญ่จะมองในแง่ของการเพิ่มศักยภาพของคนไทยให้แข่งขันได้กับคนต่างชาติซึ่งเป็นเรื่องที่ดี และต้องเร่งส่งเสริมอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันภาคเอกชนเองต้องเข้าไปร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับนักศึกษาที่จะเข้าไปในตลาดแรงงานด้วย”</p>
<p>ในส่วนของแรงงานที่ใช้กำลัง แรงงานต่างด้าวจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเมื่อเปิดเสรีอาเซียน เนื่องจากคนไทยบางส่วนหันไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งภาครัฐเองต้องมีแผนรองรับกับแรงงานต่างด้าวให้มากขึ้น เช่นเดียวกับเอกชนจะเริ่มประสบกับปัญหาแรงงานต่างด้าวมีการเลือกงาน เนื่องจากเมื่อความต้องการแรงงานมากขึ้นนายจ้างจะมีการเพิ่มสวัสดิการเพื่อจูงใจ ซึ่งแรงงานต่างด้าวก็จะเทกันไปทำในบริษัทเหล่านั้นมากขึ้น</p>
<p>แนวทางแก้ปัญหาอีกทางหนึ่งคือการเปิดโครงการ future career ที่บริษัทเข้าไปร่วมกับสถานศึกษาในการให้ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมเด็กก่อนเข้าไปทำงานและมีการคัดเลือกเด็กเข้ามาทำงานกับทางบริษัทผ่านโครงการนี้ เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่ค่อนข้างได้รับการดูแลจากครอบครัวมากกว่าคนรุ่นก่อน ทำให้เด็กหลายคนยังไม่มีความเข้าใจในการทำงานจริง ซึ่งการเข้ามาให้ความรู้และคัดเลือกเด็กเข้ามาทำงานต้องมีการบอกเส้นทางที่เขาจะต้องทำอย่างชัดเจน เพราะเด็กรุ่นนี้มีความต้องการที่ชัดเจน ขณะเดียวกันด้วยความที่ติดพ่อแม่มากเด็กจะให้ผู้ปกครองเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งการทำความเข้าใจกับผู้ปกครองก็เป็นอีกเรื่องที่เริ่มให้ความสำคัญเช่นกัน</p>
<p>บริษัทจะพยายามคัดเลือกเด็กที่เห็นว่าเหมาะสมกับองค์กรตั้งแต่ชั้นปีที่ 3 เพื่อพาเด็กไปเรียนรู้งานและฝึกงานจริง โดยช่วงปีที่ 3 หลายคณะจะมีการเลือกเรียนวิชาที่ลงลึกมากขึ้น เช่น เลือกว่าจะเรียนเรื่องสัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็ก ซึ่งการเข้ามาฝึกงานกับบริษัทจะทำให้เด็กเห็นการทำงานจริงมากขึ้น</p>
<p>“โครงการ future career จัดมาเป็นครั้งที่สอง ในปีนี้มีมหาวิทยาลัยที่ร่วมคือ ม.ขอนแก่น ม.สงขลานครินทร์ ม.เชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าปีนี้จะได้เด็กจบใหม่เข้ามาร่วมงานในทุกสายงานกว่า 500–600 คน”</p>
<p>ถือเป็นความท้าทายอันใกล้ที่ต้องเร่งวางพื้นฐานอย่างเป็นระบบในระยะยาว.</p>
<p><strong>รู้จักอาเซียน</strong></p>
<p>อาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพฯ ซึ่งได้ลงนามกันที่วังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาค ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงทางการเมือง สร้างสรรค์ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม การกินดีอยู่ดีบนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก</p>
<p>เมื่อแรกก่อตั้งในปี 2510 อาเซียนมีสมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ในเวลาต่อมา บรูไนดารุสซาลาม ได้เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 6 เมื่อปี 2527 เวียดนาม เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 7 ในปี 2538 ลาวและพม่า เข้าเป็นสมาชิกพร้อมกันเมื่อปี 2540 และกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกล่าสุดเมื่อปี 2542 ทำให้ในปัจจุบันอาเซียนมีสมาชิกรวมทั้งหมด 10 ประเทศ</p>
<p>สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เปลี่ยนผ่านจากสภาวะแห่งความตึงเครียดและการเผชิญหน้าในยุคสงครามเย็น มาสู่ความมีเสถียรภาพ ความมั่นคงและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในปัจจุบัน ซึ่งทำให้อาเซียนกลายเป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเป็นตัวอย่างของการรวมตัวของกลุ่มประเทศที่มีพลังต่อรองในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าของอาเซียนมีปัจจัยสำคัญจากความไว้ใจกันระหว่างรัฐสมาชิก อันก่อให้เกิดบรรยากาศที่สร้างสรรค์และเอื้อต่อการเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกัน</p>
<p>(ข้อมูลจาก สมาคมอาเซียน ประเทศไทย http://www.aseanthailand.org/index.php)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สศช.ชี้ เรียนฟรีเพิ่มโอกาสการศึกษา แต่เด็กไทยคุณภาพต่ำลง</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%aa%e0%b8%a8%e0%b8%8a-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%aa%e0%b8%a8%e0%b8%8a-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Aug 2011 06:07:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>nana</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สศช.]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการเรียนฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[ไอคิว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=24739</guid>
		<description><![CDATA[รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้นำเสนอสถานการณ์ด้านการศึกษาในปัจจุบัน ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า คนไทยมีศักยภาพและโอกาสด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นจากการขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี หลังมีนักเรียนได้รับประโยชน์ 12,471,611 ล้านคน แต่จากการประเมินผลสัมฤทธิ์ในวิชาหลักของนักเรียนกลับพบว่า มีผลสัมฤทธิ์ไม่ถึงร้อยละ 50 และยังพบสถานศึกษาที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์มีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ &#160; ทั้งนี้ แม้ว่า จำนวนผู้เรียนนอกระบบโรงเรียนได้เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 5.6 ล้านคน ในปีการศึกษา 2552 ส่วนจำนวนเด็กด้อยโอกาส เด็กพิการ และเด็กพิเศษนั้น ได้รับโอกาสทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้นจาก 3 ล้านคน มาอยู่ที่ 3.2 ล้านคน แต่จากการวัดค่าความฉลาดทางปัญญา(ไอคิว)ใน เด็กอายุระหว่าง 6-12 ปีซึ่งไอคิวระดับกลางจะอยู่ที่ 90-110 กลับพบว่า กว่าร้อยละ 25 มีค่าไอคิวต่ำกว่า 90 ส่วนร้อยละ 40 มีไอคิวปกติระหว่าง 90-109 &#160; ขณะที่การวัดระดับความฉลาดทางอารมณ์(อีคิว) ปรากฏว่า เด็กในวัย 3-5 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%aa%e0%b8%a8%e0%b8%8a-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/primary_01.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-24740" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/primary_01-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้นำเสนอสถานการณ์ด้านการศึกษาในปัจจุบัน ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า คนไทยมีศักยภาพและโอกาสด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นจากการขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี หลังมีนักเรียนได้รับประโยชน์ 12,471,611 ล้านคน</strong></p>
<p><strong>แต่จากการประเมินผลสัมฤทธิ์ในวิชาหลักของนักเรียนกลับพบว่า มีผลสัมฤทธิ์ไม่ถึงร้อยละ 50 และยังพบสถานศึกษาที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์มีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทั้งนี้ แม้ว่า จำนวนผู้เรียนนอกระบบโรงเรียนได้เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 5.6 ล้านคน ในปีการศึกษา 2552 ส่วนจำนวนเด็กด้อยโอกาส เด็กพิการ และเด็กพิเศษนั้น ได้รับโอกาสทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้นจาก 3 ล้านคน มาอยู่ที่ 3.2 ล้านคน แต่จากการวัดค่าความฉลาดทางปัญญา(ไอคิว)ใน เด็กอายุระหว่าง 6-12 ปีซึ่งไอคิวระดับกลางจะอยู่ที่ 90-110 กลับพบว่า กว่าร้อยละ 25 มีค่าไอคิวต่ำกว่า 90 ส่วนร้อยละ 40 มีไอคิวปกติระหว่าง 90-109</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขณะที่การวัดระดับความฉลาดทางอารมณ์(อีคิว) ปรากฏว่า เด็กในวัย 3-5 ปี และ 6-11 ปี มีความคิดการปรับตัวต่อปัญหาและความกระตือรือร้น ทั้งหมดมีคะแนนลดลงแต่อยู่ในเกณฑ์ปกติ</p>
<p>ดังนั้น จากข้อมูลข้างต้นจึงสศช.จึงเห็นว่า ต้องมีการเพิ่มช่องทางการเรียนรู้นอกห้องเรียน และส่งเสริมการจัดการศึกษาทางไกลของสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งให้มีคุณภาพและมาตรฐาน และส่งเสริมการพัฒนากำลังคนในด้านที่ยังขาดแคลน เพราะสัดส่วนการผลิตบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่ำกว่าบัณฑิตสาขา สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ขณะที่บุคลากรด้านวิจัยเพิ่มขึ้นแต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ อื่นๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : <a href="http://news.mthai.com/">http://news.mthai.com</a></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%aa%e0%b8%a8%e0%b8%8a-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%aa%e0%b8%a8%e0%b8%8a-%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นโยบายการศึกษา ต้องแลหน้า&#8230;เหลียวหลังไปพร้อมๆกัน</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Aug 2011 04:13:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[งบประมาณการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายด้านการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรสถานศึกษา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=24316</guid>
		<description><![CDATA[มาถึงตอนนี้รัฐบาลปูหนึ่งก็ได้เสนาบดีแต่ละกระทรวงไปเรียบร้อยแล้วซึ่งก็มีทั้งโดนใจและโดนยี้บ้างเป็นธรรมดา  โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการก็ถูกมองว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการศึกษาน้อยไปหน่อยจนหลายฝ่ายอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าจะสามารถเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติการศึกษาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ได้หรือไม่ ซึ่งความเป็นห่วงที่ว่านี้หากมองในแง่บวกก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะจะช่วยสร้างความตระหนักให้กับรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ได้เร่งทำงานเพื่อพิสูจน์ฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ เพราะว่ากันตามความจริงแล้วหากรัฐมนตรีสามารถช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้ข้าราชการได้ช่วยกันคิดและดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้วเรื่องประสบการณ์จึงไม่น่าจะมีผลมากนัก สำหรับนโยบายด้านการศึกษานั้นแม้ตอนนี้จะยังไม่ประกาศออกมาเป็นทางการแต่ทุกฝ่ายก็คงพอจะทราบล่วงหน้าไปบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็นการแจกแท็บเล็ต การส่งเสริมการศึกษาสายอาชีพหรือการปรับเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ส่วนของหน่วยงานแท่งต่าง ๆ  ก็มีการเตรียมงานใหม่ให้รัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วเช่นกัน ซึ่งจากนโยบายทั้งที่เป็นส่วนของรัฐบาลและงานแท่งต่าง ๆ เตรียมนำเสนอนั้นแม้จะเป็นเรื่องใหม่ดูน่าสนใจและจะช่วยให้ของบประมาณได้ง่ายขึ้นก็ตาม แต่อาจไม่ตรงกับการแก้ปัญหาและความต้องการพัฒนาของพื้นที่ก็เป็นไปได้ด้วยผู้ที่จะรู้จริงถึงปัญหาและวิธีการพัฒนาได้ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นผู้ปฏิบัติในพื้นที่ การที่หน่วยเหนือเป็นผู้คิด ตัดสินใจเองทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงผู้ปฏิบัติก็อาจทำให้การแก้ปัญหาและพัฒนาไม่ตรงจุดซ้ำจะกลายเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ปฏิบัติมากยิ่งขึ้นอีกก็เป็นไปได้ เมื่อมาถึงรัฐบาลชุดนี้จึงอยากให้รัฐมนตรีได้ฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติในพื้นที่บ้างเพื่อจะได้ทราบถึงแก่นแท้ของปัญหาและแก้ไขได้ถูกทาง เพราะการจัดการศึกษาให้กับบุคลากรของชาติที่มีหลากหลายบริบทจะใช้วิธีการเดียวกันทั้งหมดโดยมุ่งเดินหน้าสู่ความเป็นเลิศอย่างเดียวคงไม่ได้ ด้วยศักยภาพของเด็กและโรงเรียนที่พร้อมที่จะเดินหน้าสู่สากลได้นั้นมีเพียงส่วนหัวที่ไม่น่าจะเกินร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือทั้งที่เป็นส่วนกลางและส่วนท้ายจะเป็นบุคลากรระดับรากแก้วทำให้ทั้งเด็กและโรงเรียนยังขาดความพร้อมในหลายด้านคงไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องคุณภาพวิชาการตกต่ำอย่างเดียว แต่จะรวมถึงปัญหาคุณภาพชีวิตที่เด็กส่วนใหญ่ยังอ่อนด้อยทั้ง IQ, EQ, AQ, MQ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจึงเข้าสู่ลักษณะแล้งน้ำใจ ไร้มารยาท ขาดคุณธรรม นำแต่ผลประโยชน์ส่วนตน ไม่สนสังคมเข้าไปทุกขณะ เมื่อการดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างไร้เป้าหมาย มาเรียนไปวัน ๆ ตามหน้าที่ การเดินหลงทางไปตามเพื่อนโดยไม่รู้ศักยภาพของตนเองด้วยการเน้นหนักเฉพาะวิชาการเพื่อการเรียนต่อสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงทำให้ธุรกิจกวดวิชาเจริญรุ่งเรืองมีรายได้ปีละหลายหมื่นล้านบาทแต่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ปกครองอย่างมาก ทั้งที่เมื่อเรียนจบแล้วก็ยังไม่รู้วิถีชีวิตของตนเอง ซึ่งปัญหาของเด็กที่ว่านี้ยังไม่รวมถึงกลุ่มเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดเลขไม่เป็น เด็กยากจน เด็กเร่ร่อน เด็กออกกลางคัน เด็กพิการ เด็กไร้สัญชาติ เด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กันดารห่างไกล ฯลฯ นโยบายการศึกษาจึงต้องหันมามองกับเด็กกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ว่าจะทำอย่างไรให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพื่อให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข มีอาชีพบนพื้นฐานความพอเพียงสอดคล้องกับทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่ไม่ใช่คิดแต่จะเดินหน้าแข่งขันกับนานาชาติอย่างเดียวโดยไม่สนใจว่าเด็กกลุ่มต่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%99/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/p23urltop.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-24318" title="p23urltop" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/p23urltop.jpg" alt="" width="300" height="688" /></a></p>
<p>มาถึงตอนนี้รัฐบาลปูหนึ่งก็ได้เสนาบดีแต่ละกระทรวงไปเรียบร้อยแล้วซึ่งก็มีทั้งโดนใจและโดนยี้บ้างเป็นธรรมดา  โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการก็ถูกมองว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการศึกษาน้อยไปหน่อยจนหลายฝ่ายอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าจะสามารถเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติการศึกษาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ได้หรือไม่ ซึ่ง<span id="more-24316"></span>ความเป็นห่วงที่ว่านี้หากมองในแง่บวกก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะจะช่วยสร้างความตระหนักให้กับรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ได้เร่งทำงานเพื่อพิสูจน์ฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ เพราะว่ากันตามความจริงแล้วหากรัฐมนตรีสามารถช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้ข้าราชการได้ช่วยกันคิดและดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้วเรื่องประสบการณ์จึงไม่น่าจะมีผลมากนัก</p>
<p>สำหรับนโยบายด้านการศึกษานั้นแม้ตอนนี้จะยังไม่ประกาศออกมาเป็นทางการแต่ทุกฝ่ายก็คงพอจะทราบล่วงหน้าไปบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็นการแจกแท็บเล็ต การส่งเสริมการศึกษาสายอาชีพหรือการปรับเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ส่วนของหน่วยงานแท่งต่าง ๆ  ก็มีการเตรียมงานใหม่ให้รัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วเช่นกัน ซึ่งจากนโยบายทั้งที่เป็นส่วนของรัฐบาลและงานแท่งต่าง ๆ เตรียมนำเสนอนั้นแม้จะเป็นเรื่องใหม่ดูน่าสนใจและจะช่วยให้ของบประมาณได้ง่ายขึ้นก็ตาม แต่อาจไม่ตรงกับการแก้ปัญหาและความต้องการพัฒนาของพื้นที่ก็เป็นไปได้ด้วยผู้ที่จะรู้จริงถึงปัญหาและวิธีการพัฒนาได้ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นผู้ปฏิบัติในพื้นที่</p>
<p>การที่หน่วยเหนือเป็นผู้คิด ตัดสินใจเองทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงผู้ปฏิบัติก็อาจทำให้การแก้ปัญหาและพัฒนาไม่ตรงจุดซ้ำจะกลายเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ปฏิบัติมากยิ่งขึ้นอีกก็เป็นไปได้ เมื่อมาถึงรัฐบาลชุดนี้จึงอยากให้รัฐมนตรีได้ฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติในพื้นที่บ้างเพื่อจะได้ทราบถึงแก่นแท้ของปัญหาและแก้ไขได้ถูกทาง เพราะการจัดการศึกษาให้กับบุคลากรของชาติที่มีหลากหลายบริบทจะใช้วิธีการเดียวกันทั้งหมดโดยมุ่งเดินหน้าสู่ความเป็นเลิศอย่างเดียวคงไม่ได้</p>
<p>ด้วยศักยภาพของเด็กและโรงเรียนที่พร้อมที่จะเดินหน้าสู่สากลได้นั้นมีเพียงส่วนหัวที่ไม่น่าจะเกินร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือทั้งที่เป็นส่วนกลางและส่วนท้ายจะเป็นบุคลากรระดับรากแก้วทำให้ทั้งเด็กและโรงเรียนยังขาดความพร้อมในหลายด้านคงไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องคุณภาพวิชาการตกต่ำอย่างเดียว แต่จะรวมถึงปัญหาคุณภาพชีวิตที่เด็กส่วนใหญ่ยังอ่อนด้อยทั้ง IQ, EQ, AQ, MQ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจึงเข้าสู่ลักษณะแล้งน้ำใจ ไร้มารยาท ขาดคุณธรรม นำแต่ผลประโยชน์ส่วนตน ไม่สนสังคมเข้าไปทุกขณะ</p>
<p>เมื่อการดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างไร้เป้าหมาย มาเรียนไปวัน ๆ ตามหน้าที่ การเดินหลงทางไปตามเพื่อนโดยไม่รู้ศักยภาพของตนเองด้วยการเน้นหนักเฉพาะวิชาการเพื่อการเรียนต่อสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงทำให้ธุรกิจกวดวิชาเจริญรุ่งเรืองมีรายได้ปีละหลายหมื่นล้านบาทแต่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ปกครองอย่างมาก ทั้งที่เมื่อเรียนจบแล้วก็ยังไม่รู้วิถีชีวิตของตนเอง ซึ่งปัญหาของเด็กที่ว่านี้ยังไม่รวมถึงกลุ่มเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดเลขไม่เป็น เด็กยากจน เด็กเร่ร่อน เด็กออกกลางคัน เด็กพิการ เด็กไร้สัญชาติ เด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กันดารห่างไกล ฯลฯ</p>
<p>นโยบายการศึกษาจึงต้องหันมามองกับเด็กกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ว่าจะทำอย่างไรให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพื่อให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข มีอาชีพบนพื้นฐานความพอเพียงสอดคล้องกับทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่ไม่ใช่คิดแต่จะเดินหน้าแข่งขันกับนานาชาติอย่างเดียวโดยไม่สนใจว่าเด็กกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้จะเดินตามทันและได้รับประโยชน์จากการจัดการศึกษาหรือไม่</p>
<p>ซึ่งการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับเด็กกลุ่มที่ว่านี้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพที่มีอยู่สิ่งแรกก็คงต้องคำนึงถึงความพร้อมในปัจจัยที่จะดำเนินการก่อนเพราะหากปัจจัยพื้นฐานไม่พร้อมแล้วการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาก็คงเกิดขึ้นได้ยากซึ่งปัจจัยพื้นฐานที่ว่านี้ก็มีอยู่หลายอย่างคงจะขอนำเฉพาะส่วนสำคัญที่อยากให้มีการแก้ไข คือ</p>
<p>สูตรและเนื้อหาการเรียนรู้ที่น่าจะต้องปรับให้เข้ากับบริบทความต้องการของพื้นที่และศักยภาพของเด็กแต่ละกลุ่ม ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีหลักสูตรแกนกลางให้โรงเรียนนำไปบูรณาการกับสาระท้องถิ่นจัดทำเป็นหลักสูตรสถานศึกษาแล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโรงเรียนส่วนใหญ่ก็ยังลอกหลักสูตรใช้ร่วมกันอยู่ นอกจากนั้นครูส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจที่จะศึกษาหลักสูตรเพื่อนำไปวิเคราะห์จัดเป็นแผนการจัดการเรียนรู้กันอย่างจริงจัง การสอนจึงเป็นไปตามความรู้และประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ หรือสอนเนื้อหาตามหนังสือที่มีวางจำหน่าย</p>
<p>หลักสูตรสถานศึกษาส่วนใหญ่จึงมีไว้เพื่อการตรวจสอบหรือการประเมินเท่านั้น ประกอบกับหลักสูตรแกนกลางได้กำหนดให้เด็กทุกระดับทุกโรงเรียนจะต้องเรียนครบทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้กับอีก 1 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ทั้งที่เด็กบางระดับหรือบางพื้นที่ยังไม่มีพื้นฐานความพร้อมที่จะเรียนรู้ส่งผลให้เด็กเรียนมากจนเกินความจำเป็นจนไม่มีเวลาทำกิจกรรมพัฒนาด้านอื่น</p>
<p>ส่วนด้านเนื้อหาของหลักสูตรแกนกลางก็ทำเพียงกำหนดกรอบเนื้อหาไว้กว้าง ๆ เพื่อให้ครูได้ค้นคว้าหาความรู้มาสอนแต่ด้วยข้อจำกัดของครูและของโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลข้อมูลจึงเป็นเรื่องยากที่จะสามารถสืบค้นหาเนื้อหาความรู้อย่างหลากหลายมาสอนเด็กได้ การกำหนดเนื้อหาแกนกลางในแต่ละวิชาให้เด็กได้เรียนรู้แต่ละระดับชั้นจึงน่าจะมีประโยชน์มากกว่าปล่อยให้ครูไปหาซื้อตำราจากท้องตลาดที่มีอยู่เพื่อเด็กจะได้ความรู้เนื้อหาตรงกับมาตรฐานของชาติที่ต้องการอีกด้วย</p>
<p>ปัจจัยต่อมาก็คงหนีไม่พ้นเรื่องครูที่มีปัญหาหลักอยู่ 2 ส่วน คือ ครูขาดแคลนและครูขาดคุณภาพ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขเร่งด่วนก็คือ ครูขาดแคลน  ด้วยขณะนี้โรงเรียนทุกระดับและทุกขนาดเกิดปัญหาที่ว่านี้ทั้งสิ้นโดยโรงเรียนขนาดเล็กจะมีครูไม่พอสอนครบชั้น ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ครูไม่พอสอนครบทุกสาระวิชาซึ่งปัญหาครูขาดแคลนนี้ถูกหมักหมมมานานทั้งนี้ก็เพราะมัวไปยึดอยู่กับหลักการใช้เกณฑ์อัตราส่วนครูต่อเด็ก 1 : 25 เพราะหากดูแค่ส่วนนี้ในภาพรวมของประเทศครูไม่ขาดแคลนแน่</p>
<p>แต่หากเจาะลงไปถึงพื้นที่ครูจะยังขาดแคลนอยู่มาก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าครูส่วนใหญ่จะไปเกินเกณฑ์อยู่กับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการบริหารงานผิดพลาดในอดีตที่ยอมให้ครูจากโรงเรียนขนาดเล็กตัดโอนตำแหน่งไปอยู่โรงเรียนขนาดใหญ่ได้ ยิ่งมีโครงการเออร์ลี่รีไทร์ให้ครูที่มีคุณสมบัติครบขอเออร์ลี่รีไทร์ได้พร้อมทั้งยุบอัตราไปด้วย ก็ยิ่งทำให้โรงเรียนที่ขาดแคลนครูอยู่ก่อนแล้วประสบปัญหามากยิ่งขึ้น</p>
<p>การที่จะแก้ไขโดยใช้วิธีการเกลี่ยครูจากโรงเรียนเกินเกณฑ์ไปให้โรงเรียนขาดแคลนนั้นคงทำได้ยากเพราะคงไม่มีครูคนไหนยอมย้ายแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้การที่จะแก้ปัญหาโดยรอให้ครูจากโรงเรียนเกินเกณฑ์เกษียณอายุราชการแล้วค่อยตั้งตำแหน่งใหม่ให้กับโรงเรียนขาดแคลนนั้นจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะมีครูพอสอนครบชั้น หรือต้องรอให้เด็กสูญเสียโอกาสอีกกี่คนกี่รุ่นถึงจะแก้ปัญหาได้ ตรงนี้จึงอยากฝากให้รัฐบาลปูหนึ่งได้ใช้ความจริงมาแก้ไข</p>
<p>ส่วนคุณภาพครูคงไม่ใช่เรื่องยากที่จะแก้ไขได้ขอเพียงหน่วยเหนือได้เปิดโอกาสให้พื้นที่ได้ร่วมกับครูคิดหาทางพัฒนากันเอง ซึ่งจะพัฒนาได้ตรงกับสิ่งที่ครูต้องการไม่ใช่ทุกอย่างถูกกำหนดจากหน่วยเหนือทั้งหมดเพราะจากการดำเนินงานที่ผ่านมาหากฟังเสียงครูบ้างก็จะรู้ว่าผลลัพธ์เป็นเช่นไร</p>
<p>ด้านงบประมาณ ควรจัดให้เกิดความเหมาะสมทั่วถึงกับการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพเด็กในแต่ละด้าน เช่น ด้านอาหารกลางวัน ก็ควรจัดหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างแท้จริง ด้วยปัญหาเด็กไทยที่มีไอคิวต่ำอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอนั่นเองซึ่งในการจัดสรรงบประมาณเพื่ออาหารกลางวันให้เด็กหัวละ 10  บาทเศษ ๆ<br />
ต่อวันกับสภาวะเศรษฐกิจยุคปัจจุบันนี้คงยากที่จะหาอาหารที่มีคุณค่าได้</p>
<p>ดังนั้นงบประมาณส่วนนี้จึงน่าจะต้องเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ขาดแคลนควรได้รับงบประมาณเพิ่มเพื่อนำไปจัดกิจกรรมเกษตรสนับสนุนการจัดอาหารกลางวัน นอกจากนั้นในการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดทำกิจกรรมหรือโครงการต่าง ๆ ก็ควรส่งไปให้ภาคปฏิบัติได้นำไปดำเนินการเองบ้างเพื่อจะได้จัดกิจกรรมตรงกับความต้องการไม่ใช่หน่วยเหนือเป็นผู้ดำเนินการตามความคิดของตนเอง  เขาทำอย่างนี้ก็ไม่ไหวเช่นกัน</p>
<p>ปัจจัยสุดท้ายที่จะขอนำเสนอในที่นี้ก็คืออยากให้หน่วยเหนือได้จัดลำดับความสำคัญของโครงการและกิจกรรม ด้วยปัจจุบันนี้มีกิจกรรมทั้งหน่วยงานต้นสังกัดและนอกสังกัดส่งไปให้โรงเรียนทำจนล้นมือแทบไม่มีเวลาสอน โดยส่วนใหญ่ก็อ้างว่าเป็นการสนับสนุนพัฒนาการศึกษาแต่ความเป็นจริงกิจกรรมที่ส่งไปให้ดำเนินการจำนวนมากไม่สอดคล้องกับบริบทของการพัฒนาในพื้นที่ ส่วนนี้จึงน่าจะพิจารณาให้เหลือเพียงโครงการหรือกิจกรรมที่จำเป็นจริง ๆ ไม่ใช่กิจกรรมตามภาระงานของกลุ่มงานในหน่วยเหนือที่คิดสร้างขึ้นทั้งหมด</p>
<p>จากอุปสรรคตามที่ได้กล่าวทั้งหมดนั้นจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายการศึกษาของรัฐบาลที่จะต้องมีทั้งส่วนที่จะแลไปข้างหน้าเพื่อส่งเสริมให้เด็กที่มีความพร้อมก้าวไปสู่ความเป็นเลิศเท่าทันกับนานาชาติและเหลียวหลังเพื่อดูแลแก้ไขพัฒนาให้กับเด็กที่ยังมีปัญหาอยู่เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากสามารถทำควบคู่กันไปได้เช่นนี้ก็น่าจะช่วยลดช่องว่างคุณภาพชีวิตของคนเมืองกับผู้คนระดับรากแก้วไม่ให้ห่างกันจนเกินไป ซึ่งผลสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นก็คือความอยู่ดีมีสุขของผู้คนในประเทศชาตินั่นเอง.</p>
<p>กลิ่น สระทองเนียม</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%99/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/08/%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การอ่านคือการพัฒนา จากสิงคโปร์แล้วย้อนมาดูไทย</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 30 Jul 2011 07:31:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[สถิติการอ่านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[สิงคโปร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=23876</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;สิงคโปร์&#8221; ประเทศเพื่อนบ้านและหนึ่งในสมาชิกประชาคมอาเซียนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีสถิติการอ่านค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับไทย โดยมีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 40-50 เล่มต่อคน ขณะที่คนไทยยังให้ความสำคัญกับการอ่านน้อยมาก แค่ ปีละ ไม่ถึง สิบบรรทัด &#160; ทำให้ ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากนัก แต่กลับมีฐานะทางเศรษฐกิจดีและประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจาก&#8221;นโยบายส่งเสริมการอ่าน&#8221; นั่นเอง &#160; นาง เกียง-โก๊ะ ไล ลิน ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มด้านการอ่าน คณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (Singapore National Library Board) คือ ผู้หนึ่งที่มีส่วนผลักดันและสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการอ่านของสิงคโปร์ และในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการทำงานส่งเสริมการอ่านมายาวนานกว่า 35 ปี เธอได้นำประสบการณ์มาผลักดันให้เกิดโครงการใหม่ๆ เพื่อปลูกฝังและส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับประชาชนในสิงคโปร์มากมาย อีกทั้งส่งเสริมให้มีการอ่านหนังสือทั้ง 4 ภาษา ได้แก่ จีน , อังกฤษ , มาเลเซีย และทมิฬ ซึ่งไม่เพียงแต่เชิญชวนให้คนสิงคโปร์อ่านหนังสือแล้ว ยังส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีการแบ่งปันประสบการณ์การอ่านอีกด้วย &#160; ประกอบเข้ากันกับ รัฐบาลของประเทศสิงคโปร์ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการอ่าน โดยมีคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำนโยบายส่งเสริมการอ่าน โดยยึดหลักว่า นอกจากห้องสมุด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/2010011223448.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-23877" title="คุณพ่อร่วมอ่านหนังสือกับลูก" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/2010011223448-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p>&#8220;สิงคโปร์&#8221; ประเทศเพื่อนบ้านและหนึ่งในสมาชิกประชาคมอาเซียนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีสถิติการอ่านค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับไทย โดยมีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 40-50 เล่มต่อคน ขณะที่คนไทยยังให้ความสำคัญกับการอ่านน้อยมาก แค่ ปีละ ไม่ถึง สิบบรรทัด<span id="more-23876"></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทำให้ ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากนัก แต่กลับมีฐานะทางเศรษฐกิจดีและประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจาก&#8221;นโยบายส่งเสริมการอ่าน&#8221; นั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นาง เกียง-โก๊ะ ไล ลิน ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มด้านการอ่าน คณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (Singapore National Library Board) คือ ผู้หนึ่งที่มีส่วนผลักดันและสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการอ่านของสิงคโปร์ และในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการทำงานส่งเสริมการอ่านมายาวนานกว่า 35 ปี เธอได้นำประสบการณ์มาผลักดันให้เกิดโครงการใหม่ๆ เพื่อปลูกฝังและส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับประชาชนในสิงคโปร์มากมาย อีกทั้งส่งเสริมให้มีการอ่านหนังสือทั้ง 4 ภาษา ได้แก่ จีน , อังกฤษ , มาเลเซีย และทมิฬ ซึ่งไม่เพียงแต่เชิญชวนให้คนสิงคโปร์อ่านหนังสือแล้ว ยังส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีการแบ่งปันประสบการณ์การอ่านอีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ประกอบเข้ากันกับ รัฐบาลของประเทศสิงคโปร์ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการอ่าน โดยมีคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำนโยบายส่งเสริมการอ่าน โดยยึดหลักว่า นอกจากห้องสมุด เทคโนโลยีสารสนเทศ และการบริการที่สะดวกแล้ว ต้องไม่ลืมว่าหัวใจหลัก คือ &#8220;การสอนให้ประชาชนรักการอ่าน&#8221; รู้จักวิธีการเลือกหนังสือ เพื่อส่งเสริมความรู้และการพัฒนาตัวเอง ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โครงการส่งเสริมการอ่านของประเทศสิงคโปร์นั้น มีหลากหลาย เน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัย อย่างกว้างขวาง โดยมีโครงการที่น่าสนใจและเป็นตัวอย่างที่ดี อาทิ National Kids Read Program เป็นโครงการที่เปิดรับสมัครอาสาสมัครเพื่ออ่านหนังสือ เล่านิทานให้เด็กๆ ในชุมชน , โรงเรียนอนุบาล , ประถม และมัธยมศึกษา โดยเน้นให้เด็กได้มีส่วนร่วม สนุกสนานกับเรื่องเล่า เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษในเรื่องเล่า และได้ข้อคิดดีๆ จากเรื่องเล่าหรือนิทานที่ฟัง เพราะเมื่อเด็กสนุกก็จะทำให้พวกเขาอยากที่จะเปิดหนังสืออ่าน และมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านหนังสือว่าไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ ซึ่งเด็กๆ ยังได้รับความรู้ใหม่ๆ ที่จะนำไปใช้ในด้านการเรียนและใช้ในชีวิตประจำวันได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โครงการ 10,000 &amp; More Father Reading เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในสิงคโปร์ เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้พ่อจากทุกอาชีพอ่านหนังสือให้ลูกฟัง หรืออ่านหนังสือกับลูกๆ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกผ่านการอ่านหนังสือ กิจกรรมนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2550 มีผู้เข้าร่วมและได้ประโยชน์กว่า 60,000 คน และยังมีกิจกรรมต่อเนื่องคือ &#8220;Read a story with my Dad&#8221; เป็นการแข่งขันวิจารณ์หนังสือ โดยมีโรงเรียนอนุบาล และศูนย์ดูแลเด็กเข้าร่วม โดยห้องสมุดแห่งชาติจะมีการ์ดแจกให้เด็กๆ จากนั้นให้เด็กๆ นำกลับไปที่บ้านให้พ่ออ่านให้ฟัง เมื่ออ่านเสร็จแล้วก็ส่งการ์ดกลับมาที่ห้องสมุดแห่งชาติ เพื่อเลือกการ์ดและให้รางวัล ผู้ที่ได้รับคัดเลือกก็จะมาที่ห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือและทำกิจกรรมร่วมกัน จากนั้นบรรดาคุณพ่อจะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และประสบการณ์การอ่านหนังสือให้ลูกๆ ฟัง และจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อีกโครงการที่สำคัญในการส่งเสริมการอ่านของประเทศสิงคโปร์ คือ &#8220;Read! Singapore&#8221; หรือ โครงการ &#8220;มาอ่านหนังสือกันเถอะ!&#8221; เป็นโครงการรณรงค์การอ่านทั่วประเทศ เพื่อมุ่งปลูกฝังการรักการอ่านในชุมชนทั่วประเทศ เสริมความผูกผันของคนในชุมชน และจุดประกายจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้กับคนสิงคโปร์ ริเริ่มโดยคณะกรรมหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ โดยทำงานร่วมกับภาคีกว่า 100 แห่ง มีการจัดการอภิปรายและกิจกรรมการอ่านมากกว่า 16,000 ครั้ง กิจกรรมนี้จะมีการจัดขึ้นนาน 12-14 สัปดาห์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมของทุกปี ที่ผ่านมามีผู้ร่วมโครงการแล้วกว่า 160,000 คนภายในปี 2553</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;การอ่าน..เป็นนิสัยที่ดีที่สุดในการบ่มเพาะสติปัญญา แม้ในโลกปัจจุบันผู้คนนิยมใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น แต่ก็ยังมีกลุ่มคนรักการอ่านหนังสือผุดขึ้นมากมายทั่วโลก อย่างโครงการ &#8220;หนึ่งเล่มหนึ่งเมือง&#8221; ของสหรัฐอเมริกาขณะที่เรามีโครงการ&#8221;มาอ่านหนังสือกันเถอะ!สิงคโปร์&#8221; ซึ่งโครงการนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะสามารถดึงกลุ่มเป้าหมายจากหลากหลายอาชีพมาจัดตั้งชมรมการอ่านเฉพาะกลุ่มขึ้น เช่น กลุ่มคนขับรถแท็กซี่ ครู ช่างทำผม เจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพ พนักงานโรงแรมและบริการ กลุ่มผู้สูงอายุ เยาวชน ประชาชนทั่วไป หัวหน้าองค์กรรากหญ้า รวมถึงเจ้าหน้าที่พลเรือน และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ปัจจุบันมีชมรมการอ่านเฉพาะกลุ่มขึ้นมากกว่า 90 แห่ง เราดีใจที่เห็นคนทุกกลุ่มหันมาสนใจการอ่าน และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หลังจากที่พูดคุยกันเสร็จก็มีการไปอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำอีก เพราะประเด็นที่พูดคุยกันมีหลากหลาย น่าสนใจ ทำให้เราสนใจและกลับไปอ่านหนังสือเล่มนั้นเพิ่มเติม ที่สำคัญคือ เราเห็นว่าคนที่มาทำกิจกรรมร่วมกันมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นอกจากจะส่งเสริมการอ่านแล้ว ยังเป็นการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนแต่ละกลุ่ม แต่ละชุมชนอีกด้วย &#8221; นาง เกียง-โก๊ะ ไล ลิน กล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การจะส่งเสริมให้คนหันมาสนใจการอ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ได้นั้น ต้องอาศัยความรู้และความร่วมมือจากหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล เอกชน และคนในประเทศที่จะช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการอ่านให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของคน และสังคมให้น่าอยู่ต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คุณคิดว่า ประเทศไทยจะทำได้เหมือนอย่างประเทศสิงคโปร์ไหมครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : แนวหน้า</p>
<p>ภา พ : bankrunu.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/07/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผ่าเนื้อในโครงสร้างการศึกษาไทย&#8230; มีปัญหาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง&#8230;</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jun 2011 07:14:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ภาวิช ทองโรจน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=23075</guid>
		<description><![CDATA[เห็นข่าวเด็กไทยไปคว้าแชมป์ทางวิชาการที่โน่นที่นี่ แต่เชื่อกันหรือไม่ว่าค่าเฉลี่ยคุณภาพของการศึกษาไทยนั้นต่ำลงทุกที โดนประเทศเล็กๆในแถบอาเซียนแซงหน้าขึ้นไปหมดแล้ว นั่นเป็นเพราะระบบการศึกษาไทยมีปัญหาไปทั่วทุกส่วน เรียกได้ว่าเป็นปัญหาในระบบโครงสร้าง ฝังรากลึกและไม่มีรัฐบาลไหนคิดจะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ รองประธานกรรมการ คณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวกับ&#8221;แนวหน้า&#8221;ว่าระบบการศึกษาไทยขั้นพื้นฐาน คือ ป1-ม6 มีปัญหาในเชิงคุณภาพ&#8230;แม้ว่าจะมีการจัดการเรียนฟรีในระดับนี้แต่คุณภาพนั้นเหลื่อมล้ำกันมาก ๆ เด็กที่เรียนดี ไปได้รางวัลทางวิชาการ ก็แค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนทั้งหมดเอาตรงนี้มาวัดไม่ได้หรอก ในข้อเท็จริงแล้วการศึกษาไทยมันเกิดปัญหาไปทั้งโครงสร้างเลย เริ่มจากตัวครู&#8230;ปัญหามันอยู่ที่คุณภาพของครู ต่อปีเรามีแหล่งผลิตนักศึกษาวิชาชีพครู ร้อยกว่าแห่ง ผลิตครูออกมาได้ 1.5 หมื่นคน แต่มีโอกาสที่จะบรรจุได้แค่ 3 พันคน คิดว่าคนที่ไปเรียนครูจะมีความตั้งใจที่จะเรียนเพื่อออกมาทำอาชีพนี้หรือเปล่า เพราะว่าจบก็อาจจะไม่ได้งานทำในสายอาชีพนี้ ดังนั้นเป้าหมายมันก็ไม่ได้มุ่งมั่นแล้ว&#8230; มันต้องแก้ตรงนี้ก่อน&#8230;ถ้าถามว่าจะแก้ยังไงก็ตอบได้ว่าต้องยกระดับวิชาชีพครูให้มีความทัดเทียมกับวิชาชั้นสูงอื่นๆ เช่น ตุลาการ ทหาร แพทย์ มีเงินเดือนตั้งเข้าไป เรียนจบมาต้องได้เงินเดือนสูงๆ  ทำอย่างนี้อาชีพครูก็เป็นอาชีพที่ใครอยากจะเข้ามา  เราก็สามารถคัดคุณภาพคนที่จะเข้ามาเป็นครูได้ตั้งแต่ขั้นตอนการสอบคัดเลือก ไม่ใช่ว่าคนสอบเป็นครูคะแนนต่ำที่สุดอย่างทุกวันนี้  &#8221;แม่พิมพ์ไม่ดี สิ่งที่ออกมาจากแม่พิมพ์มันจะดีได้ไง&#8221; ส่วนครูที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ต้องปฎิรูปใหม่ ยกระดับขึ้นมา เช่น จัดให้มีระบบการศึกษาและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพครูอย่างต่อเนื่องโดยใช้ระบบไอที เพราะยุคนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าครูไม่รู้เรื่องไอที ก็ตามเด็กไม่ทันแล้ว  ยุคนี้เด็กมันเป็นเรื่องไอทีกันหมดแล้ว นอกจากนี้ปัญหาสำคัญที่ทำให้คุณภาพของครูลดลงก็คือเรื่องคุณภาพชีวิตของครู เงินเดือนมันน้อยจะเอาแรงใจที่ไหนมาสอนเด็กนักเรียน ก็ต้องทำอย่างอื่นเสริม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/images41.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-23076" title="images" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/images41.jpg" alt="" width="278" height="182" /></a></p>
<p>เห็นข่าวเด็กไทยไปคว้าแชมป์ทางวิชาการที่โน่นที่นี่ แต่เชื่อกันหรือไม่ว่าค่าเฉลี่ยคุณภาพของการศึกษาไทยนั้นต่ำลงทุกที โดนประเทศเล็กๆในแถบอาเซียนแซงหน้าขึ้นไปหมดแล้ว นั่นเป็นเพราะระบบการศึกษาไทยมีปัญหาไปทั่วทุกส่วน เรียกได้ว่าเป็นปัญหาในระบบโครงสร้าง ฝังรากลึกและไม่มีรัฐบาลไหนคิดจะแก้<span id="more-23075"></span>ปัญหาอย่างจริงจัง<br />
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ รองประธานกรรมการ คณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวกับ&#8221;แนวหน้า&#8221;ว่าระบบการศึกษาไทยขั้นพื้นฐาน คือ ป1-ม6 มีปัญหาในเชิงคุณภาพ&#8230;แม้ว่าจะมีการจัดการเรียนฟรีในระดับนี้แต่คุณภาพนั้นเหลื่อมล้ำกันมาก ๆ เด็กที่เรียนดี ไปได้รางวัลทางวิชาการ ก็แค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนทั้งหมดเอาตรงนี้มาวัดไม่ได้หรอก ในข้อเท็จริงแล้วการศึกษาไทยมันเกิดปัญหาไปทั้งโครงสร้างเลย<br />
เริ่มจากตัวครู&#8230;ปัญหามันอยู่ที่คุณภาพของครู ต่อปีเรามีแหล่งผลิตนักศึกษาวิชาชีพครู ร้อยกว่าแห่ง ผลิตครูออกมาได้ 1.5 หมื่นคน แต่มีโอกาสที่จะบรรจุได้แค่ 3 พันคน คิดว่าคนที่ไปเรียนครูจะมีความตั้งใจที่จะเรียนเพื่อออกมาทำอาชีพนี้หรือเปล่า เพราะว่าจบก็อาจจะไม่ได้งานทำในสายอาชีพนี้ ดังนั้นเป้าหมายมันก็ไม่ได้มุ่งมั่นแล้ว&#8230; มันต้องแก้ตรงนี้ก่อน&#8230;ถ้าถามว่าจะแก้ยังไงก็ตอบได้ว่าต้องยกระดับวิชาชีพครูให้มีความทัดเทียมกับวิชาชั้นสูงอื่นๆ เช่น ตุลาการ ทหาร แพทย์ มีเงินเดือนตั้งเข้าไป เรียนจบมาต้องได้เงินเดือนสูงๆ  ทำอย่างนี้อาชีพครูก็เป็นอาชีพที่ใครอยากจะเข้ามา  เราก็สามารถคัดคุณภาพคนที่จะเข้ามาเป็นครูได้ตั้งแต่ขั้นตอนการสอบคัดเลือก ไม่ใช่ว่าคนสอบเป็นครูคะแนนต่ำที่สุดอย่างทุกวันนี้  &#8221;แม่พิมพ์ไม่ดี สิ่งที่ออกมาจากแม่พิมพ์มันจะดีได้ไง&#8221;<br />
ส่วนครูที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ต้องปฎิรูปใหม่ ยกระดับขึ้นมา เช่น จัดให้มีระบบการศึกษาและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพครูอย่างต่อเนื่องโดยใช้ระบบไอที เพราะยุคนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าครูไม่รู้เรื่องไอที ก็ตามเด็กไม่ทันแล้ว  ยุคนี้เด็กมันเป็นเรื่องไอทีกันหมดแล้ว นอกจากนี้ปัญหาสำคัญที่ทำให้คุณภาพของครูลดลงก็คือเรื่องคุณภาพชีวิตของครู เงินเดือนมันน้อยจะเอาแรงใจที่ไหนมาสอนเด็กนักเรียน ก็ต้องทำอย่างอื่นเสริม เพื่อเอาไปใช้หนี้สิน&#8230;รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
ปัญหาต่อมาของคุณภาพการศึกษาไทย คือ ตำรา&#8230;สำนักพิมพ์ที่พิมพ์ตำราเรียน พิมพ์เนื้อหาส่งเข้าไปให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงตรวจ เนื้อหาถูกตัดออก เพราะเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจและอนุมัติเนื้อหาในตำราไม่มีความรู้จริง ที่นี่ด้วยระบบเรียนฟรีที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันก็เป็นอีกหนึ่งปัญหา ด้วยงบประมาณที่ไม่เพียงพอ เนื้อหาบางส่วนที่ถูกตัดออกมาจากตำรากลุ่มวิชาหลัก รัฐบาลก็ไม่มีเงินสนับสนุนตรงนี้ เด็กนักเรียนก็ไม่ได้เรียนในเนื้อหาเชิงลึกของแต่ละวิชา  และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เด็กนักเรียนไทยขาดคุณภาพ จะมีแค่ส่วนน้อยที่พ่อแม่มีเงินแล้วส่งไปเรียนพิเศษ  แต่เด็กส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เรียนคุณภาพก็แย่  เพราะเนื้อหาในตำราถูกตัดออกไปประมาณ 1 ใน 3 ของเนื้อหาที่เด็กนักเรียนควรได้เรียน  ยกตัวอย่างสำคัญในหนังสือประกอบที่สำคัญที่ถูกตัดออกก็เช่น พจนานุกรม<br />
ดร.ภาวิช กล่าวอีกว่าอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ไขคือระบบกู้ยืมเพื่อการศึกษา จากเดิมที่กำหนดว่าจะต้องเริ่มใช้คืนภายใน 2 ปีหลังจากเรียนจบแล้ว แก้เป็นให้ใช้คืนโดยผูกพันกับรายได้ในอนาคต คือมีงานทำก่อนแล้วมีเงินเหลือแล้วก็ค่อยมาใช้คืน โดยคำนวณจากภาษี เมื่อมีเงินเดือนมากพอที่จะเสียภาษีได้ก็ให้ใช้คืน 1% ของเงินเดือน จะจ่ายกี่ปีหมดก็ไม่เป็นไร ส่วนใครที่มีรายได้มากพอจะจ่ายให้หมดก่อน เราก็คิดแบบลดต้นลดดอก<br />
และอีกเรื่องหนึ่งที่ควรทำมากๆคือ กองทุนตั้งตัวได้  นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเราปัจจุบัน เรียนออกมาเพื่อเป้าหมายไปเป็นลูกจ้างเขา ต่อไปต้องจัดระบบใหม่ให้นักเรียนในระดับอุดมศึกษาที่มีแวว สามารถคิดไอเดียดีๆได้ มีพรสวรรค์ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจได้  เราก็ให้โอกาสเขา โดยจัดสรรเงินกองทุนไว้ให้เขากู้ทำธุรกิจ ถ้าโครงงาน หรือแผนธุรกิจที่เขาทำขึ้นมาแล้วมีแววที่จะเป็นไปได้ ก็ให้เงินทุนสนับสนุนเขาไปเลย  เอาไปตั้งตัวเป็นเถ้าแก่ มีธุรกิจของตัวเอง ถ้าเราใช้ระบบนี้เด็กของเราจะไม่ใช่เรียนแบบตั้งหน้าตั้งตาท่องตำราเพียงอย่างเดียว แต่จะทำให้เขาคิดเป็น ปัจจุบันเรามีมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนอยู่ 70 แห่ง ให้ไปเลยแห่งละ 1.5 พันล้าน ตั้งเป็นกองทุน ใช้เงินรวมกันก็ประมาณ 1 แสนล้านบาท ถือว่าเล็กน้อยมากกับงบประมาณก้อนนี้  เมื่อเทียบกับสิ่งที่ประเทศชาติจะได้  เพราะคนพวกนี้จบมาจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวขึ้น เพราะพวกนี้จบมามีบริษัท มีกิจการ ต้องมีการจ้างคนงาน ต้องใช้ต้องซื้อวัตถุดิบ&#8230;ไม่ใช่แค่จบมาเป็นพนักงานเป็นลูกจ้าง เราก็จะได้แค่การหมุนของการบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวันของคนพวกนี้ ซึ่งเทียบไม่ได้กับการที่เขาจะใช้จ่ายในรูปของบริษัทฯ<br />
ดร.ภาวิช ยังได้กล่าวอีกว่า ระบบการศึกษาในระดับอุมศึกษาที่ต้องเร่งทำอย่างด่วนคือ สนับสนุนให้เกิดการทำวิจัย เพื่อสร้างนวัตกรรมของเราเอง  ไม่ใช่คอยแต่จะซื้อจากคนอื่นอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้  เราต้องส่งเสริมให้นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเราผลิตงานวิจัยออกมา แล้วก็แปลงไปสู่ชิ้นงาน  ถ้าอันไหนมันเวิร์ค ก็เอาไปทำให้เกิดเป็นผลงานเชิงพาณิชย์<br />
&#8220;ปัจจุบันเรามีการลงทุนด้านการวิจัยเพียงแค่ 0.02% ของจีดีพี ซึ่งน้อยมากๆ เกาหลี ญี่ปุ่น ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เขาก็เท่าๆกับเรา แต่ช่วงหลังเขาสนับสนุบด้านงานวิจัย ทั้งภาครัฐและเอกชนเขาร่วมกัน คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆออกมา  ตอนนี้เขากลายเป็นยักษ์ใหญ่ในโลกเศรษฐกิจไปแล้ว  นี่คือความสำคัญของการส่งเสริมงานวิจัย ไทยขาดตรงนี้ก็เลยย่ำอยู่กับที่แบบนี้ ต่อไปต้องทำให้งบประมาณสำหรับการวิจัยเพิ่มขึ้นมาเป็น 2 % ของจีดีพีให้ได้&#8221; ดร.ภาวิช กล่าว<br />
ชนิตร ภู่กาญจน์</p>
<p>ที่มา : แนวหน้า</p>
<p>ภาพ : สำนักข่าวเจ้าพระยา</p>
<p>&nbsp;</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปฏิรูปการศึกษาไทย : วาระแห่งชาติที่ไม่มีที่ว่างสำหรับความล้มเหลว (อีกแล้ว)</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Jun 2011 17:38:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความต้องการแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดแรงงานไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิรูปการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วาระแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงานไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=22515</guid>
		<description><![CDATA[เห็นข่าวของรอยเตอร์ที่วิพากษ์การศึกษาไทยแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้ หากนับจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แล้ว ก็เป็นเวลามากกว่า 10 ปี ที่เราเริ่มปฏิรูปการศึกษา แต่ทว่าผลลัพธ์คงไม่เป็นไปดังความคาดหวังด้วยสาเหตุหลายประการ โดยส่วนหนึ่งของเนื้อข่าวบอกว่า ซีอีโอชาวอเมริกันในบริษัทสำคัญแห่งหนึ่งที่ตั้งสำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ กล่าวว่า “การหาคนงานซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มสาว, มีความสามารถรอบตัว, มีทักษะสูง และพูดภาษาอังกฤษได้ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่ามาก ถ้าไปหาในสิงคโปร์, ไต้หวัน และจีน” คำพูดนี้สะท้อนปัญหามุมหนึ่งจากอีกหลายๆ มุมของการปฏิรูปการศึกษาไทย นั้นคือระบบการศึกษาของเราผลิตคนที่มีทักษะและความสามารถไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน หรืออาจถึงขั้นที่ว่าทักษะความสามารถของคนไทยเรานั้นไปไม่ถึง &#8220;ระดับที่ต้องการ&#8221; ซะด้วยซ้ำไป ผู้เขียนจึงขอนำข้อมูลบางส่วนจากหนังสือชื่อ Research on Future Skill Demands: A Workshop Summary ของ National Academies Press นำมาเสริมแนวคิดในมุมนี้ ทักษะหรือความสามารถในการทำงานในยุคนี้และยุคต่อๆ ไป คงจะต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงสภาพการแข่งขันที่ยกระดับสูงขึ้นจากการแข่งขันกันเองในประเทศไปสู่การแข่งขันภูมิภาคหรือในระดับโลก เนื่องจากสินค้าและบริการจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคนั้น ไม่อาจจำกัดอยู่เฉพาะในขอบเขตประเทศใดประเทศหนึ่งได้อีกต่อไป หากสินค้าและบริการจากอีกมุมหนึ่งของโลกสามารถเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเอาชนะเราได้ในประเทศไทย แสดงถึงความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการของเรานั้นอ่อนด้อยมากๆ และในทางตรงกันข้ามเราก็ควรจะเริ่มต้นคิดและมองโลกให้เป็นตลาดเป้าหมายของเราเช่นกัน โดยต้องพยายามพัฒนาสินค้าและบริการให้แข็งแรง และสามารถออกไปแข่งขันกับคนอื่นๆ ให้ได้ ทั้งนี้ทักษะในการทำงานจะเป็นตัวแปรสำคัญของความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและของประเทศ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/spd_20080424164608_b.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-22516" title="spd_20080424164608_b" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/spd_20080424164608_b-300x282.jpg" alt="" width="300" height="282" /></a></p>
<p><strong>เห็นข่าวของรอยเตอร์ที่วิพากษ์การศึกษาไทยแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้ หากนับจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แล้ว ก็เป็นเวลามากกว่า 10 ปี</strong></p>
<p>ที่เราเริ่มปฏิรูปการศึกษา แต่ทว่าผลลัพธ์คงไม่เป็นไปดังความคาดหวังด้วยสาเหตุหลายประการ โดยส่วนหนึ่งของเนื้อข่าวบอกว่า <span id="more-22515"></span>ซีอีโอชาวอเมริกันในบริษัทสำคัญแห่งหนึ่งที่ตั้งสำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ กล่าวว่า “การหาคนงานซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มสาว, มีความสามารถรอบตัว, มีทักษะสูง และพูดภาษาอังกฤษได้ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่ามาก ถ้าไปหาในสิงคโปร์, ไต้หวัน และจีน” คำพูดนี้สะท้อนปัญหามุมหนึ่งจากอีกหลายๆ มุมของการปฏิรูปการศึกษาไทย นั้นคือระบบการศึกษาของเราผลิตคนที่มีทักษะและความสามารถไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน หรืออาจถึงขั้นที่ว่าทักษะความสามารถของคนไทยเรานั้นไปไม่ถึง &#8220;ระดับที่ต้องการ&#8221; ซะด้วยซ้ำไป ผู้เขียนจึงขอนำข้อมูลบางส่วนจากหนังสือชื่อ Research on Future Skill Demands: A Workshop Summary ของ National Academies Press นำมาเสริมแนวคิดในมุมนี้<br />
ทักษะหรือความสามารถในการทำงานในยุคนี้และยุคต่อๆ ไป คงจะต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงสภาพการแข่งขันที่ยกระดับสูงขึ้นจากการแข่งขันกันเองในประเทศไปสู่การแข่งขันภูมิภาคหรือในระดับโลก เนื่องจากสินค้าและบริการจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคนั้น ไม่อาจจำกัดอยู่เฉพาะในขอบเขตประเทศใดประเทศหนึ่งได้อีกต่อไป หากสินค้าและบริการจากอีกมุมหนึ่งของโลกสามารถเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเอาชนะเราได้ในประเทศไทย แสดงถึงความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการของเรานั้นอ่อนด้อยมากๆ และในทางตรงกันข้ามเราก็ควรจะเริ่มต้นคิดและมองโลกให้เป็นตลาดเป้าหมายของเราเช่นกัน โดยต้องพยายามพัฒนาสินค้าและบริการให้แข็งแรง และสามารถออกไปแข่งขันกับคนอื่นๆ ให้ได้ ทั้งนี้ทักษะในการทำงานจะเป็นตัวแปรสำคัญของความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและของประเทศ ตัวอย่างเทคโนโลยีสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทักษะที่ต้องการในตลาดแรงงานก็คือ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือ ICT ที่เราคุ้นเคยกันดี ผลกระทบของ ICT (รวมไปถึงการ outsourcing งานไปยังต่างประเทศ) อาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วนดังนี้</p>
<p>1. ผลกระทบต่องานประจำ คือ งานที่ดำเนินไปโดยมีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว (rule-based) มีการดำเนินงานซ้ำๆ กัน และมีขั้นตอนหรือกระบวนการที่แน่นอน เช่น งานในสายการผลิตสินค้า งานลักษณะนี้มีแนวโน้มจะถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติ และ ICT ได้อย่างสมบูรณ์ ดังเช่น การใช้แขนหุ่นยนต์ในการเชื่อมตัวถังรถยนต์ การประกอบชิ้นส่วนในแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น</p>
<p>2. ผลกระทบต่องานเชิงความคิดสร้างสรรค์ คืองานที่ต้องใช้ความคิด จินตนาการ การแก้ปัญหา เช่น งานของนักวิทยาศาสตร์ ทนายความ แพทย์ วิศวกร ผู้บริหาร ระบบ ICT จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการทำงาน เช่น ระบบฐานความรู้ (knowledge based) จะไปช่วยเสริมการทำงานให้ดียิ่งขึ้น แต่ไม่อาจทดแทนทักษะเหล่านี้ได้</p>
<p>3. ผลกระทบต่องานที่ต้องลงมือทำ คืองานที่จำเป็นต้องใช้คนในการปฏิบัติหรือต้องมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผู้ใช้สินค้าหรือบริการ เช่น พนักงานขับรถ พนักงานรักษาความปลอดภัย บริกร แม่บ้าน พนักงานทำความสะอาด เป็นต้น งานในลักษณะนี้ระบบ ICT อาจไม่มีส่วนช่วยหรือทดแทนได้เลย</p>
<p>ผลการอภิปรายและงานวิจัยจากหนังสือที่อ้างถึงสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี พบว่า ในอนาคตตำแหน่งงานในลักษณะที่ 2 และที่ 3 คืองานเชิงความคิดสร้างสรรค์และงานที่ต้องอาศัยคนลงมือกระทำจะมีความต้องการมากขึ้น ส่วนตำแหน่งงานประจำในลักษณะที่ 1 จะลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ตำแหน่งงานบริการก็จะเพิ่มขึ้นมากเช่นเดียวกัน ผลกระทบดังกล่าวจะทำให้โครงสร้างตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไป จากรูปแบบพีระมิดยอดแหลมฐานกว้าง ไปเป็นรูปแบบตุ้มยกน้ำหนัก (Barbell) คือปริมาณความต้องการแรงงานจะมีมากในระดับบนและระดับล่าง ส่วนความต้องการแรงงานในระดับกลางจะหายไป ด้วยการทดแทนของระบบอัตโนมัติหรือการ outsourcing นั่นเอง (หนังสือนี้ใช้คำว่า Polarization of the Labor Market) ส่วนประเทศไทยเข้าใจว่ายังไม่มีงานวิจัยสนับสนุนโดยตรง คงต้องเทียบเคียงจากต่างประเทศไปพลาง ๆ ก่อน</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีการสุ่มสำรวจองค์กรขนาดใหญ่เพื่อวิเคราะห์หาความสามารถของพนักงานที่องค์กรเหล่านั้นต้องการ ผลการสำรวจพบว่า ทักษะความสามารถที่ต้องการค่อนข้างกระจายกว้าง ๆ ใน 6 ด้านต่อไป</p>
<p>1. ความสามารถในการแก้ปัญหาแบบสร้างสรรค์</p>
<p>2. ทักษะในการสื่อสารเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย การเจรจาต่อรอง การชักจูงใจคน การทำงานเป็นทีม</p>
<p>3. ทักษะในการปรับตัว การทำงานที่ยืดหยุ่น</p>
<p>4. ทักษะในการบริหารจัดการตนเอง โดยเฉพาะงานในลักษณะ mobile workforce คือทำงานด้วยตัวคนเดียวนอกสำนักงาน</p>
<p>5. การพัฒนาตนเอง</p>
<p>6. การคิดอย่างเป็นระบบ</p>
<p>นอกเหนือจากนี้ ยังมีการอภิปรายถึงทักษะที่ต้องการสำหรับแรงงานที่ใช้ความรู้เป็นพื้นฐานในการทำงาน (knowledge work) สำหรับอาชีพพิเศษอื่น ๆ เช่น ที่ปรึกษา วิศวกรฝ่ายขาย นักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฝ่ายสนับสนุนทางเทคนิค เทคโนโลยีชีวภาพ ฯลฯ โดยแนวคิดการทำวิจัยสำรวจสำหรับทักษะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงานในอนาคตจะครอบคลุมถึงทักษะ เทคโนโลยี และแนวการจัดการ หรือ STAMP (Skills, Technology, And Management Practices) ใน 4 ด้านดังต่อไปนี้</p>
<p>1. ปริมาณของตำแหน่งงานที่ต้องการ ระดับของทักษะ ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ และแนวทางการฝึกฝนเพื่อให้เกิดทักษะที่ต้องการ</p>
<p>2. การเชื่อมโยงซึ่งกันและกันของทักษะที่ต้องการ ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ และการจ้างงาน</p>
<p>3. ผลกระทบต่ออัตราค่าจ้าง สภาพการทำงาน และลักษณะของงานชนิดต่างๆ</p>
<p>4. แนวโน้มของปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น</p>
<p>อย่างไรก็ดีการคาดคะเนทักษะและความชำนาญที่ตลาดแรงงานต้องการในอนาคตนั้นแม้จะไม่ง่ายนัก แต่การเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจกับภาคการศึกษาจะมีส่วนช่วยได้มาก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกามีระบบการปกครองและการกระจายอำนาจสูงกว่าประเทศไทยมาก ระบบการศึกษาจึงสามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจท้องถิ่นได้ดีกว่า เช่น วิทยาลัยชุมชนก็มุ่งผลิตแรงงานตอบสนองต่อภาคธุรกิจที่อยู่ในละแวกเดียวกัน ดังนั้นหลักสูตรการศึกษาจึงมีความยืดหยุ่นมากกว่า ส่วนในเรื่องการปรับมาตรฐานการศึกษาให้สูงขึ้น ทำให้เกิดความต้องการ “ครูพันธุ์ใหม่” ที่มีทักษะการสอนนักเรียนแบบใหม่ เพื่อให้นักเรียนสามารถปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองออกมาได้มากขึ้น</p>
<p>สำหรับประเทศไทยแม้ว่าเรายังขาดข้อมูลและการวิจัยที่มากพอ อีกทั้งเรายังขาดเจ้าภาพรับผิดชอบดูแลงานแบบต้นจนจบ (end-to-end) อีกหลายหน่วยงาน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาจะมีเจ้าภาพเป็นตัวตนที่ชัดเจนมากกว่า เช่น กระทรวงแรงงานของสหรัฐ จัดตั้งคณะกรรมการดูแลเรื่องทักษะที่ต้องการ (Commission on Achieving Necessary Skills, CANS) ขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 นอกจากนี้ก็ยังมีกฎหมายชื่อว่า Workforce Investment Act มาสนับสนุน ส่วนหนึ่งของกฎหมายกำหนดให้รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานต้องส่งแผนงานและความคืบหน้าทุกๆ 2 ปี ในการพัฒนาการจ้างงานและการฝึกอบรมแรงงานตามข้อมูลที่ได้รับมาจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เป็นต้น เราก็น่าจะต้องเริ่มมองให้เห็นภาพความต้องการของตลาดแรงงานไทยเช่นเดียวกัน โดยจะต้องเริ่มสะสมข้อมูลเพื่อนำไปปรับหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ปรับปรุงคุณภาพของแรงงานไทยในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันไปสู่ระดับโลก ยกระดับคุณภาพการศึกษา ปรับปรุงระบบงานวิจัยและพัฒนา และอื่นๆ อีกในมากมายหลายด้าน</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<p>ภาพ : ตลาดดอทคอม</p>
<p>&nbsp;</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชี้ปัญหาคุณภาพการศึกษาไทย เรียนเพื่อสบาย-ผู้สอนเก่งแต่พูด</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/03/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/03/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Mar 2011 15:16:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญาการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาคุณภาพการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พลเมืองคุณภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างชาติ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=19897</guid>
		<description><![CDATA[นายนภดล ศรีภัทรา รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ความเห็นว่า ปัญหาคุณภาพการศึกษา เกิดจาก ๑.ทัศนคติในการเรียนหนังสือ ประเทศเราสร้างคนให้มีทัศนคติที่ต้องการทำงานเบาๆ สบายๆ แต่ได้ค่าตอบแทนมากๆ ทำให้คนคิดว่าเรียนไปเพื่อให้ตนสบาย เราจึงไม่ได้สร้างพลเมืองให้ประเทศชาติมาหลายปี ทำให้สุดท้ายไม่มีพลเมืองที่มีคุณภาพไว้ใช้ ทั้งๆที่ประชาชนเรามีไม่น้อย แต่พลเมืองเราด้อยเพราะค่านิยมเช่นนี้ ๒. ความรู้ความสามารถของผู้สอน ต้องใช้คนที่มีเชี่ยวชาญมาสอน แต่ปัจจุบันผู้สอนเก่งแต่ด้านวิชาการแต่ไม่เคยทำงาน เมื่อครูไม่เคยทำงาน เด็กก็ทำงานไม่ได้ เหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็นมาสอนว่ายน้ำ ๓. แบบเรียนไม่น่าสนใจ ทำให้เด็กไม่ชอบการอ่าน ไม่มีความสุขในการอ่านหนังสือ อ่านอะไรก็ไม่แตก ความรู้ก็ไม่ลึกซึ้ง ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ เท่ากับบัณฑิตที่จบการศึกษาไม่ได้สักภาษา เพราะภาษาไทยก็ไม่แตก อังกฤษก็ไม่ได้ วุฒิบัตรไม่ได้ยืนยันความสามารถของผู้เรียน เพราะความรู้มาจากการฟังมาก อ่านมาก ซึ่งทำให้ยากที่เด็กจะรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต ๔.ปรัญชาการศึกษาไม่ชัดเจน ไม่รู้ผลิตคนไปเพื่ออะไร สมัยก่อนบอกว่าเตรียมคนเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งจะมีเป้า ๓ เรื่อง คือ คน สังคม ความสุข แต่ปัจจุบันเห็นแต่พัฒนาด้านเศรษฐกิจ โดยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสังคม วัฒนธรรม คิดแต่ว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สืบต่อกันมา แต่ไม่ได้คิดว่าสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ ถ้าไม่เข้าใจวัฒนธรรม ก็จะไม่รู้ที่มา ไม่มีรากเหง้า ไม่รู้ปัจจุบัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/03/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/edu11.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-19898" title="edu11" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/edu11-300x212.jpg" alt="" width="300" height="212" /></a></p>
<p>นายนภดล ศรีภัทรา รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ความเห็นว่า ปัญหาคุณภาพการศึกษา เกิดจาก</p>
<p>๑.ทัศนคติในการเรียนหนังสือ ประเทศเราสร้างคนให้มีทัศนคติที่ต้องการทำงานเบาๆ สบายๆ แต่ได้ค่าตอบแทนมากๆ ทำให้คนคิดว่าเรียนไปเพื่อให้ตนสบาย เราจึงไม่<span id="more-19897"></span>ได้สร้างพลเมืองให้ประเทศชาติมาหลายปี ทำให้สุดท้ายไม่มีพลเมืองที่มีคุณภาพไว้ใช้ ทั้งๆที่ประชาชนเรามีไม่น้อย แต่พลเมืองเราด้อยเพราะค่านิยมเช่นนี้</p>
<p>๒. ความรู้ความสามารถของผู้สอน ต้องใช้คนที่มีเชี่ยวชาญมาสอน แต่ปัจจุบันผู้สอนเก่งแต่ด้านวิชาการแต่ไม่เคยทำงาน เมื่อครูไม่เคยทำงาน เด็กก็ทำงานไม่ได้ เหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็นมาสอนว่ายน้ำ</p>
<p>๓. แบบเรียนไม่น่าสนใจ ทำให้เด็กไม่ชอบการอ่าน ไม่มีความสุขในการอ่านหนังสือ อ่านอะไรก็ไม่แตก ความรู้ก็ไม่ลึกซึ้ง ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ เท่ากับบัณฑิตที่จบการศึกษาไม่ได้สักภาษา เพราะภาษาไทยก็ไม่แตก อังกฤษก็ไม่ได้ วุฒิบัตรไม่ได้ยืนยันความสามารถของผู้เรียน เพราะความรู้มาจากการฟังมาก อ่านมาก ซึ่งทำให้ยากที่เด็กจะรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>
<p>๔.ปรัญชาการศึกษาไม่ชัดเจน ไม่รู้ผลิตคนไปเพื่ออะไร</p>
<p>สมัยก่อนบอกว่าเตรียมคนเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งจะมีเป้า ๓ เรื่อง คือ คน สังคม ความสุข แต่ปัจจุบันเห็นแต่พัฒนาด้านเศรษฐกิจ โดยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสังคม วัฒนธรรม คิดแต่ว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สืบต่อกันมา แต่ไม่ได้คิดว่าสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ ถ้าไม่เข้าใจวัฒนธรรม ก็จะไม่รู้ที่มา ไม่มีรากเหง้า ไม่รู้ปัจจุบัน แล้วจะไปหาอนาคตที่ไหน เกาหลีใต้ใช้แค่ ๓ เรื่องสร้างชาติ คือวัฒนธรรม กีฬา และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ปรับประเทศ ๑๐ กว่าปี ประเทศเจริญได้ วัฒนธรรมเขาขายได้ ประเทศเราเคยคิดเรื่องนี้ไหม วันนี้เราไปดูเพื่อนบ้านว่าเขาทำอย่างไร เรารู้เพื่อนบ้านหมด แต่ที่เราไม่รู้ คือตัวเราเอง</p>
<p>วันที่ 23/3/2011</p>
<p>ที่มา : แนวหน้า</p>
<p>ภาพ : ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/03/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/03/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณภาพการศึกษาช่วยลดความเหลื่อมล้ำของค่าจ้างแรงงาน</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/01/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/01/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 Jan 2011 04:10:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าจ้างแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=19156</guid>
		<description><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำของการศึกษากับค่าจ้างแรงงานที่ห่างกันมากขึ้นในช่วงกว่าสองทศวรรษ สะท้อนความล้มเหลวของคุณภาพการศึกษา ทีดีอาร์ไอวิจัยพบ ความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษานำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางรายได้จากค่าจ้างที่ได้รับในอนาคต  การศึกษาของเด็กในครอบครัวยากจนยังติดแค่มัธยม  รัฐควรเพิ่มโอกาสการเข้าถึงอุดมศึกษาให้แก่ผู้เสียเปรียบโดยการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เท่าเทียมกันมากขึ้น   ความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษาของแรงงานไทยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเศรษฐกิจและสังคมไทยมาโดยตลอดในช่วงปี 2529 ถึง 2552  หากมองความมั่นคงของชีวิตในอนาคต  โดยดูจากอาชีพและรายได้เป็นหลัก พ่อแม่คงเลือกให้ลูกได้เรียนจบในระดับปริญญา ซึ่งจะทำให้มีโอกาสทางรายได้มากกว่าผู้จบในระดับมัธยมปลาย ปวช.,ปวส.   เพราะระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับค่าจ้างหรือรายได้ที่จะได้ในอนาคต ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์  นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอ ได้ทำการศึกษาความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษากับแนวโน้มของค่าจ้างในประเทศไทย  เนื่องจากความเหลื่อมล้ำของการศึกษาเป็นสาเหตุหนึ่งของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย  และรายได้ของครัวเรือนเชื่อมโยงกับการศึกษา  จึงทำการศึกษาโดยดูเรื่อง การเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาในระดับต่าง ๆ   กับแนวโน้มของค่าจ้างของกลุ่มการศึกษาต่าง ๆ และดูการเปลี่ยนแปลงของความไม่เท่าเทียมกันในช่วง 24 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2529-2552)   ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมรัฐบาลสามารถขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ทั่วประเทศมากขึ้น  ทำให้คนไทยมีการศึกษาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5 ปีในปี 2529 เป็น 8 ปีในปี 2552  และในตลาดแรงงานก็พบว่ามีแรงงานกลุ่มจบประถมและมัธยมต้นน้อยลง และมีแรงงานที่จบ ม.6 และระดับปริญญาเพิ่มขึ้น แต่เมื่อดูว่ากลุ่มคนแบบไหนได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น และกลุ่มคนแบบไหนที่ยังมีการศึกษาระดับต่ำอยู่ โดยดูความเชื่อมโยงเรื่องการศึกษาและรายได้ของพ่อแม่ พบว่า ในครอบครัวที่พ่อแม่การศึกษาสูง เด็กมีแนวโน้มที่จะได้รับการศึกษาขั้นสูงไปด้วย และเมื่อดูรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนโดยพิจารณาจาก รายได้แท้จริงเฉลี่ยต่อหัวของครัวเรือนของผู้จบระดับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/01/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7/" layout="button_count"></fb:like></span><p><strong><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_373605_1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-19157" title="news_img_373605_1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_373605_1-300x187.jpg" alt="" width="300" height="187" /></a></strong></p>
<p><strong>ความเหลื่อมล้ำของการศึกษากับค่าจ้างแรงงานที่ห่างกันมากขึ้นในช่วงกว่าสองทศวรรษ สะท้อนความล้มเหลวของคุณภาพการศึกษา</strong></p>
<p>ทีดีอาร์ไอวิจัยพบ ความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษานำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางรายได้จากค่าจ้างที่ได้รับในอนาคต  การศึกษาของเด็กในครอบครัวยากจนยังติดแค่มัธยม  รัฐควรเพิ่มโอกาสการเข้าถึงอุดมศึกษาให้แก่ผู้เสียเปรียบโดยการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เท่าเทียมกันมากขึ้น<span id="more-19156"></span></p>
<p> <br />
ความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษาของแรงงานไทยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเศรษฐกิจและสังคมไทยมาโดยตลอดในช่วงปี 2529 ถึง 2552  หากมองความมั่นคงของชีวิตในอนาคต  โดยดูจากอาชีพและรายได้เป็นหลัก พ่อแม่คงเลือกให้ลูกได้เรียนจบในระดับปริญญา ซึ่งจะทำให้มีโอกาสทางรายได้มากกว่าผู้จบในระดับมัธยมปลาย ปวช.,ปวส.   เพราะระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับค่าจ้างหรือรายได้ที่จะได้ในอนาคต<br />
ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์  นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอ ได้ทำการศึกษาความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษากับแนวโน้มของค่าจ้างในประเทศไทย  เนื่องจากความเหลื่อมล้ำของการศึกษาเป็นสาเหตุหนึ่งของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย  และรายได้ของครัวเรือนเชื่อมโยงกับการศึกษา  จึงทำการศึกษาโดยดูเรื่อง การเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาในระดับต่าง ๆ   กับแนวโน้มของค่าจ้างของกลุ่มการศึกษาต่าง ๆ และดูการเปลี่ยนแปลงของความไม่เท่าเทียมกันในช่วง 24 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2529-2552)</p>
<p> <br />
ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมรัฐบาลสามารถขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ทั่วประเทศมากขึ้น  ทำให้คนไทยมีการศึกษาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5 ปีในปี 2529 เป็น 8 ปีในปี 2552  และในตลาดแรงงานก็พบว่ามีแรงงานกลุ่มจบประถมและมัธยมต้นน้อยลง และมีแรงงานที่จบ ม.6 และระดับปริญญาเพิ่มขึ้น<br />
แต่เมื่อดูว่ากลุ่มคนแบบไหนได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น และกลุ่มคนแบบไหนที่ยังมีการศึกษาระดับต่ำอยู่ โดยดูความเชื่อมโยงเรื่องการศึกษาและรายได้ของพ่อแม่ พบว่า ในครอบครัวที่พ่อแม่การศึกษาสูง เด็กมีแนวโน้มที่จะได้รับการศึกษาขั้นสูงไปด้วย และเมื่อดูรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนโดยพิจารณาจาก รายได้แท้จริงเฉลี่ยต่อหัวของครัวเรือนของผู้จบระดับ ม.6 (รายได้ 3,600 บาทต่อเดือน) เทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อหัวของครัวเรือนของผู้จบในระดับมหาวิทยาลัย (7,000 บาทต่อเดือน)  พบว่ามีความแตกต่างกันเกือบสองเท่า  และที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำนี้แทบจะไม่ได้ลดลงเลย รัฐบาลประสบความสำเร็จในการให้การศึกษาขั้นพื้นฐานได้ทั่วถึง แต่สิ่งที่ต้องทำต่อคือเรื่องคุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะตราบใดที่ยังมีความแตกต่างด้านคุณภาพการศึกษาระหว่างโรงเรียนที่มีทรัพยากรน้อยกับโรงเรียนที่มีทรัพยากรมาก ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาระดับสูงจะยังคงมีมากต่อไป<br />
ผลการศึกษาชี้ชัดว่าระดับการศึกษาของคนจนไปติดอยู่ที่มัธยมไม่สามารถก้าวสู่อุดมศึกษาได้  สาเหตุหลักมาจากเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว คุณภาพโรงเรียนและคุณภาพการศึกษาที่แตกต่างกัน  อีกทั้งจำนวนปีการศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้น(ปัจจุบันมีเรียนฟรี 15 ปี)  ก็เทียบไม่ได้กับปีการศึกษาที่มีคุณภาพดี  อย่างไรก็ตามการแก้ไขนั้นเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะต้องดูว่ามีทรัพยากรเพียงพอที่จะไปยกระดับโรงเรียนทั่วประเทศให้มีคุณภาพทัดเทียมกันได้หรือเปล่า เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการในระยะยาวต่อไป  <br />
จะเห็นว่าเรื่องโอกาสทางการศึกษาสัมพันธ์กับค่าจ้าง คนที่มาจากครอบครัวที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคม จะทำให้เขาเสียเปรียบด้านโอกาสการเข้าถึงการศึกษา อาจจะเป็นทั้งคุณภาพการศึกษาและการเข้าถึงอุดมศึกษาด้วย  และส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงเมื่อเข้ามาสู่ตลาดแรงงานก็มีความเหลื่อมล้ำของรายได้หรือค่าจ้าง ที่ผ่านมารายได้ระหว่างกลุ่มอุดมศึกษากับกลุ่มมัธยมห่างกันขึ้นเรื่อย ๆ   ค่าจ้างของผู้จบอุดมศึกษาเพิ่มขึ้นประมาณ 150%  แต่ค่าจ้างของผู้จบการศึกษาระดับมัธยมเพิ่มขึ้นเพียงครึ่งหนึ่งของกลุ่มระดับอุดมศึกษา<br />
ดร.ดิลกะ กล่าวว่า หากจะลดความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษากับค่าจ้างแรงงานให้มีความสมดุลมากขึ้น ควรเน้นเรื่องการยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ไม่ใช่แค่การกระจายให้ทั่วประเทศแต่ต้องคำถึงคุณภาพที่เท่าเทียมกันด้วย  และผลิตคนที่ จบ ปวช.,ปวส. ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และสำหรับผู้ที่อยู่ในตลาดแรงงานอยู่แล้วควรมีการจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้เพิ่มขึ้น  และต้องเป็นการทำต่อเนื่อง จึงจะเกิดผลช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการศึกษาและค่าจ้างได้ในระยะยาว<br />
นอกจากนี้ควรมีการทบทวนนโยบายการอุดหนุนการศึกษารายหัวในระดับอุดมศึกษา  ซึ่งปัจจุบันเป็นการอุดหนุนค่าเล่าเรียนแบบถ้วนหน้า  โดยรัฐอุดหนุนผ่านสถาบันอุดมศึกษาประมาณ 70%  ผู้เรียนจ่ายเองเพียงประมาณ 30% เท่านั้น   แต่เนื่องจากคนที่ได้เข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีความได้เปรียบทางสังคมอยู่แล้ว อีกทั้งคนเหล่านี้ยังคงได้เปรียบต่อเนื่องในรูปของค่าจ้างที่สูงกว่าเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้นการปรับค่าเล่าเรียนให้สะท้อนต้นทุนการผลิตบัณฑิตที่แท้จริงมากขึ้นนั้นจึงมีความจำเป็น และจะต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อให้คนที่มีความสามารถแต่ยากจนไม่ถูกกีดกันจากการเข้าถึงอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ<br />
นักวิจัยทีดีอาร์ไอ กล่าวด้วยว่า แม้ว่าการปฏิรูปค่าเล่าเรียนจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมระหว่างกลุ่มคนที่ได้รับและไม่ได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐควรทำคือการยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพดีในทุกพื้นที่ของประเทศ.</p>
<p>ที่มา :</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/01/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/01/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เด็กไทยกับการพัฒนารากฐานของประเทศไทยที่มั่นคง</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/01/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%90/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/01/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%90/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 12 Jan 2011 14:25:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาเด็กและเยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งเสริมการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือเด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=18927</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ว่าวันนี้ หรือ วันข้างหน้า หากจะมองถึง ความมั่นคงของประเทศชาติ สิ่งสำคัญที่ภาครัฐจะต้องกระทำเป็นอันดับแรกคือ การพัฒนามนุษย์ให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด เพราะ มนุษย์คือตัวกำหนด และ นำทิศทางของประเทศชาติให้ก้าวไปสู่การพัฒนา ปัจจุบัน ส่วนหนึ่งของ สังคมเมือง ภาพลักษณ์ของผู้ใหญ่ ที่ไม่ดีสะท้อนให้เด็กชินชากับการละเลยต่อการพัฒนาสังคม และ ภาพลักษณ์เหล่านั้น คือตัวทำลายความเจริญของชาติ และ เป็นตัว ฉุดให้เด็ก และเยาวชนของชาติ พลอยไม่ได้รับการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาไปด้วย หากจะมองถึงความก้าวหน้าของประเทศชาติในอนาคต สิ่งสำคัญที่ต้องบอกว่า เป็น &#8220;หัวใจ&#8221;ของการพัฒนาคือ การ สร้าง เด็ก และเยาวชนของชาติวันนี้ให้มีคุณภาพเพื่อโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้าง อันจะเป็นการเตรียมความพร้อมในการ วางรากฐานของประเทศไทยให้เกิดความมั่นคง ที่จะก้าวไปสู่การพัฒนานั่นเอง เมื่อวันเด็กที่ผ่านมา เราได้พบว่า &#8220;การอ่าน&#8221; เป็น ปัจจัยหนึ่งที่ ผู้ใหญ่มองเห็นว่า จะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะสร้างให้เด็กเกิดการพัฒนา รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สสส. เปิดเผยว่า ปัจจุบันสังคมไทยให้ความสำคัญกับหนังสือสำหรับเด็กเล็กในสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันสนับสนุนให้มีหนังสือเข้าถึงกลุ่มเด็กเล็กมากขึ้น เพราะหนังสือจะช่วยสร้างความสุข สัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นในครอบครัว แถมยังช่วยเสริมจินตนาการและจิตสำนึกที่ดีให้กับเด็กๆอย่างมากด้วย โดยเฉพาะคำแนะนำของ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/01/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%90/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/krirk_1_p.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-18928" title="krirk_1_p" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/krirk_1_p-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ไม่ว่าวันนี้ หรือ วันข้างหน้า หากจะมองถึง ความมั่นคงของประเทศชาติ สิ่งสำคัญที่ภาครัฐจะต้องกระทำเป็นอันดับแรกคือ การพัฒนามนุษย์ให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด เพราะ มนุษย์คือตัวกำหนด และ นำทิศทางของประเทศชาติให้ก้าวไปสู่การพัฒนา</p>
<div id="_mcePaste"><span id="more-18927"></span></div>
<div id="_mcePaste">ปัจจุบัน ส่วนหนึ่งของ สังคมเมือง ภาพลักษณ์ของผู้ใหญ่ ที่ไม่ดีสะท้อนให้เด็กชินชากับการละเลยต่อการพัฒนาสังคม และ ภาพลักษณ์เหล่านั้น คือตัวทำลายความเจริญของชาติ และ เป็นตัว ฉุดให้เด็ก และเยาวชนของชาติ พลอยไม่ได้รับการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาไปด้วย</div>
<div id="_mcePaste">หากจะมองถึงความก้าวหน้าของประเทศชาติในอนาคต สิ่งสำคัญที่ต้องบอกว่า เป็น &#8220;หัวใจ&#8221;ของการพัฒนาคือ การ สร้าง เด็ก และเยาวชนของชาติวันนี้ให้มีคุณภาพเพื่อโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้าง อันจะเป็นการเตรียมความพร้อมในการ วางรากฐานของประเทศไทยให้เกิดความมั่นคง ที่จะก้าวไปสู่การพัฒนานั่นเอง</div>
<div id="_mcePaste">เมื่อวันเด็กที่ผ่านมา เราได้พบว่า &#8220;การอ่าน&#8221; เป็น ปัจจัยหนึ่งที่ ผู้ใหญ่มองเห็นว่า จะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะสร้างให้เด็กเกิดการพัฒนา</div>
<div id="_mcePaste">รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สสส. เปิดเผยว่า ปัจจุบันสังคมไทยให้ความสำคัญกับหนังสือสำหรับเด็กเล็กในสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันสนับสนุนให้มีหนังสือเข้าถึงกลุ่มเด็กเล็กมากขึ้น เพราะหนังสือจะช่วยสร้างความสุข สัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นในครอบครัว แถมยังช่วยเสริมจินตนาการและจิตสำนึกที่ดีให้กับเด็กๆอย่างมากด้วย โดยเฉพาะคำแนะนำของ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ ระบุตัวชี้วัดปัจจัยที่จะช่วยพัฒนาการเด็กต่ำกว่า 5 ปี ว่า ควรมีหนังสือสำหรับเด็กเล็กอย่างน้อย 3 เล่ม / ครัวเรือน ซึ่งในครอบครัวของคนไทยแต่ครอบครัวไทยมีเพียงร้อยละ 40.7 เท่านั้น ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากหากเทียบกับต่างประเทศ</div>
<div id="_mcePaste">ด้วยเหตุนี้เอง แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จึงได้ ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร(กศน.)ได้ จัดสัมนาสาธารณะ ให้สังคมรับทราบถึงความสำคัญของการอ่านหนังสือในหัวข้อว่า ปฏิรูปจิตสำนึกเด็กไทยด้วยหนังสือ &#8220;เล่มใหม่&#8221;</div>
<div id="_mcePaste">นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน กล่าวว่า จากการสังเคราะห์หนังสือที่ได้รับการคัดเลือกตามโครงการคัดสรร 108 หนังสือดี ที่เหมาะสมต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย พบว่า หนังสือที่ได้รับการคัดสรรเป็นหนังสือที่ดีมาก มีการสอนให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์ มีจิตสาธารณะ แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ยังมีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์ และการมีวิถีชีวิตสุขภาวะโดยเฉพาะการออกกำลังกายประจำ ปริมาณน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 2 ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรนำเสนอต่อผู้ผลิต และผู้สร้างสรรค์หนังสือเด็กว่าต้องร่วมมือกันส่งเสริมเรื่องนี้ เพื่อเป็นแนวทางบ่มเพาะเด็กให้เห็นความสำคัญตั้งแต่วัยเยาว์</div>
<div id="_mcePaste">ดังนั้นหากอยากเห็นสังคมไทยในอนาคตเป็นสังคมแห่งความสุข เยาวชนไทยมีความซื่อสัตย์ รักความยุติธรรม ก็ต้องเริ่มบ่มเพาะให้กับเด็กตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต และ ผู้ใหญ่เหล่านี้คือผู้ที่จะนำพาให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน</div>
<div id="_mcePaste">มีการเรียกร้อง และ กระตุ้นให้ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีโอกาสในการเข้ามาร่วมในการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้ด้วย ในฐานะที่เป็นผู้นำ และเป็นหัวหน้าของคณะผู้บริหารประเทศ เพราะการจะพัฒนาเด็กและเยาวชน มิใช่จะอาศัยเพียงแค่การอ่านอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องมีบริบทอื่นๆที่อยู่รอบตัวของเด็กและเยาวชน ให้มีส่วนในการร่วมบ่มเพาะและสร้างทัศนคติ ค่านิยมให้แก่เด็กๆด้วย</div>
<div id="_mcePaste">เราจะพบเห็นกันโดยทั่วไปว่า รอบๆตัว ของเด็กไทยวันนี้ ยังมีตัวอย่างที่ไม่ดี ไม่เหมาะสม ให้เด็กๆได้เห็นอยู่เป็นจำนวนมาก โดยตัวอย่างที่ไม่ดีเหล่านี้ เด็กๆจะได้รับ และซึมซับเข้าสู่จิตวิญญาณอย่างเต็มๆ โดยไม่มีผู้ใหญ่คอยคัดสรร หรือ ชี้แนะให้เห็นถึง &#8220;ความถูก ความผิด&#8221;อย่างเป็นรูปธรรม</div>
<div id="_mcePaste">รอบตัวของเด็กไทยวันนี้ จึงเป็น สภาวะของสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ แก่จิตวิญญาณของ เด็กและเยาวชนของชาติ ในด้านของการพัฒนาสู่ความเจริญเป็นอย่างยิ่ง</div>
<div id="_mcePaste">ดังนั้น การสร้างหนทางเพื่อให้เด็กก้าวเดินไปสู่การพัฒนา จึงต้องเป็นหนทางแห่งความรอบรู้ เป็นหนทางแห่งการพินิจ พิเคราะห์ และ สภาพแวดล้อมบนเส้นทางแห่งนี้จะต้องมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เด็กๆ สามารถเก็บเกี่ยว สิ่งที่ดีงามเพื่อนำมาใช้กับตัวเองได้โดยง่าย</div>
<div id="_mcePaste">หน้าที่สำคัญของผู้ใหญ่ ที่ต้องการ สร้างสรรค์เด็กไทยให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าอย่างสูงก็คือ การ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับเด็กๆและเยาวชนได้เรียนรู้ และ เป็นแม่แบบที่ดีๆให้เด็กๆได้พบเห็น ซึ่งหากวันนี้ ผู้ใหญ่ มีความตั้งใจจริงที่จะให้เด็กไทย เป็น เด็กที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภาระอันใหญ่หลวงจึงอยู่ที่ตัวของผู้ใหญ่ ว่าจะ ตั้งใจในการสร้างเด็กมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง</div>
<div id="_mcePaste">ปานมณี</div>
<div id="_mcePaste">วันที่ 12/1/2011</div>
<p>ไม่ว่าวันนี้ หรือ วันข้างหน้า หากจะมองถึง ความมั่นคงของประเทศชาติ สิ่งสำคัญที่ภาครัฐจะต้องกระทำเป็นอันดับแรกคือ การพัฒนามนุษย์ให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด เพราะ มนุษย์คือตัวกำหนด และ นำทิศทางของประเทศชาติให้ก้าวไปสู่การพัฒนา<br />
ปัจจุบัน ส่วนหนึ่งของ สังคมเมือง ภาพลักษณ์ของผู้ใหญ่ ที่ไม่ดีสะท้อนให้เด็กชินชากับการละเลยต่อการพัฒนาสังคม และ ภาพลักษณ์เหล่านั้น คือตัวทำลายความเจริญของชาติ และ เป็นตัว ฉุดให้เด็ก และเยาวชนของชาติ พลอยไม่ได้รับการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาไปด้วย<br />
หากจะมองถึงความก้าวหน้าของประเทศชาติในอนาคต สิ่งสำคัญที่ต้องบอกว่า เป็น &#8220;หัวใจ&#8221;ของการพัฒนาคือ การ สร้าง เด็ก และเยาวชนของชาติวันนี้ให้มีคุณภาพเพื่อโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้าง อันจะเป็นการเตรียมความพร้อมในการ วางรากฐานของประเทศไทยให้เกิดความมั่นคง ที่จะก้าวไปสู่การพัฒนานั่นเอง<br />
เมื่อวันเด็กที่ผ่านมา เราได้พบว่า &#8220;การอ่าน&#8221; เป็น ปัจจัยหนึ่งที่ ผู้ใหญ่มองเห็นว่า จะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะสร้างให้เด็กเกิดการพัฒนา<br />
รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สสส. เปิดเผยว่า ปัจจุบันสังคมไทยให้ความสำคัญกับหนังสือสำหรับเด็กเล็กในสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันสนับสนุนให้มีหนังสือเข้าถึงกลุ่มเด็กเล็กมากขึ้น เพราะหนังสือจะช่วยสร้างความสุข สัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นในครอบครัว แถมยังช่วยเสริมจินตนาการและจิตสำนึกที่ดีให้กับเด็กๆอย่างมากด้วย โดยเฉพาะคำแนะนำของ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ ระบุตัวชี้วัดปัจจัยที่จะช่วยพัฒนาการเด็กต่ำกว่า 5 ปี ว่า ควรมีหนังสือสำหรับเด็กเล็กอย่างน้อย 3 เล่ม / ครัวเรือน ซึ่งในครอบครัวของคนไทยแต่ครอบครัวไทยมีเพียงร้อยละ 40.7 เท่านั้น ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากหากเทียบกับต่างประเทศ<br />
ด้วยเหตุนี้เอง แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จึงได้ ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร(กศน.)ได้ จัดสัมนาสาธารณะ ให้สังคมรับทราบถึงความสำคัญของการอ่านหนังสือในหัวข้อว่า ปฏิรูปจิตสำนึกเด็กไทยด้วยหนังสือ &#8220;เล่มใหม่&#8221;<br />
นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน กล่าวว่า จากการสังเคราะห์หนังสือที่ได้รับการคัดเลือกตามโครงการคัดสรร 108 หนังสือดี ที่เหมาะสมต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย พบว่า หนังสือที่ได้รับการคัดสรรเป็นหนังสือที่ดีมาก มีการสอนให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์ มีจิตสาธารณะ แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ยังมีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการปลูกฝังเรื่องความซื่อสัตย์ และการมีวิถีชีวิตสุขภาวะโดยเฉพาะการออกกำลังกายประจำ ปริมาณน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 2 ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรนำเสนอต่อผู้ผลิต และผู้สร้างสรรค์หนังสือเด็กว่าต้องร่วมมือกันส่งเสริมเรื่องนี้ เพื่อเป็นแนวทางบ่มเพาะเด็กให้เห็นความสำคัญตั้งแต่วัยเยาว์<br />
ดังนั้นหากอยากเห็นสังคมไทยในอนาคตเป็นสังคมแห่งความสุข เยาวชนไทยมีความซื่อสัตย์ รักความยุติธรรม ก็ต้องเริ่มบ่มเพาะให้กับเด็กตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต และ ผู้ใหญ่เหล่านี้คือผู้ที่จะนำพาให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน<br />
มีการเรียกร้อง และ กระตุ้นให้ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีโอกาสในการเข้ามาร่วมในการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้ด้วย ในฐานะที่เป็นผู้นำ และเป็นหัวหน้าของคณะผู้บริหารประเทศ เพราะการจะพัฒนาเด็กและเยาวชน มิใช่จะอาศัยเพียงแค่การอ่านอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องมีบริบทอื่นๆที่อยู่รอบตัวของเด็กและเยาวชน ให้มีส่วนในการร่วมบ่มเพาะและสร้างทัศนคติ ค่านิยมให้แก่เด็กๆด้วย<br />
เราจะพบเห็นกันโดยทั่วไปว่า รอบๆตัว ของเด็กไทยวันนี้ ยังมีตัวอย่างที่ไม่ดี ไม่เหมาะสม ให้เด็กๆได้เห็นอยู่เป็นจำนวนมาก โดยตัวอย่างที่ไม่ดีเหล่านี้ เด็กๆจะได้รับ และซึมซับเข้าสู่จิตวิญญาณอย่างเต็มๆ โดยไม่มีผู้ใหญ่คอยคัดสรร หรือ ชี้แนะให้เห็นถึง &#8220;ความถูก ความผิด&#8221;อย่างเป็นรูปธรรม<br />
รอบตัวของเด็กไทยวันนี้ จึงเป็น สภาวะของสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ แก่จิตวิญญาณของ เด็กและเยาวชนของชาติ ในด้านของการพัฒนาสู่ความเจริญเป็นอย่างยิ่ง<br />
ดังนั้น การสร้างหนทางเพื่อให้เด็กก้าวเดินไปสู่การพัฒนา จึงต้องเป็นหนทางแห่งความรอบรู้ เป็นหนทางแห่งการพินิจ พิเคราะห์ และ สภาพแวดล้อมบนเส้นทางแห่งนี้จะต้องมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เด็กๆ สามารถเก็บเกี่ยว สิ่งที่ดีงามเพื่อนำมาใช้กับตัวเองได้โดยง่าย<br />
หน้าที่สำคัญของผู้ใหญ่ ที่ต้องการ สร้างสรรค์เด็กไทยให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าอย่างสูงก็คือ การ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับเด็กๆและเยาวชนได้เรียนรู้ และ เป็นแม่แบบที่ดีๆให้เด็กๆได้พบเห็น ซึ่งหากวันนี้ ผู้ใหญ่ มีความตั้งใจจริงที่จะให้เด็กไทย เป็น เด็กที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภาระอันใหญ่หลวงจึงอยู่ที่ตัวของผู้ใหญ่ ว่าจะ ตั้งใจในการสร้างเด็กมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง<br />
ปานมณี</p>
<p>วันที่ 12/1/2011</p>
<p>ภาพ :  homeandi.com</p>
<p>ที่มา : แนวหน้า</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/01/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%90/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/01/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%90/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

