<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ASA Media : อาสามีเดีย &#187; มองเศรษฐกิจ</title>
	<atom:link href="http://www.asamedia.org/category/article/economic-view/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.asamedia.org</link>
	<description>สื่อสีขาว สื่อสร้างสรรค์ สร้างจิตสำนึกดี</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 13:27:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>ผู้ประสบภัยอ่วมต้นทุน&#8221;ซ่อมบ้าน&#8221;พุ่ง</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%8b/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%8b/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Dec 2011 08:11:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การขึ้นค่าแรง]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าซ่อมบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ตรึงราคาวัสดุก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ปรับราคาก่อสร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาวัสดุก่อสร้าง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30040</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ประสบภัยเตรียมรับมือ ต้นทุน &#8220;ซ่อมบ้าน&#8221; อ่วม ธุรกิจรับสร้างบ้าน ประเมินวัสดุก่อสร้างปรับราคา หลังประกาศใช้อัตราค่าแรงใหม่ 300 บาท นางกรานต์จนรักษ์ อินนันชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แลนดี้ โฮม จำกัด เปิดเผยว่า ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับราคาระลอกใหม่หลังไตรมาส 2 ปีหน้า หลังการประกาศใช้ค่าแรงอัตราใหม่ในเดือน เม.ย.2555 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงต่อราคาวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านเกือบทุกประเภท ส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ  โดยราคาวัสดุก่อสร้าง ทั้งไม้และปูน รวมถึงอุปกรณ์ อื่นๆ เช่น กระเบื้องปูพื้น อุปกรณ์ห้องน้ำ และเฟอร์นิเจอร์ มีแนวโน้มปรับราคาจากหลายปัจจัย รวมถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาวัสดุก่อสร้าง จะยังไม่ปรับขึ้นทันทีหลังการประกาศใช้ค่าแรงอัตราใหม่ เพราะจะเกิดภาวะตลาดช็อก จากนั้นการปรับราคาจะตามมาหลังการปรับค่าแรง &#8220;อยากให้รัฐบาลและกรมการค้าภายใน ช่วยเข้ามาดูแลวัสดุก่อสร้าง ออกมาตรการตรึงราคา และมาตรการนำเข้าวัสดุ เพื่อรองรับสถานการณ์วัสดุขาดแคลน ทั้งสาเหตุจากน้ำท่วมและการขึ้นค่าแรง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มหลังจากไตรมาส 2&#8243; ผู้บริหารแลนดี้โฮม กล่าวและว่า อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นแลนดี้โฮม ยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นราคาก่อสร้าง เพราะเพิ่งปรับขึ้นไปและมีสต็อกวัสดุก่อสร้างเก่าที่สต็อกไว้จำนวนมาก ก่อนวัสดุขึ้นราคาเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่สำหรับปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%8b/" layout="button_count"></fb:like></span><p><strong><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/Image00001.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-30041" title="Image00001" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/Image00001-300x217.jpg" alt="" width="300" height="217" /></a>ผู้ประสบภัยเตรียมรับมือ ต้นทุน &#8220;ซ่อมบ้าน&#8221; อ่วม ธุรกิจรับสร้างบ้าน ประเมินวัสดุก่อสร้างปรับราคา หลังประกาศใช้อัตราค่าแรงใหม่ 300 บาท</strong></p>
<p>นางกรานต์จนรักษ์ อินนันชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แลนดี้ โฮม จำกัด เปิดเผยว่า ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับราคาระลอกใหม่หลังไตรมาส 2 ปีหน้า หลังการประกาศใช้ค่าแรงอัตราใหม่ในเดือน<span id="more-30040"></span> เม.ย.2555 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงต่อราคาวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านเกือบทุกประเภท ส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ  โดยราคาวัสดุก่อสร้าง ทั้งไม้และปูน รวมถึงอุปกรณ์ อื่นๆ เช่น กระเบื้องปูพื้น อุปกรณ์ห้องน้ำ และเฟอร์นิเจอร์ มีแนวโน้มปรับราคาจากหลายปัจจัย รวมถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาวัสดุก่อสร้าง จะยังไม่ปรับขึ้นทันทีหลังการประกาศใช้ค่าแรงอัตราใหม่ เพราะจะเกิดภาวะตลาดช็อก จากนั้นการปรับราคาจะตามมาหลังการปรับค่าแรง<br />
&#8220;อยากให้รัฐบาลและกรมการค้าภายใน ช่วยเข้ามาดูแลวัสดุก่อสร้าง ออกมาตรการตรึงราคา และมาตรการนำเข้าวัสดุ เพื่อรองรับสถานการณ์วัสดุขาดแคลน ทั้งสาเหตุจากน้ำท่วมและการขึ้นค่าแรง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มหลังจากไตรมาส 2&#8243; ผู้บริหารแลนดี้โฮม กล่าวและว่า อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นแลนดี้โฮม ยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นราคาก่อสร้าง เพราะเพิ่งปรับขึ้นไปและมีสต็อกวัสดุก่อสร้างเก่าที่สต็อกไว้จำนวนมาก ก่อนวัสดุขึ้นราคาเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่สำหรับปี 2555 อาจต้องพิจารณาแนวโน้มค่าวัสดุก่อสร้างและค่าแรงอีกครั้ง<br />
ด้านนายสาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการ สายการขายและการตลาด บริษัท กระเบื้องหลังคาตราเพชร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากรัฐบาลจะสร้างสมดุลให้กับภาคธุรกิจ หลังการปรับค่าแรง 300 บาทในเดือน เม.ย.2555 รัฐบาลคงต้องนำ 2 มาตรการมาใช้ควบคู่กัน คือ ปรับเพิ่มค่าแรง และมาตรการภาษี จึงจะช่วยลดภาระของภาคเอกชนหลังประกาศใช้ค่าแรงใหม่  หากปรับขึ้นเฉพาะค่าแรง เอกชนจะได้รับผลกระทบแน่ และจะส่งผลกระทบต่อการปรับราคาวัสดุก่อสร้าง<br />
อย่างไรก็ตาม หากจะมีการปรับราคาวัสดุก่อสร้าง คงจะไม่มองเพียงองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง แต่จะต้องศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากหลายส่วน ทั้ง ราคาวัตถุดิบ อัตราค่าแรงขั้นต่ำ สำหรับตราเพชร จะยังสามารถรับภาระไว้ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<p>ภาพ : oknation</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%8b/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%8b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มหาอุทกภัย !&#8230;น้ำเปลี่ยนเมือง</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Nov 2011 04:41:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[ผังเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[มหาอุทกภัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=28098</guid>
		<description><![CDATA[กทม.ยึดวิกฤติน้ำท่วม รื้อผังเมืองรวมใหม่ คุมการพัฒนาไม่ให้หนาแน่น หลังเห็นปัญหาปลูกสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ กรุงเทพธุรกิจ Green Report ฉบับที่ 6  สรุปบทเรียนอุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศในครั้งนี้ ส่งผลให้หลายหน่วยงานกำลังหาวิธีการจำกัดการขยายตัวของเมืองที่ขวางทางน้ำ  มหาอุทกภัยที่คนไทยเผชิญหน้ามาหลายเดือนติดต่อกัน ได้สร้างบทเรียนให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในพื้นที่กทม.และปริมณฑลที่เป็นใจกลางเศรษฐกิจและการติดต่อการค้าของประเทศรวมถึงมีชุมชนที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ ทั้งคอนโดมิเนียมกลางเมือง และโครงการบ้านจัดสรรชานเมืองและในปริมณฑล ที่ยังขยายตัวเป็นดอกเห็ด สาเหตุจากการตัดถนนใหม่ๆ และโครงการรถไฟฟ้า ทำให้การคมนาคมสะดวกรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่งการขยายตัวกลับไม่คำนึงถึงความเสี่ยงของอุทกภัย ความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้กทม.ต้องกลับมาทบทวนข้อกำหนดให้สิทธิประโยชน์การพัฒนาที่ดิน 500 เมตร เกาะแนวรถไฟฟ้า เกรงหากปล่อยให้ขยายตัวในเส้นทางชานเมือง ยิ่งเร่งให้เกิดหมู่บ้านจัดสรร และชุมชนหนาแน่น เพิ่มความเสี่ยงปัญหาน้ำท่วมมากในอนาคต ม.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร กล่าวว่ากทม.อยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไขผังเมืองรวมฉบับใหม่ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องหันมาทบทวนเรื่องการให้สิทธิประโยชน์บางพื้นที่ เพื่อให้เมืองขยายสู่พื้นที่รอบนอกมากขึ้น โดยเฉพาะร่างผังเมืองรวมกทม.ฉบับปัจจุบันที่อนุญาตให้ที่ดินที่อยู่ในรัศมี 500 เมตร จากแนวรถไฟฟ้าสามารถพัฒนาโครงการประเภท ทาวน์เฮาส์ บ้าน ตึกแถว อาคารพาณิชย์ พื้นที่พาณิชยกรรม อาคารอยู่อาศัย รวมไม่เกิน 1,000 ตารางเมตรได้ แม้เส้นทางรถไฟฟ้าเหล่านั้นจะวิ่งผ่านพื้นที่ผังสีเดิม ซึ่งกำหนดให้สร้างได้เฉพาะบ้านเดี่ยว  จึงอาจเปิดช่องให้เกิดโครงการหมู่บ้านจัดสรรใหม่ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากแนวรถไฟฟ้ามุ่งหน้าออกสู่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯในหลายเส้นทาง ที่เกิดขึ้นแล้วคือ เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง เส้นทางบางใหญ่ บางบัวทอง           &#8220;ในอนาคตจะเกิดโครงการรถไฟฟ้าหลายสาย เชื่อมไปถึงจังหวัดในเขตปริมณฑล เช่น นนทบุรี ปทุมธานี ซึ่งหลายพื้นที่ เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม หากผังเมืองรวมอนุญาตให้สร้างหมู่บ้านได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_417331_1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-28099" title="news_img_417331_1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_417331_1-274x300.jpg" alt="" width="274" height="300" /></a></p>
<p><strong>กทม.ยึดวิกฤติน้ำท่วม รื้อผังเมืองรวมใหม่ คุมการพัฒนาไม่ให้หนาแน่น หลังเห็นปัญหาปลูกสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ</strong></p>
<p>กรุงเทพธุรกิจ Green Report ฉบับที่ 6  สรุปบทเรียนอุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศในครั้งนี้ ส่งผลให้หลายหน่วยงานกำลังหาวิธีการจำกัดการขยายตัวของเมืองที่ขวางทางน้ำ <span id="more-28098"></span></p>
<p>มหาอุทกภัยที่คนไทยเผชิญหน้ามาหลายเดือนติดต่อกัน ได้สร้างบทเรียนให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในพื้นที่กทม.และปริมณฑลที่เป็นใจกลางเศรษฐกิจและการติดต่อการค้าของประเทศรวมถึงมีชุมชนที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ ทั้งคอนโดมิเนียมกลางเมือง และโครงการบ้านจัดสรรชานเมืองและในปริมณฑล ที่ยังขยายตัวเป็นดอกเห็ด สาเหตุจากการตัดถนนใหม่ๆ และโครงการรถไฟฟ้า ทำให้การคมนาคมสะดวกรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่งการขยายตัวกลับไม่คำนึงถึงความเสี่ยงของอุทกภัย</p>
<p>ความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้กทม.ต้องกลับมาทบทวนข้อกำหนดให้สิทธิประโยชน์การพัฒนาที่ดิน 500 เมตร เกาะแนวรถไฟฟ้า เกรงหากปล่อยให้ขยายตัวในเส้นทางชานเมือง ยิ่งเร่งให้เกิดหมู่บ้านจัดสรร และชุมชนหนาแน่น เพิ่มความเสี่ยงปัญหาน้ำท่วมมากในอนาคต</p>
<p><strong>ม</strong><strong>.ร.ว.เปรมศิริ เกษมสันต์</strong> ผู้อำนวยการสำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร กล่าวว่ากทม.อยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไขผังเมืองรวมฉบับใหม่ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องหันมาทบทวนเรื่องการให้สิทธิประโยชน์บางพื้นที่ เพื่อให้เมืองขยายสู่พื้นที่รอบนอกมากขึ้น โดยเฉพาะร่างผังเมืองรวมกทม.ฉบับปัจจุบันที่อนุญาตให้ที่ดินที่อยู่ในรัศมี 500 เมตร จากแนวรถไฟฟ้าสามารถพัฒนาโครงการประเภท ทาวน์เฮาส์ บ้าน ตึกแถว อาคารพาณิชย์ พื้นที่พาณิชยกรรม อาคารอยู่อาศัย รวมไม่เกิน 1,000 ตารางเมตรได้ แม้เส้นทางรถไฟฟ้าเหล่านั้นจะวิ่งผ่านพื้นที่ผังสีเดิม ซึ่งกำหนดให้สร้างได้เฉพาะบ้านเดี่ยว  จึงอาจเปิดช่องให้เกิดโครงการหมู่บ้านจัดสรรใหม่ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากแนวรถไฟฟ้ามุ่งหน้าออกสู่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯในหลายเส้นทาง ที่เกิดขึ้นแล้วคือ เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง เส้นทางบางใหญ่ บางบัวทอง</p>
<p><em>          </em><strong>&#8220;ในอนาคตจะเกิดโครงการรถไฟฟ้าหลายสาย เชื่อมไปถึงจังหวัดในเขตปริมณฑล เช่น นนทบุรี ปทุมธานี ซึ่งหลายพื้นที่ เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม หากผังเมืองรวมอนุญาตให้สร้างหมู่บ้านได้ ในรัศมี 500 เมตรจากรถไฟฟ้า อาจเกิดโครงการหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมาก ในเขตพื้นที่บางใหญ่ และพื้นที่อื่นๆ ซึ่งจะกลายเป็นการพาประชาชนไปเจอน้ำท่วมได้ เราจึงต้องทบทวนกันใหม่</strong>&#8220; ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ดี การพัฒนาที่อยู่อาศัยในรัศมีรถไฟฟ้า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผังเมืองรวม กทม. เพียงผังเดียว แต่ยังครอบคลุมไปถึงผังเมืองจังหวัดปริมณฑลในพื้นที่ต่อเนื่องด้วย และล่าสุด สำนักผังเมืองฯได้ประชุมหารือกับผู้เกี่ยวข้อง ในการวางผังเมืองของจังหวัดในปริมณฑลแล้วครั้งหนึ่ง แต่ยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งต้องประชุมร่วมกันต่อไป</p>
<p>“<strong>ปัญหาหนึ่งที่พบ คือ ผังเมืองรวมแต่ละจังหวัด มีผลบังคับใช้คนละช่วงเวลากัน บางผังอยู่ในช่วงร่างใหม่พร้อมๆ กับของ กทม. แต่บางผังก็ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ดังนั้นการปรับรายละเอียดในผัง จำเป็นต้องทำร่วมกันเพื่อให้ครอบคลุมในระยะยาว “</strong></p>
<p>ส่วนการปรับผังสี ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ม.ร.ว.เปรมศิริ กล่าวว่า ในเบื้องต้นคาดว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของสีในแต่ละพื้นที่มากนัก แม้จะมีปัญหาน้ำท่วมใหญ่ก็ตาม เพราะร่างผังเมืองรวม กทม. (ปรับปรุงครั้งที่ 3) ได้กำหนดให้พื้นที่วงแหวนรอบนอก ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในปัจจุบัน เช่น เขตทวีวัฒนา บางบอน บางขุนเทียน คลองสามวา มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง เป็นพื้นที่สีเขียว (ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม) และสีเขียวลายขาว (ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม) ซึ่งหมายถึงกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำอยู่แล้ว</p>
<p>ส่วนความต้องการของเอกชน ที่ต้องการให้ปรับอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (Floor Area Ratio หรือ FAR) จากร่างผังเมืองรวมปัจจุบันที่กำหนดให้อยู่ที่ 10 เท่า เพิ่มเป็น 15 เท่า และความต้องการของสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ต้องการให้เหลือเพียง 8 เท่า ม.ร.ว.เปรมศิริ กล่าวว่า หากให้ปรับเหลือ 8 เท่าจะยินดีมาก แต่หากให้ปรับเพิ่มเกินกว่า 10 เท่า คงทำไม่ได้ เพราะการปรับเพิ่มในส่วนนี้ จะทำให้มีคนอยู่อาศัยในอาคารหนึ่งอาคารมากขึ้น เมื่อมีคนมากก็จะมีรถมาก มีปัญหาเรื่องที่จอดรถและปัญหาการจราจรภายในซอยและบนท้องถนนตามมา</p>
<p>กรณีที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอให้ขยายรัศมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยในรัศมีรถไฟฟ้าจาก 500 เมตร เป็น 1,000 เมตร เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยราคาถูกในบริเวณใกล้รถไฟฟ้าได้มากขึ้น ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่า ต่อให้ขยายพื้นที่รัศมีออกไปเป็น 1,000 เมตร ก็ไม่น่าจะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้ เพราะเชื่อว่าโครงการที่ได้ชื่อว่าใกล้รถไฟฟ้า ถึงอย่างไรก็คงขายแพง ต่อให้เป็นรัศมีที่ห่างออกไปอีกก็ตาม</p>
<p>สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงที่ให้คณะกรรมการพิจารณา 300 ความเห็นที่เสนอมาเมื่อวันที่ 25 ส.ค. เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับแก้ต่อไป ซึ่งหากเป็นไปได้ ต้องการให้ผังเมืองฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ในปี 2555 แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะสามารถออกบังคับใช้ได้ทัน เพราะในขั้นตอนการจัดทำผังนั้น ยังต้องผ่านการพิจารณาอีกหลายขั้นตอน โดยเมื่อสรุปความเห็นแล้ว ยังต้องส่งเรื่องไปยังคณะที่ปรึกษาผังเมืองรวมกทม. และอาจยังต้องมีการปรับแก้ผังเมืองรวมเพิ่มเติม  อย่างไรก็ตามหากผังเมืองรวมเสร็จไม่ทันเดือนพ.ค. 2555 ทางสำนักฯ จะต่ออายุผังเมืองรวมฉบับปัจจุบันครั้งที่ 2 เพื่อยืดอายุผังเมืองฉบับปัจจุบันออกไปอีก 1 ปี</p>
<p>ขณะที่นักวิชาการมองว่าสอดคล้องกันว่าถึงเวลาที่ร่างผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่ จะต้องควบคุมการพัฒนาไม่ให้หนาแน่น เนื่องจากพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มนุษย์ไม่สามารถฝืนธรรมชาติ หากปล่อยให้การใช้ที่ดินไม่สอดคล้องกับภูมิประเทศต่อไป และมีสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ จะส่งผลให้ภัยพิบัติสร้างความเสียหายซ้ำรอยเดิม</p>
<p><strong>รุจิโรจน์ อนามบุตร</strong> อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน คณะทำงานผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร บอกว่า กทม.กำลังร่างผังเมืองรวมที่ประกาศใช้ในปี 2555-2559 ซึ่งจะกำหนดลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยในเขตอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมจะอยู่ชั้นใน เช่น เกาะรัตนโกสินทร์ ถัดออกมาจะเป็นเขตพาณิชยกรรม เช่น สีลม สยาม และถัดออกมา เป็นที่อยู่อาศัยในเขตเมือง และจากนั้นเป็นชานเมืองและพื้นที่เกษตรกรรม เช่น มีนบุรี พุทธมณฑล ทวีวัฒนา ซึ่งขณะนี้ ได้รับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว อยู่ระหว่างประมวลคำร้องของผู้ที่ไม่เห็นด้วย โดยผู้ร้องมีทั้งเจ้าของที่ดินและผู้พัฒนาที่ดิน ซึ่งส่วนมากเห็นว่าการทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครครั้งนี้ จำกัดสิทธิการพัฒนาที่ดินของผู้ประกอบการมากเกินไป</p>
<p>โดยจุดเปลี่ยนของผังเมืองใหม่มี 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งจะกำหนดพื้นที่สำหรับพัฒนาเป็นศูนย์พาณิชยกรรมชานเมือง ที่เป็นจุดตัดของรถไฟฟ้าและรถเมล์เพื่อให้ผู้อาศัยอยู่ชานเมือง ไม่ต้องเข้ามากลางเมืองเพื่อซื้อสินค้า ซึ่งจะรองรับการสร้างศูนย์การค้า ร้านอาหารและโรงมหรสพได้มาก โดยจากการสอบถามผู้ประกอบการพบว่าค่อนข้างพอใจ  2.พื้นที่กลางเมืองจะให้อาคารมีความสูงมากขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยและทำให้ไม่ต้องขยายออกมาชานเมืองมากนัก 3.พื้นที่ชานเมือง เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย จะรักษาให้ไม่ให้หนาแน่น หรือกระจายตัวมาก เพราะหากหนาแน่นจะต้องลงทุนโครงสร้างมาก</p>
<p>ร่างผังเมืองกรุงเทพมหานครนี้ ต้องสามารถรองรับปัญหาน้ำท่วมได้ เป็นเป้าหมายที่รุจิโรจน์ บอกว่า แนวคิดให้พื้นที่ชานเมืองของกรุงเทพฯ มีการพัฒนาที่เบาบางลง และให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมจะช่วยบรรเทาปัญหาไปได้  ซึ่งการยกร่างผังเมืองครั้งนี้ก็จะสอดคล้องกับแนวทางนี้ โดยต้องการให้พื้นที่ดังกล่าว ไม่ต้องมีการก่อสร้างมาก และให้บ้านชายเมืองมีสภาพแวดล้อมที่ดี ทั้งนี้ผู้อยู่ในเขตชานเมืองต้องยอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในข่ายที่น้ำจะท่วม</p>
<p><em>          &#8221;</em>หากผังเมืองไม่มากำหนดเช่นนี้ และปล่อยให้ทุกคนพัฒนาที่ดินตามใจชอบ จะทำให้มีอาคารเต็มไปหมด  ซึ่งความจริงแล้วภาครัฐควรเข้มงวดการพัฒนาที่ดินในเขตเกษตรกรรมมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาสังคมพูดถึงสิ่งแวดล้อมน้อย จึงผ่อนปรน  ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ เป็นข้อพิสูจน์ว่าเมื่อเกิดวิกฤติธรรมชาติแล้วสร้างความเสียหาย จึงเป็นเรื่องถูกต้องที่ผังเมืองจะมองเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ถูกต้องมากขึ้น โดยคำนึงว่าพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องมีน้ำหลาก แม้จะมีการร้องคัดค้านว่า พื้นที่ชานเมืองที่กำหนดให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ควรอนุญาตให้พัฒนาที่ดินได้มากขึ้น แต่หากผังเมืองปล่อยให้สร้างได้มาก จะทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมและเจ้าของที่ดินจะเสียหาย จึงเป็นหน้าที่ของผู้วางผังเมือง ที่จะกำหนดว่าเขตดังกล่าว เป็นทางน้ำหลากตามธรรมชาติที่ฝืนไม่ได้ &#8221;</p>
<p>ขณะเดียวกันรุจิโรจน์ ยังกล่าวถึงพฤติกรรมของการซื้อขายที่ดินว่า ที่ผ่านมาผู้พัฒนาที่ดินจะซื้อที่ดินน้ำท่วมที่มีราคาถูก แล้วนำดินมาถม จึงเกิดปัญหาขวางทางน้ำ ซึ่งในกทม.มีจุดขวางทางน้ำหลายแห่ง รวมถึงในปริมณฑล เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ในอดีตเป็นหนองงูเห่า เป็นแหล่งซับน้ำ  ดังนั้นหากมีน้ำเข้ามามากก็มีโอกาสที่สนามบินจะถูกน้ำท่วม จึงควรมีการออกแบบให้น้ำไหลผ่านได้  ดังนั้นผู้พัฒนาที่ดินในเขตน้ำท่วม ควรร่วมกันรับผิดชอบ เช่น ชี้แจงให้ผู้ซื้อทราบ หรือการทำบ่อหน่วงน้ำ เพื่อให้น้ำค่อยๆ ระบายออกจากพื้นที่ ซึ่งการก่อสร้างอาคารที่เบาบางจะทำให้มีช่องว่างให้ดินซับน้ำฝนที่ตกลงมา</p>
<p><strong>&#8220;ปัญหาน้ำท่วมในกทม.เกิดจากการไม่ดูสภาพภูมิประเทศให้เหมาะสมกับการใช้ที่ดิน เช่น การถมที่ให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสภาพภูมิประเทศตามใจชอบ แบบไม่ดูผลกระทบและมองเฉพาะผลกำไรทางธุรกิจ ซึ่งหลายพื้นที่มีการใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสม เช่น พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่ลุ่ม ไม่เหมาะกับการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็มีการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมมานาน&#8221;</strong> รุจิโรจน์ กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ตามวิกฤติน้ำท่วมในปัจจุบัน จะเป็นโอกาสที่จะทำให้ทุกฝ่ายได้มาร่วมมือกันแก้ปัญหา โดยต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันว่า ปัญหาเกิดจากอะไร หากสภาพภูมิประเทศอยู่ติดริมแม่น้ำ ก็ต้องยอมรับว่าจะมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ 10 ปี 1 ครั้ง  และต้องมีระบบชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดการน้ำ  โดยต้องมีการถกเถียงกันว่า จะเก็บน้ำหรือปล่อยน้ำกันอย่างไรเพราะบาง พื้นที่ปลูกข้าวได้ปีละ 4 ครั้ง แต่บางพื้นที่ปลูกข้าวได้ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งหัวใจสำคัญต้องมองเรื่องความเสมอภาคทางสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>&#8220;การบริหารจัดการน้ำที่โปร่งใส และเสมอภาค แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการชี้แจงความจริงเกี่ยวกับการจัดการน้ำ เพราะอาจกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้ง แต่เชื่อว่าหากมีความโปร่งใสจะไม่เกิดปัญหาขัดแย้งเหมือนประชาชนจังหวัดชัยนาทกับสุพรรณบุรีที่เริ่มมีความขัดแย้งกัน เพราะไม่มีระบบบริหารจัดการ และไม่มีการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบที่ยอมรับได้  ทำให้มีการใช้อำนาจมาบริหารจัดการน้ำซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะเท่ากับให้ผู้ที่มีพวกมากมากำหนดแผนการจัดการน้ำ</strong> &#8221;รุจิโรจน์ สรุป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</strong></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%81%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำลด อะไรจะผุด</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Nov 2011 06:24:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ของแพง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบหลังน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=27856</guid>
		<description><![CDATA[หากจะไม่เขียนถึงเรื่องน้ำท่วมก็อาจจะเชยและใจดำต่อท่านผู้อ่านไปหน่อย เดือนนี้ผมเขียนบทความก่อนที่จะ “อพยพ” ครอบครัวไปอยู่ที่ระยองสัก 2-3 วัน  กะให้ผ่านวันที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดในวันที่ 31 ตุลาคม  ผมคงไม่แตกต่างจากคนกรุงเทพฯ โดยทั่วไปที่เป็นห่วงบ้าน  ถึงแม้ว่าบ้านผมจะอยู่ในเขต “เสี่ยงน้อย” และตัวบ้านก็อยู่สูงกว่าระดับถนนมาก แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ได้ยกของที่อาจเสียหายไปอยู่ชั้นสอง หากจะไม่เขียนถึงเรื่องน้ำท่วมก็อาจจะเชยและใจดำต่อท่านผู้อ่านไปหน่อย แต่ก็พยายามจำกัด “ขอบเขต” ไม่ไปก้าวล่วงใครไม่ว่าจะอยู่สีไหนก็ตามนะครับ  ผมมีประเด็นอยู่สองสามประเด็น  และแน่นอนที่สุดเป็นเพียงความเห็นและการคาดการณ์ส่วนตัวของผมนะครับ  โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ เรื่องแรก  ข้าวยากหมากแพงน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังน้ำลด  สินค้าอุปโภคบริโภคน่าจะขาดแคลนและมีราคาแพง  เนื่องจากโรงงานผลิตจะผลิตไม่ทันความต้องการ  พื้นที่เพาะปลูกพืชผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวโดนทำลายเสียหายมาก  (จริงๆ ในช่วงที่ผ่านมาบ้านเราทุกสื่อจ้องอยู่กับการรายงานข่าวน้ำท่วม  แต่สื่อนอกเขาคุยกันเรื่องนี้มาก) ผลกระทบต่อราคาข้าวคงจะไม่จำกัดเฉพาะบ้านเรา  แต่เป็นในระดับสากลเลยนะครับ  บางท่านอาจจะแย้งว่าประเทศไทยมี stock ข้าวอยู่หลายล้านตัน ข้อเท็จจริงก็คือ (ถ้ามีอยู่จริง)  การกระจายข้าวดังกล่าวไปถึงประชาชนโดยทั่วถึงในเวลาที่ทุกคนต้องการก็เป็นภารกิจที่ไม่ง่ายนัก  เคยได้ยินไหมครับคนหิวสามารถทำอะไรก็ได้  นี่ยังไม่ได้พูดถึงอาหารตัวอื่นๆ ผักหญ้า  ซึ่งก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ในทิศทางเดียวกัน  หรือไม่ว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้างต่างๆ อิฐหินปูนทราย  ก็ลองนึกดูนะครับ เรื่องที่สอง  การฟื้นฟูโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (infrastructure) ที่เสียหาย  คงต้องใช้เงินมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ  การดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลจำนวนมากก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  อาจจะได้รับอานิสงส์จากฐานะการคลังที่แข็งแกร่งมาจากรัฐบาลชุดที่แล้วบ้าง  แต่ก็ไม่เป็นการรับรองว่าจะทำได้ง่ายๆ  เหตุผลหลักก็คือรายรับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%94/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/5494006043_b646a428fb.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-27857" title="5494006043_b646a428fb" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/5494006043_b646a428fb-200x300.jpg" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p><strong>หากจะไม่เขียนถึงเรื่องน้ำท่วมก็อาจจะเชยและใจดำต่อท่านผู้อ่านไปหน่อย</strong></p>
<p>เดือนนี้ผมเขียนบทความก่อนที่จะ “อพยพ” ครอบครัวไปอยู่ที่ระยองสัก 2-3 วัน  กะให้ผ่านวันที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดในวันที่ 31 ตุลาคม  ผมคงไม่แตกต่างจากคน<span id="more-27856"></span>กรุงเทพฯ โดยทั่วไปที่เป็นห่วงบ้าน  ถึงแม้ว่าบ้านผมจะอยู่ในเขต “เสี่ยงน้อย” และตัวบ้านก็อยู่สูงกว่าระดับถนนมาก แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ได้ยกของที่อาจเสียหายไปอยู่ชั้นสอง</p>
<p>หากจะไม่เขียนถึงเรื่อง<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%B9%E9%D3%B7%E8%C7%C1" target="_blank">น้ำท่วม</a>ก็อาจจะเชยและใจดำต่อท่านผู้อ่านไปหน่อย แต่ก็พยายามจำกัด “ขอบเขต” ไม่ไปก้าวล่วงใครไม่ว่าจะอยู่สีไหนก็ตามนะครับ  ผมมีประเด็นอยู่สองสามประเด็น  และแน่นอนที่สุดเป็นเพียงความเห็นและการคาดการณ์ส่วนตัวของผมนะครับ  โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ</p>
<p>เรื่องแรก  ข้าวยากหมากแพงน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังน้ำลด  สินค้าอุปโภคบริโภคน่าจะขาดแคลนและมีราคาแพง  เนื่องจากโรงงานผลิตจะผลิตไม่ทันความต้องการ  พื้นที่เพาะปลูกพืชผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวโดนทำลายเสียหายมาก  (จริงๆ ในช่วงที่ผ่านมาบ้านเราทุกสื่อจ้องอยู่กับการรายงานข่าว<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%B9%E9%D3%B7%E8%C7%C1" target="_blank">น้ำท่วม</a>  แต่สื่อนอกเขาคุยกันเรื่องนี้มาก) ผลกระทบต่อราคาข้าวคงจะไม่จำกัดเฉพาะบ้านเรา  แต่เป็นในระดับสากลเลยนะครับ  บางท่านอาจจะแย้งว่าประเทศไทยมี stock ข้าวอยู่หลายล้านตัน</p>
<p>ข้อเท็จจริงก็คือ (ถ้ามีอยู่จริง)  การกระจายข้าวดังกล่าวไปถึงประชาชนโดยทั่วถึงในเวลาที่ทุกคนต้องการก็เป็นภารกิจที่ไม่ง่ายนัก  เคยได้ยินไหมครับคนหิวสามารถทำอะไรก็ได้  นี่ยังไม่ได้พูดถึงอาหารตัวอื่นๆ ผักหญ้า  ซึ่งก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ในทิศทางเดียวกัน  หรือไม่ว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้างต่างๆ อิฐหินปูนทราย  ก็ลองนึกดูนะครับ</p>
<p>เรื่องที่สอง  การฟื้นฟูโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (infrastructure) ที่เสียหาย  คงต้องใช้เงินมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ  การดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลจำนวนมากก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  อาจจะได้รับอานิสงส์จากฐานะการคลังที่แข็งแกร่งมาจากรัฐบาลชุดที่แล้วบ้าง  แต่ก็ไม่เป็นการรับรองว่าจะทำได้ง่ายๆ  เหตุผลหลักก็คือรายรับ (ภาษี) คงจะตกเป้าไปมาก  เนื่องจากความเสียหายจาก<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%B9%E9%D3%B7%E8%C7%C1" target="_blank">น้ำท่วม</a>ในขณะที่มีหน้าที่ในการฟื้นฟูดังกล่าว  ดังนั้นฐานะการคลังของประเทศก็มีความเป็นไปได้ที่จะอ่อนแอลงไปในอนาคต ซึ่งในที่สุด (หากไม่สามารถทำให้แข็งแกร่งกลับขึ้นมาได้โดยเร็ว)  ก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของเรา  ต้นทุนในการระดมเงินในตลาดการเงินระหว่างประเทศก็จะสูงขึ้น</p>
<p>เรื่องที่สาม  ตลาดเงินและตลาดทุน  ซึ่งเป็นตลาดที่มีความอ่อนไหว (sensitive) ต่อเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมค่อนข้างสูง  ยังเป็นการยากที่จะคาดเดา  ถึงแม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วเศรษฐกิจไทยก็ &#8220;เซ&#8221; ไปพอควรจาก<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%B9%E9%D3%B7%E8%C7%C1" target="_blank">น้ำท่วม</a>ครั้งนี้  คงต้องคาดเดาเอาว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Capital Flow) จะเป็นอย่างไร  หากให้ผมคาดเดาเอาด้วยปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอลง  น่าจะเป็นตัวเร่ง (catalyst) ให้ย้ายตลาดเล่นเป็นจริงมากขึ้น  ลองกลับไปอ่านบทความของผมในช่วงที่ผ่านมาก็จะรู้ว่า  การเปลี่ยนตลาดเล่นน่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายและเร็วขึ้น  ทางด้านตลาดเงิน  ทางธนาคารกลางคงต้อง (อาจจะอยู่ในแผนแล้วก็ได้) “เปิดประตู” ระบายสภาพคล่อง (ที่ไม่ใช่น้ำ) ทุกบานให้กว้าง  เพื่อทำให้แน่ใจว่าระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการฟื้นฟูประเทศ  และนี้น่าจะเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยไม่ขึ้นแน่นอนอย่างน้อยก็ในระยะเวลา 3 ถึง 6 เดือน</p>
<p><strong>สุดท้ายนี้ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคน “เหนื่อย” มาก  ในขณะนี้การให้กำลังใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็น  เราก็ได้เห็นได้ยินได้ฟังหลายๆ อย่างในช่วงที่ผ่านมา  มีทั้งแบบที่ดีและแบบที่ไม่ได้เรื่อง  ก็เพียงอยากให้ทุกคนจดจำเอาไว้  อย่าลืมง่ายๆ  อย่าลืมว่าพวกเราทุกคนเป็นเจ้าของประเทศตัวจริง  และเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง  ไอ้ประเภท  จ้อประจำ  ยโสโอหัง  หรือพูดจาเพ้อเจ้อ  หรือพูดจาฟังไม่รู้เรื่อง  หรือชอบแอบอ้าง  ก็อย่าไปเลือก  บทเรียนครั้งนี้ก็น่าจะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับเจ้าของประเทศทุกคน  สวัสดี  </strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย : เสถียร ตันธนะสฤษดิ์</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<p>ภาพ : lurvely.com</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%94/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%b8%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วางแผนรับมือ&#8221;ความเสี่ยง&#8221; (วางแผนการเงินให้รวยด้วยตัวเอง)</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 Oct 2011 06:49:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[จักรพงษ์ เมษพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริหารจัดการความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ]]></category>
		<category><![CDATA[รับมือกับความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=26962</guid>
		<description><![CDATA[สถานการณ์น้ำท่วมในบ้านเราน่าจะยังเรียกได้ว่าไม่พ้นจากวิกฤติ เพราะดูเหมือนความเดือดร้อนในพื้นที่ที่ประสบปัญหายังไม่ค่อยบรรเทาเบาบางลงไปเสียเท่าไหร่ ส่วนพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยงอื่นๆ ที่ยังไม่ถูกผลกระทบ (แต่มีแนวโน้ม) ก็ดูวุ่นวายไม่แพ้กัน เพราะที่ผ่านมา การบริหารจัดการข่าวที่ภาครัฐสื่อสารกับประชาชนนั้น ดูสับสน และไม่ค่อยจะตรงกัน ในพื้นที่เดียวกัน ผู้เกี่ยวข้องบางท่านบอกว่าไม่น่าเป็นห่วง แต่อีกไม่กี่ชั่วโมง กลายเป็นต้องอพยพไปเสียแล้ว &#160; พูดถึงการลุ้นว่าจะท่วมหรือไม่ท่วม ผมชอบประโยคที่คุณตัน ภาสกรนที เจ้าของโออิชิให้สัมภาษณ์ก่อนที่น้ำจะท่วมเข้าโรงงานของแกว่า ก่อนยังไม่ท่วมก็ กังวล กินไม่ได้นอนไม่หลับ พอท่วมแล้วกลับกลายเป็นโล่ง เหลือแต่ปัญหาที่ต้องแก้ ไม่เหลือความกังวลอีกต่อไป (เรียบเรียงจากคำพูดคุณตัน) &#160; คนที่คิดบวก ก็ยังคิดบวกได้ตลอด อย่างนี้นี่เอง ชีวิตและธุรกิจถึงประสบความสำเร็จ &#160; กลับมาที่คนกรุงเทพฯ ณ วันที่เขียนบทความอยู่นี้ ได้รับผลกระทบแล้วบางพื้นที่ และยังมีอีกหลายพื้นที่รอดูสถานการณ์ว่า หากวันที่ 15-17 ตุลาคม ทุกอย่างมันบรรจบกันจริง (ฝนตกหนัก น้ำเหนือไหลลงมา บวกกับน้ำทะเลหนุน) จะเกิดอะไรขึ้น &#160; เท่าที่ดูคนรอบๆ ตัว ส่วนใหญ่จะกังวลรอฟังข่าว หลายคนยอมรับตามตรงว่านอนไม่หลับ และมีอีกหลายคนที่เริ่มจะเลิกกังวลไปแล้ว จะมายังไงก็มา ว่ากันอย่างนั้น &#160; จะว่าไปชีวิตคนเรานั้นมีเรื่องของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/risk_2.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-26964" title="risk_2" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/risk_2-300x277.jpg" alt="" width="300" height="277" /></a></p>
<p>สถานการณ์น้ำท่วมในบ้านเราน่าจะยังเรียกได้ว่าไม่พ้นจากวิกฤติ เพราะดูเหมือนความเดือดร้อนในพื้นที่ที่ประสบปัญหายังไม่ค่อยบรรเทาเบาบางลงไปเสียเท่าไหร่ ส่วนพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยงอื่นๆ ที่ยังไม่ถูกผลกระทบ (แต่มีแนวโน้ม) ก็ดูวุ่นวายไม่แพ้กัน เพราะที่ผ่านมา การบริหารจัดการข่าวที่ภาครัฐสื่อสารกับประชาชนนั้น ดูสับสน<span id="more-26962"></span> และไม่ค่อยจะตรงกัน ในพื้นที่เดียวกัน ผู้เกี่ยวข้องบางท่านบอกว่าไม่น่าเป็นห่วง แต่อีกไม่กี่ชั่วโมง กลายเป็นต้องอพยพไปเสียแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>พูดถึงการลุ้นว่าจะท่วมหรือไม่ท่วม ผมชอบประโยคที่คุณตัน ภาสกรนที เจ้าของโออิชิให้สัมภาษณ์ก่อนที่น้ำจะท่วมเข้าโรงงานของแกว่า ก่อนยังไม่ท่วมก็ กังวล กินไม่ได้นอนไม่หลับ พอท่วมแล้วกลับกลายเป็นโล่ง เหลือแต่ปัญหาที่ต้องแก้ ไม่เหลือความกังวลอีกต่อไป (เรียบเรียงจากคำพูดคุณตัน)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คนที่คิดบวก ก็ยังคิดบวกได้ตลอด อย่างนี้นี่เอง ชีวิตและธุรกิจถึงประสบความสำเร็จ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>กลับมาที่คนกรุงเทพฯ ณ วันที่เขียนบทความอยู่นี้ ได้รับผลกระทบแล้วบางพื้นที่ และยังมีอีกหลายพื้นที่รอดูสถานการณ์ว่า หากวันที่ 15-17 ตุลาคม ทุกอย่างมันบรรจบกันจริง (ฝนตกหนัก น้ำเหนือไหลลงมา บวกกับน้ำทะเลหนุน) จะเกิดอะไรขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เท่าที่ดูคนรอบๆ ตัว ส่วนใหญ่จะกังวลรอฟังข่าว หลายคนยอมรับตามตรงว่านอนไม่หลับ และมีอีกหลายคนที่เริ่มจะเลิกกังวลไปแล้ว จะมายังไงก็มา ว่ากันอย่างนั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จะว่าไปชีวิตคนเรานั้นมีเรื่องของ &#8220;ความเสี่ยง&#8221; วิ่งเข้ามาหาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงบาดเจ็บ รวมไปถึงสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง เรียกได้ว่าในทุกจังหวะก้าวของชีวิต เรามีโอกาสพบกับภัยที่อาจส่งผลกระทบ กับ &#8220;เงินทอง&#8221; ของเราได้อยู่ตลอดเวลา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เจ็บป่วย บาดเจ็บก็เสียเงิน มีอุบัติเหตุ มีภัยธรรมชาติก็เสียเงิน บางครั้งภัยบางอย่างไม่ได้เกิดกับเรา แต่เกิดกับคนที่เรารัก เช่น พ่อ-แม่เจ็บป่วย อย่างนี้ก็สามารถกระทบกับกระเป๋าสตางค์ของเราได้เหมือนกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างเรื่องน้ำท่วมที่คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่กังวล หากมองกันลึกๆ แล้ว เราไม่ได้ห่วงว่าจะมีอันตรายถึงชีวิตกันหรอก เพราะน้ำท่วมกรุงเทพฯอาจจะโชคดีอยู่บ้างที่ไม่ร้ายแรงเท่ากับที่พี่น้องในต่างจังหวัดได้รับ แต่เมื่อมองลึกลงไปในความกังวล แล้วจะพบว่า เราห่วงทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถยนต์ และทรัพย์สินอื่นๆ ภายในบ้านเสียหายมากกว่า (อาจมีอันตรายจากโรคและสัตว์มีพิษบ้าง) เพราะหากบ้านหรือรถเราจมน้ำ ก็คงหนีไม่พ้นต้องควักกระเป๋ากันอีกพอสมควรเลยทีเดียว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในมุมมองของการบริหารจัดการความเสี่ยง หากรู้แน่แล้วว่าเรามีโอกาสได้รับผลกระทบจากภัยที่กำลังจะเข้ามา (อย่างในกรณีนี้คือ น้ำท่วม) สิ่งแรกที่เราควรทำก็คือ เลิกกังวล แล้วตั้งสติบริหารจัดการปัญหาไปจะดีกว่า โดยแนวทางในการรับมือกับภัยที่จะเข้ามานั้น ก็จะมีอยู่ด้วยกัน 4 วิธีการ นั่นคือ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>1.หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ซึ่งก็หมายถึง การไปให้ห่างจากภัยนั้นเลย อย่างกรณีภัยน้ำท่วมที่จะเกิดกับรถยนต์ เราก็สามารถเลือกใช้วิธีหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ โดยไปหาที่จอดรถที่อยู่ในพื้นที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึง อย่างนี้รถยนต์ของเราก็สามารถ หลีกหนีจากภัยน้ำท่วมได้ (แต่อาจเกิดความเสี่ยงอันใหม่จากภัยโจรกรรม 555) แต่ถ้าเป็นกรณีของบ้าน เราอาจหลีกเลี่ยงภัยน้ำท่วมไม่ได้ เพราะเราเอาบ้านหนีไปไหนไม่ได้ ดังนั้นในกรณีนี้ เราจึงควรเลือกวิธีการอื่น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>2.ลดความเสี่ยง หมายถึง การลด &#8220;โอกาสในการเกิดปัญหา&#8221; หรือ &#8220;ผลกระทบจากปัญหา&#8221; อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน เพื่อให้ระดับของความเสี่ยงของปัญหาลดลง อย่างกรณีน้ำท่วมบ้านเรือนในกรุงเทพฯ การลดโอกาสในการเกิดปัญหาคงเป็นหน้าที่ของทางภาครัฐเขา ส่วนเราทำได้ในส่วนของการลด &#8220;ผลกระทบ&#8221; ท่วมไม่ท่วม มาไม่มา ถึงไม่ถึง ถ้ากลัวก็ก่อพนังกั้นน้ำ วางกระสอบทราย หรืออะไรก็ได้ไปตามเรื่อง โจทย์ง่ายๆ คือ &#8220;เจ็บให้น้อยที่สุด&#8221; เท่านั้นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องนี้เห็นบางคนเล็งกันอยู่นั่นแหละ บางทีก็หันไปมองชาวบ้านเขาด้วย คนอื่นเขายังไม่กลัวเลย เรากลัวอะไร มาก่อพนังกั้นอยู่บ้านเดียวในซอย อันนี้ผม มองว่า อยู่ที่การประเมินความเสี่ยงของแต่ละครอบครัว เขาไม่กลัว ก็ปล่อยเขา เรากังวล เพราะถ้าโดนแล้วไม่คุุ้มเสีย ก็ทำไป ไม่ต้องคิดมากครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>3.โอนความเสี่ยง คือ การโอนภาระทางการเงินที่เกิดจากภัยให้กับบุคคล ที่สาม รูปแบบหนึ่งที่เห็นกันบ่อยที่สุดในบ้านเรา ก็คือ &#8220;การประกัน&#8221; แต่สำหรับ น้ำท่วม บ้านเรายังไม่เห็นประกันในลักษณะนี้ ยิ่งถ้าเป็นทรัพย์สินอย่างบ้านและ รถยนต์ ส่วนมากจะเป็นประกันอัคคีภัย โจรกรรม และอุบัติเหตุมากกว่า แต่ไม่แน่ครับหลังจากปีนี้ เราอาจได้เห็นกรมธรรม์ลักษณะนี้กัน และเชื่อว่าค่าเบี้ยประกันก็คงแพงตามความเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ท่วมหนักในปีนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การโอนความเสี่ยงนี้ ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการแบ่งเบาการรับภาระ ผลกระทบได้ดีเหมือนกัน ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าประกันแล้วจะไม่โดนภัยมาเยือน แต่การประกันช่วยให้เราสามารถรับมือกับผลกระทบได้ดีขึ้น สำหรับภัยที่ควรทำประกันนั้น ควรเป็นภัยที่หากเกิดแล้ว มีผลกระทบทางการเงินสูงๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>4.รับความเสี่ยงไว้เอง คือ การมองว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้น อยู่ในเกณฑ์ ที่เรายอมรับได้ หรือหากเกิดภัยขึ้นจริง ก็สามารถรับมือกับความเสียหายทาง การเงินได้เอง ตรงนี้ต่างจากการอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร เพราะการรับความเสี่ยงไว้เองนั้น ต้องเกิดจากการวิเคราะห์แล้วว่า ภัยที่กำลังจะเข้ามานั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อ สถานะทางการเงินของเราแต่อย่างใด และมักจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของการบริหารความเสี่ยงอยู่เสมอ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างในกรณีน้ำท่วมหากเราเอารถยนต์ไปไว้ที่สูงก็แล้ว (หลีกเลี่ยงความเสี่ยง) ก่อกำแพง วางกระสอบทราย และขนย้ายของหนีขึ้นชั้นสองก็แล้ว (ลดความเสี่ยง) ทรัพย์สินแพงๆ ที่พอจะทำประกันได้ ก็จัดการหมดแล้ว (โอนความเสี่ยง) ที่เหลือก็คงต้องรับความเสี่ยงจากการเสียหายและบาดเจ็บกันเอาเอง พูดให้ง่ายก็คือ หากได้รับภัยนอกเหนือจากการป้องกัน ก็ต้องจ่ายที่เหลือเองทั้งหมด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่อย่างที่เรียนไว้แล้วว่า การจะรับความเสี่ยงไว้เองนั้น ต้องเกิดจากการประเมินสถานการณ์ทั้งหมดไว้แล้ว โดยอาจต้องมองโลกในแง่ร้ายไว้บ้างเล็กน้อย แล้ว ดูสิว่า หากเกิดภัยแล้วเรายังรับไหวหรือไม่ ถ้าไม่ ก็ให้ใช้อีก 3 ทางเลือกไปก่อน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าการบริหารความเสี่ยงไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการใด วิธีการหนึ่ง แต่ควรที่จะใช้ผสมผสานกัน เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยที่มองเห็น อยู่ข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สุดท้ายแล้ว &#8220;ภัย&#8221; อาจเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ในการดำรงชีวิตประจำวัน เพียงแต่ในบทความข้างต้นผมยกตัวอย่างภัยน้ำท่วม เพื่อใช้ประกอบการให้ความรู้ในเรื่องบริหารความเสี่ยงเท่านั้น เพราะในแต่ละวัน เราอาจยังต้องพร้อมรับมือกับการเจ็บป่วย บาดเจ็บ อุบัติเหตุ และภัยอื่นๆ อีกนานัปการ สิ่งสำคัญของการดำรงชีวิต จึงมิใช่การสวดภาวนาให้ชีวิตไม่ต้องพบกับภัยใดๆ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่และพร้อมรับมือกับทุกภัยที่อาจผ่านเข้ามาในชีวิตได้ตลอดเวลาต่างหาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถ้าเราเข้าใจเรื่องการบริหารความเสี่ยง เราจะไม่เสียเวลากับการพร่ำบ่นกับสิ่งต่างๆ รอบตัว แต่จะใช้สติปัญญาพินิจพิเคราะห์ &#8220;โอกาส&#8221; และ &#8220;ผลกระทบ&#8221; ของภัยแต่ละประเภทที่อาจผ่านเข้ามาในชีวิต และหาวิธีรับมือกับมันอย่างเหมาะสม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เพราะชีวิตเป็นของเรา เราต้องดูแลตัวเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ติดตามอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ www.jakkapong.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จักรพงษ์ เมษพันธุ์</p>
<p>E-mail : financial.literbcy@hotmail.com</p>
<p>วันที่ 16/10/2011</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : แนวหน้า</p>
<p>ภาพ : ศูนย์บริหารจัดการความเสี่ยง ม.มหิดล</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/10/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอเซียพลัส คาด หุ้นปรับตัวตาม ตปท.</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%aa-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%94-%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%aa-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%94-%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Sep 2011 06:24:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>wanManeeporn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[พลัส]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้น]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นปรับ]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นปรับตัวตาม]]></category>
		<category><![CDATA[เอเซียพลัส คาด หุ้นปรับตัวตาม ตปท.]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=26026</guid>
		<description><![CDATA[นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ถึงแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งเปิดทำการซื้อขายเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ ว่า ดัชนีจะเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัว และมีโอกาสปรับตัวขึ้นตาม ที่ทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่ดูดีขึ้น หลังที่ประชุมสภาเยอรมัน เมื่อวานนี้ ลงมติสนับสนุนร่างกฎหมายขยายเม็ดเงินช่วยเหลือสมาชิกสหภาพยุโรป เพิ่มจาก 2.5 แสนล้านยูโรเป็น 4.4 แสนล้านยูโร ซึ่งอาจเพียงพอต่อหนี้สาธารณรัฐของประเทศที่ ประสบปัญหา ที่ขอความช่วยเหลือจาก IMF คือ กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส โดยหากประเทศเหล่านี้ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอย่างเคร่งครัด เชื่อว่าปัญหาในยุโรปจะคลี่คลายลง ดังนั้นจากการช่วยเหลือดังกล่าว จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน จนทำให้พันธบัตรรัฐบาลทุกประเทศเริ่มทรงตัว และอาจปรับลดลง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ในอนาคต และน่าจะทำให้นักลงทุนเริ่ม กลับมาลงทุนในหุ้นได้ ทั้งนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในวันนี้ มีแนวรับที่ 917 จุด และแนวต้านที่ 942 จุด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%aa-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%94-%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/3113650.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-26028" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/3113650-300x210.jpg" alt="" width="300" height="210" /></a></p>
<p>นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ถึงแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งเปิดทำการซื้อขายเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ ว่า ดัชนีจะเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัว และมีโอกาสปรับตัวขึ้นตาม<br />
ที่ทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่ดูดีขึ้น หลังที่ประชุมสภาเยอรมัน เมื่อวานนี้ ลงมติสนับสนุนร่างกฎหมายขยายเม็ดเงินช่วยเหลือสมาชิกสหภาพยุโรป เพิ่มจาก 2.5 แสนล้านยูโรเป็น 4.4 แสนล้านยูโร ซึ่งอาจเพียงพอต่อหนี้สาธารณรัฐของประเทศที่<br />
ประสบปัญหา ที่ขอความช่วยเหลือจาก IMF คือ กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส โดยหากประเทศเหล่านี้ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอย่างเคร่งครัด เชื่อว่าปัญหาในยุโรปจะคลี่คลายลง</p>
<p>ดังนั้นจากการช่วยเหลือดังกล่าว จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน จนทำให้พันธบัตรรัฐบาลทุกประเทศเริ่มทรงตัว และอาจปรับลดลง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ในอนาคต และน่าจะทำให้นักลงทุนเริ่ม<br />
กลับมาลงทุนในหุ้นได้ ทั้งนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในวันนี้ มีแนวรับที่ 917 จุด และแนวต้านที่ 942 จุด</p>
<p><!-- Partner Thank--><!-- End Partner Thank--></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%aa-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%94-%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%aa-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%94-%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บ้าน&#8230;การลงทุนที่คุ้มค่า</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Sep 2011 08:58:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ]]></category>
		<category><![CDATA[อสังหาริมทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=25906</guid>
		<description><![CDATA[&#160; สัปดาห์ที่แล้ว เพิ่งเขียนเรื่องการซื้อของชิ้นใหญ่ในชีวิต ว่า ดิฉันสนับสนุนให้ซื้อบ้านมากกว่าซื้อรถยนต์ ในวันอังคารที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็ออกมาตรการมาให้สามารถนำเงินค่าซื้อบ้านบางส่วนมาหักลดหย่อนภาษีได้  วันนี้ดิฉันจึงขอแสดงความเห็น เพื่อประกอบการตัดสินใจวางแผนการเงินของท่านที่คิดจะซื้อบ้านค่ะ แน่นอนว่า บ้านเป็นอสังหาริมทรัพย์ และลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ คือ มักจะมีราคาเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาที่ต้องสร้างใหม่ เพื่อให้เหมือนเดิม หรือ Replacement cost มักจะปรับขึ้นตามสภาวะเงินเฟ้อ   นอกจากนี้ ที่ดินยังเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ในระยะยาว ราคาที่ดินจึงปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการใช้สอยที่เพิ่มขึ้น &#160; ยกตัวอย่างง่าย ๆ บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านของดิฉันในย่านชานเมืองกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ราคา 1.25 ล้านบาท มาปีนี้ราคาขึ้นเป็น 8 ล้านบาท หรือขึ้นมาถึง 5.4 เท่าตัว &#160; ก่อนซื้อบ้านต้องถามตัวเองเช่นเดียวกันกับก่อนซื้อรถค่ะ คำถาม คือ มีเงินเก็บบ้างหรือยัง และมีกำลังผ่อนชำระหรือไม่  การซื้อบ้านสมัยนี้ แม้จะมีเงินดาวน์น้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก แต่ก็ต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10% ของราคาบ้านที่จะซื้อ  ดังนั้น หากจะซื้อบ้านราคา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b9%88/" layout="button_count"></fb:like></span><p>&nbsp;</p>
<p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_410881_1.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-25917" title="news_img_410881_1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_410881_1.jpg" alt="" width="500" height="292" /></a></p>
<p><strong>สัปดาห์ที่แล้ว เพิ่งเขียนเรื่องการซื้อของชิ้นใหญ่ในชีวิต ว่า ดิฉันสนับสนุนให้ซื้อบ้านมากกว่าซื้อรถยนต์ ในวันอังคาร</strong>ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็ออกมาตรการมาให้สามารถนำเงินค่าซื้อบ้านบางส่วนมาหักลดหย่อนภาษีได้  วันนี้ดิฉันจึงขอแสดงความเห็น เพื่อประกอบการตัดสินใจวางแผนการเงินของท่านที่คิดจะซื้อบ้านค่ะ<span id="more-25906"></span></p>
<p>แน่นอนว่า บ้านเป็นอสังหาริมทรัพย์ และลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ คือ มักจะมีราคาเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาที่ต้องสร้างใหม่ เพื่อให้เหมือนเดิม หรือ Replacement cost มักจะปรับขึ้นตามสภาวะเงินเฟ้อ   นอกจากนี้ ที่ดินยังเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ในระยะยาว ราคาที่ดินจึงปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการใช้สอยที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ยกตัวอย่างง่าย ๆ บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านของดิฉันในย่านชานเมืองกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ราคา 1.25 ล้านบาท มาปีนี้ราคาขึ้นเป็น 8 ล้านบาท หรือขึ้นมาถึง 5.4 เท่าตัว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ก่อนซื้อบ้านต้องถามตัวเองเช่นเดียวกันกับก่อนซื้อรถค่ะ</p>
<p>คำถาม คือ มีเงินเก็บบ้างหรือยัง และมีกำลังผ่อนชำระหรือไม่  การซื้อบ้านสมัยนี้ แม้จะมีเงินดาวน์น้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก แต่ก็ต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10% ของราคาบ้านที่จะซื้อ  ดังนั้น หากจะซื้อบ้านราคา 2 ล้านบาท ต้องมีเงินออมเพื่อเป็นเงินดาวน์ 2 แสนบาท</p>
<p>บางครั้งจะมีสูตรคิดง่ายๆ ว่า เราจะมีกำลังซื้อบ้านในราคาประมาณ 50 เท่าของรายได้ต่อเดือนของเรา  เช่น หากมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ซื้อบ้านได้ในราคา 20,000 คูณ 50 เท่ากับ 1 ล้านบาท  โดยชำระเงินดาวน์ 100,000 บาท ที่เหลืออีก 900,000 บาท กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย ระยะเวลา 20 ปี ดอกเบี้ย 7% ต่อปี จะต้องผ่อนชำระเดือนละ 6,977 บาท หรือเท่ากับผ่อนประมาณ 34.9% ของรายได้ ซึ่งก็จะไม่ทำให้เป็นภาระที่หนักจนเกินไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การคำนวณความสามารถในการซื้อบ้านนี้ คำนวณจากรายได้ของครอบครัว จะเป็นพ่อกับลูก พี่กับน้อง หรือสามีกับภรรยาก็ได้ทั้งนั้น  หากทำงานสองคน  มีรายได้รวมกันเดือนละ 50,000 บาท ก็จะสามารถซื้อบ้านได้ในราคา 2.5 ล้านบาท โดยกู้เงิน 2.25 ล้านบาท ผ่อนชำระ 20 ปี ดอกเบี้ย 7% ต่อปี คำนวณแล้วต้องผ่อนชำระเดือนละ 17,444 บาท คิดเป็น 34.5% ของรายได้เช่นกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถ้าหากดอกเบี้ยลดลง เราจะมีกำลังซื้อบ้านได้ในราคาที่สูงขึ้น  โดยดอกเบี้ยที่ลดลงทุกๆ 1% จะเพิ่มความสามารถในการซื้อบ้านได้ในราคาที่สูงขึ้นประมาณ 7-8%   และเช่นกันค่ะ ถ้าดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการซื้อบ้านของเราก็จะลดลง<br />
มาตรการช่วยเหลือการมีบ้านหลังแรกที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบนั้น ผู้ซื้อจะสามารถนำเงินค่าซื้อบ้านมาหักลดหย่อนภาษีได้ ไม่เกิน 10% ของราคาซื้อ และกระจายหักลดหย่อนภายใน 5 ปี ช่วยทำให้ผู้ใฝ่ฝันจะมีบ้านบรรลุความใฝ่ฝันได้มากขึ้นเพียงนิดหน่อยเท่านั้น เนื่องจากว่า ผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรก มักจะเป็นผู้ที่มีรายได้อยู่ในช่วง 15,000 บาท ไปจนถึงไม่เกิน 40,000 บาท ซึ่งจะมีกำลังสามารถซื้อบ้านได้ในราคาประมาณ 750,000 บาท ถึงประมาณ 2 ล้านบาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ซื้อบ้าน 750,000 บาท จ่ายเงินดาวน์ 75,000 บาท กู้ 675,000 บาท ดอกเบี้ย 7% ผ่อนชำระ 20 ปี เท่ากับผ่อนชำระเดือนละ 5,233 บาท หรือประมาณ 34.9% ของรายได้</p>
<p>แต่ผู้ที่มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ยังไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษี  ดังนั้น จึงไม่สามารถนำ 10% ของค่าซื้อบ้าน หรือ 75,000 บาท ใน 5 ปี ซึ่งเท่ากับ 15,000 บาทต่อปี มาหักลดหย่อนได้ จึงไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ส่วนผู้ที่มีรายได้ 40,000 บาท ซื้อบ้านในราคา 2 ล้านบาท ชำระเงินดาวน์ 2 แสนบาท กู้ 1.8 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 7% จะมีภาระผ่อนเดือนละ 13,955 บาท คิดเป็น 34.9% ของรายได้เช่นกัน</p>
<p>ผู้มีรายได้ 40,000 บาทต่อเดือน เสียภาษีในอัตรา 10% สามารถนำ 10% ของราคาบ้าน หรือ 200,000 บาท มาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ 5 ปี เท่ากับหักค่าลดหย่อนปีละ 40,000 บาท เมื่อนำมาคูณกับอัตราภาษี 10% เท่ากับว่าลดภาษีไปได้ ปีละ 4,000 บาท  ทั้งนี้ คิดในกรณีที่ถือว่ารายได้ของผู้กู้ในปีถัดๆ ไปอีก 4 ปี ไม่ได้เพิ่มขึ้นจนทำให้กระโดดไปอยู่ในฐานภาษีขั้นถัดไปนะคะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำตารางเปรียบเทียบรายได้ต่อเดือน ราคาบ้านที่ซื้อได้ และสิทธิประโยชน์จากมาตรการบ้านหลังแรก ซึ่งดิฉันนำมาแสดงให้ดูในตารางนี้  เพื่อให้เทียบได้ว่ามีรายได้ระดับใด จะสามารถซื้อบ้านได้ในระดับใด และจะได้ประโยชน์จากมาตรการนี้มากน้อยเพียงใด<br />
ทั้งนี้ สมมติฐานของตารางนี้ คือ ไม่มีรายได้พิเศษอื่นใด และไม่ได้มีค่าหักลดหย่อนอื่นๆ เช่น บุตร เบี้ยประกัน หรือลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรือกองทุนหุ้นระยะยาว ซึ่งเมื่อนำมาหักลดหย่อนแล้วจะทำให้ฐานภาษีของท่านลดลงไปอีก</p>
<p>มาถึงคำถามข้อที่สอง  มีกำลังผ่อนชำระหรือไม่  ตามที่ได้เขียนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การผ่อนชำระหนี้ที่ไม่เกินกำลัง คือ ประมาณ 35% ของรายได้ สำหรับการซื้อบ้านเราอาจจะ &#8220;เบ่ง&#8221; กำลังซื้อได้ ให้ผ่อนชำระประมาณ 40% ของรายได้ เนื่องจากเป็นการผ่อนชำระที่นานกว่าการผ่อนรถมาก และโดยทั่วไป รายได้จะเพิ่มตามระยะเวลาค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>วิธีทดสอบว่าจะมีความสามารถในการซื้อบ้าน และผ่อนชำระเงินกู้ซื้อบ้านได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่นั้น  ในฐานะนักวางแผนการเงิน ดิฉันอยากแนะนำว่า ให้ดูอัตราการผ่อนชำระในแต่ละเดือนเป็นหลัก  หากท่านซื้อบ้านในราคา 2 ล้านบาท  ต้องชำระเงินดาวน์ 2 แสนบาท ต้องกู้ 1.8 ล้านบาท  ผ่อนชำระเดือนละ 14,000 บาท ควรเก็บเงินเดือนละ 14,000-15,000 บาท เป็นเวลา 8-10 เดือน ก็จะได้เงินเกินครึ่งหนึ่งของเงินที่จะชำระเงินดาวน์ ในระหว่างนั้นก็เริ่มไปดูบ้านได้แล้ว เพราะเขามีระยะเวลาให้ท่านผ่อนเงินดาวน์ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อมีเงินเก็บพอที่จะชำระเงินดาวน์บ้านได้แล้ว ท่านก็สามารถที่จะไปทำสัญญาจองซื้อได้ ในระหว่างนั้นก็เก็บเงินเดือนละเท่าเดิมต่อไป อีก 4-6 เดือน นำก้อนนี้รวมกับก้อนเดิมผ่อนดาวน์ไปเรื่อยๆ ถึงเวลาสร้างเสร็จท่านก็จ่ายเงินดาวน์ครบพอดี พร้อมกู้และโอน</p>
<p>อย่าลืมเตรียมค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง และค่าธรรมเนียมการประเมินราคาไว้ด้วยนะคะ<br />
ในกรณีที่กำลังผ่อนไม่พอ  อาจจะขยายระยะเวลากู้ให้นานขึ้นเป็น 30 ปี  แต่ถ้ามีกำลังพอ ดิฉันไม่แนะนำให้ผ่อนนาน เพราะท่านจะมีภาระอื่นๆ เพิ่มเติมในภายหลัง เมื่อผ่อนเงินกู้บ้านไประยะหนึ่ง มีรายได้สูงขึ้น ก็สามารถนำกำลังผ่อนที่เหลือไปซื้อรถยนต์หรือนำไปออมและลงทุนเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ต่อไปได้ เช่น เพื่อการศึกษาของบุตร เพื่อการเกษียณอายุงาน ฯลฯ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ดิฉันเอาใจช่วยให้ท่านมีบ้านกันเร็วๆ  เพราะการลงทุนซื้อบ้านเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าจริงๆ ค่ะ</p>
<p>โดย : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b9%88/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/09/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเสี่ยงของผู้ประกันตน</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Jun 2011 02:57:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนการออมแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[กอช.]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงของผู้ประกันตน]]></category>
		<category><![CDATA[บำนาญ]]></category>
		<category><![CDATA[บำเหน็จ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบประกันสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สงเคราะห์บุตร]]></category>
		<category><![CDATA[เกษียณอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[เงินสมทบ]]></category>
		<category><![CDATA[เงินสมทบกองทุนชราภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=22420</guid>
		<description><![CDATA[ระบบประกันสังคมในประเทศต่างๆ ถือกำเนิดมาเพื่อจัดการความเสี่ยงให้กับลูกจ้างหรือผู้มีงานทำทั้งหลาย ความเสี่ยงที่ว่านี้ประกอบด้วย ความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ มีบุตร เป็นหม้าย ว่างงาน ชราภาพ และการสูญเสียชีวิต แต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของความครอบคลุมของความเสี่ยง วิธีการหาเงิน จ่ายเงิน และบริหารจัดการ ระบบประกันสังคมของไทยก็เช่นเดียวกัน ถือกำเนิดมาเพื่อช่วยลูกจ้างจัดการกับความเสี่ยงโดยตกลงว่าจะให้ความคุ้มครองหรือให้สวัสดิการ 7 ประเภทคือ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร เสียชีวิต ว่างงาน สงเคราะห์บุตร และชราภาพ โดยเงินที่นำมาใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการเหล่านี้มาจาก 3 ฝ่ายคือ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ในปัจจุบันลูกจ้างและนายจ้างสมทบเงินฝ่ายละ 5% ของเงินเดือนที่ไม่เกิน 15,000 บาท และรัฐบาลสมทบ 2.75% ของฐานเงินเดือนเดียวกัน เงินสมทบทั้งหมดถูกรวมในกองทุนประกันสังคม ซึ่งมี สำนักงานประกันสังคมเป็นผู้บริหารจัดการกองทุน กฏหมายประกันสังคมบัญญัติว่า เงินกองทุนเป็นของสำนักงานประกันสังคมไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ต้องขอย้ำว่าสำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ รถยนต์ ตึก ถ้าใช้เงินจากกองทุนฯ ซื้อก็ต้องเป็นสมบัติของรัฐ ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติของผู้ประกันตน และไม่ใช่สมบัติของกองทุนประกันสังคม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/d.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-22421" title="d" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/d.jpg" alt="" width="400" height="269" /></a></p>
<p>ระบบประกันสังคมในประเทศต่างๆ ถือกำเนิดมาเพื่อจัดการความเสี่ยงให้กับลูกจ้างหรือผู้มีงานทำทั้งหลาย ความเสี่ยงที่ว่านี้ประกอบด้วย ความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ มีบุตร เป็นหม้าย ว่างงาน ชราภาพ และการสูญเสียชีวิต แต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของความครอบคลุมของความเสี่ยง <span id="more-22420"></span>วิธีการหาเงิน จ่ายเงิน และบริหารจัดการ</p>
<p>ระบบประกันสังคมของไทยก็เช่นเดียวกัน ถือกำเนิดมาเพื่อช่วยลูกจ้างจัดการกับความเสี่ยงโดยตกลงว่าจะให้ความคุ้มครองหรือให้สวัสดิการ 7 ประเภทคือ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร เสียชีวิต ว่างงาน สงเคราะห์บุตร และชราภาพ โดยเงินที่นำมาใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการเหล่านี้มาจาก 3 ฝ่ายคือ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ในปัจจุบันลูกจ้างและนายจ้างสมทบเงินฝ่ายละ 5% ของเงินเดือนที่ไม่เกิน 15,000 บาท และรัฐบาลสมทบ 2.75% ของฐานเงินเดือนเดียวกัน เงินสมทบทั้งหมดถูกรวมในกองทุนประกันสังคม ซึ่งมี สำนักงานประกันสังคมเป็นผู้บริหารจัดการกองทุน</p>
<p>กฏหมายประกันสังคมบัญญัติว่า เงินกองทุนเป็นของสำนักงานประกันสังคมไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ต้องขอย้ำว่าสำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ รถยนต์ ตึก ถ้าใช้เงินจากกองทุนฯ ซื้อก็ต้องเป็นสมบัติของรัฐ ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติของผู้ประกันตน และไม่ใช่สมบัติของกองทุนประกันสังคม เพราะกองทุนไม่มีตัวตนตามกฎหมาย ไม่ใช่นิติบุคคล<br />
ประกันสังคมออกแบบมาเพื่อจัดการความเสี่ยงในชีวิตการทำงานให้กับผู้ประกันตน แต่ด้วยการบริหารจัดการภายใต้กฏหมายและระเบียบที่ล้าสมัยและไร้เดียงสา ทำให้ผู้ประกันตนต้องเผชิญกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เรื่องคือ</p>
<p>เรื่องแรกเสี่ยงต่อการบริหารจัดการแบบราคาแพงและมีความขัดแย้งของผลประโยชน์มากมาย กฎหมายอนุญาตให้ใช้เงินได้ถึง 10% ของเงินสมทบเพื่อการบริหารจัดการและกฎหมายก็ไม่มีการกล่าวถึงการจัดการเรื่องความขัดแย้งของผลประโยชน์ในการบริหารจัดการกองทุน</p>
<p>และเรื่องที่สองเสี่ยงว่าเมื่อถึงเวลาที่ผู้ประกันตนจะได้รับสวัสดิการชราภาพ ประกันสังคมกลับเหลือเงินไม่พอจ่ายให้กับผู้เกษียณอายุ</p>
<p>ในที่นี้ขอเน้นเฉพาะความเสี่ยงเรื่องที่สอง</p>
<p>เมื่อต้นปี 2542 เป็นจุดเริ่มต้นที่สำนักงานประกันสังคมเริ่มเก็บเงินสมทบกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ ด้วยความที่สวัสดิการทั้งสองประเภทนี้เริ่มต้นเก็บเงินสมทบพร้อมกัน สำนักงานประกันสังคมจึงรวมเงินไว้ด้วยกันแล้วเรียกว่าเป็นเงินสำหรับ 2 กรณี</p>
<p>ขอแวะข้างทาง ออกนอกเรื่องหน่อยเถอะ</p>
<p>การรวมเงินสมทบ 2 ส่วนนี้เข้าด้วยกันเป็นการบริหารแบบไร้เดียงสาและทำให้ผู้ประกันตนเสียประโยชน์ เงินส่วนที่ใช้สงเคราะห์บุตรเป็นสวัสดิการระยะสั้น รับเงินมาแล้วก็จ่ายไปตามภาวะการเกิดมากหรือเกิดน้อย ส่วนเงินสำหรับชราภาพ (ไม่ว่าจะเป็นบำเหน็จหรือบำนาญ) เป็นสวัสดิการระยะยาว รับเงินมาแล้วต้องสะสม ลงทุน เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ดีและมั่นคง เพื่อการใช้จ่ายในอนาคตอันยาวไกล หรือยามบั้นปลายของชีวิต ผู้ประกันตนเสียประโยชน์เพราะในปัจจุบันรัฐได้อ้างว่าได้สมทบเงิน 1% เพื่อการสงเคราะห์บุตรและชราภาพแก่ผู้ประกันตนแล้ว ดังนั้น ผู้ประกันตนไม่มีสิทธิได้รับการสนับสนุนการออมเพื่อการชราภาพแบบอื่น เช่น กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. ที่กำลังจะเริ่มต้นเก็บเงินสมทบในปีหน้า</p>
<p>ถ้าไปดูระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่ผู้ประกันตนที่อายุ 55 ปีขึ้นไป จะพบว่า ผู้ประกันตนได้รับเงินเฉพาะส่วนที่ตนและนายจ้างสมทบรวมกับผลตอบแทนการลงทุนเท่านั้น</p>
<p>เท่านี้ก็พิสูจน์แล้วว่าส่วนที่รัฐให้ 1% นั้นแท้จริงแล้วใช้เพื่อการสงเคราะห์บุตร</p>
<p>รัฐไม่ควรจำกัดสิทธิของผู้ประกันตนในการได้รับสวัสดิการ กอช. เช่นเดียวกับที่รัฐให้การสนันสนุนประชาชนกลุ่มอื่นๆ</p>
<p>ขอวกกลับเรื่องความเสี่ยงต่อ</p>
<p>เงินที่ผู้ประกันตนและนายจ้างสมทบออมมา 10 กว่าปีนั้นยังไม่ครบกำหนดการจ่ายบำนาญ จนกระทั่งปี 2557 ในปีแรกๆ คนมีสิทธิรับบำนาญจะยังมีน้อย แต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนไทยโดยรวมอายุยืนขึ้นและในที่สุดจำนวนผู้รับบำนาญก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>ปัญหามันอยู่ที่ รายได้จากเงินสมทบกับรายจ่ายบำนาญไม่สมดุลกัน ซึ่งสร้างความเสี่ยงแก่ผู้ประกันตน ณ วันหนึ่งรายได้จะไม่เพียงพอกับรายจ่าย ณ วันนั้น ก็ไม่ได้ยาวไกลนักประมาณ 25-30 ปีเท่านั้น</p>
<p>อัตราเงินสมทบเพื่อสวัสดิการชราภาพส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้างรวมกันเท่ากับ 6% ของเงินเดือน ส่วนอัตราการจ่ายบำนาญขั้นต่ำเท่ากับร้อยละ 20 ของเงินเดือน ถ้าส่งเงินสมทบเกิน 15 ปี ก็จะได้เพิ่มอีกปีละ 1.5% ต่อปีที่สมทบเพิ่ม ตัวอย่างเช่น ส่งเงินสมทบ 16 ปี จะได้บำนาญในอัตรา 21.5% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ</p>
<p>ด้วยการเปรียบเทียบแบบง่ายๆ จะเห็นได้ว่าถ้าเราจ่ายเงินสมทบ 6% ต่อเดือนเป็นเวลา 15 ปี จะได้รับบำนาญเดือนละ 20% ไปจนตาย</p>
<p>ในปัจจุบันนี้อายุเฉลี่ยของคนไทยเท่ากับ 73 ปี ถ้าหากเกษียณตอนอายุ 55 ปี เราสามารถประมาณได้ว่าการรับบำนาญซัก 5 ปีก็จะคุ้มเงินที่จ่ายไปแล้ว ส่วนที่เหลือของการรับบำนาญอีก 13 ปีเป็นเงินของผู้อื่นทั้งนั้น ผู้อื่นคือใคร เขาก็คือผู้ประกันตนวัยทำงานที่กำลังส่งเงินสมทบอยู่และรอรับบำนาญในอนาคต ลองคิดดูว่าถ้าเราฝากเงินในธนาคารยังได้รับการประกันเงินฝาก อย่างน้อยก็ได้เงินคืน กรณีนี้ผู้ประกันตนวัยทำงานจะบอกไม่ได้เลยว่าสมทบไปแล้วจะได้อะไรกลับหรือไม่</p>
<p>ด้วยเหตุที่คนเกษียณอายุจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เงินที่สะสมเป็นล้านล้านบาทนั้นค่อยๆ จ่ายออกไปจนหมด และติดลบอย่างรวดเร็ว เช่น ในปีที่ 3 ของการติดลบนั้นกองทุนต้องการเงินถึงกว่า 8 แสนล้านบาทมาชดเชยส่วนที่ขาด คราวนี้ผู้ประกันตนจะทำอย่างไรต่อ สำนักงานประกันสังคมจะไปหาเงินมากมายมาจากไหน</p>
<p>อย่างเพิ่งสิ้นหวัง ปัญหาต้องมีทางแก้ ลองเลือกเอาจาก 3 แนวนี้</p>
<p>1. ปล่อยไปเรื่อยๆ เงินหมดเมื่อไร ค่อยว่ากัน เรื่องของอนาคตคิดทำไม เราต้องอยู่กับปัจจุบัน Que Sera Sera แนวทางนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารประกันสังคมหรือกระทรวงแรงงาน และรัฐบาลในยุคปัจจุบัน ต้องกด Like</p>
<p>2. คำนวณอัตราเงินสมทบใหม่ ให้เกิดความสมดุลของรายได้และรายจ่ายที่จะเกิดในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่าผู้ประกันตนจะต้องสมทบเงินเพิ่ม คนตายเร็วก็เอาเงินส่วนที่สมทบมากเกินไปช่วยจ่ายเป็นบำนาญให้แก่คนที่ตายช้า กระจายความเสี่ยงระหว่างผู้เกษียณทุกคนร่วมกัน</p>
<p>3. แก้กฎกระทรวงการจ่ายบำเหน็จบำนาญใหม่ แทนที่จะจ่ายเงินแบบตลอดชีวิตโดยไปเอาส่วนของคนอื่นมาใช้ ก็เปลี่ยนเป็นจ่ายบำเหน็จบำนาญจากส่วนที่ตนและนายจ้างช่วยกันสมทบ ถ้าอยากได้บำนาญมากๆ ไปตลอดชีวิต ก็ต้องสมทบเพิ่ม โดยที่คนอื่นจะมาล้วงเอาส่วนของเราไปใช้ไม่ได้</p>
<p>อย่างไรก็ดี หนทางที่ 2 และ 3 นั้นก็ช่างเป็นแค่แนวทาง เพราะที่จริงแล้วผู้ประกันตนแทบจะไม่มีช่องทางในการตัดสินเรื่องเหล่านี้เลย</p>
<p>ตัวแทนลูกจ้างในคณะกรรมการประกันสังคมก็คงกด Like ข้อ 1 เหมือนกัน</p>
<p>สุดท้ายไม่ว่าจะเลือก 1 หรือ 2 หรือ 3 ผู้ประกันตนก็หนีไม่พ้นความเสี่ยงเรื่องที่ 1 ที่กล่าวไว้ตอนต้น.</p>
<p><strong>ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์<br />
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย</strong></p>
<p><strong>ที่มา : เดลินิวส์</strong></p>
<p><strong>ภาพ : oknation.net</strong></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สัญญาว่าด้วยความคุ้มครอง (The Promise of Protection)</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Jun 2011 07:12:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[The Promise of Protection]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนทางเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. โนลีน เฮย์เซอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญาว่าด้วยความคุ้มครอง]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การสหประชาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เอสแคป]]></category>
		<category><![CDATA[เอเชียแปซิฟิก]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคุ้มครองทางสังคม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=22417</guid>
		<description><![CDATA[เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าวิกฤตนั้นสร้างโอกาสได้ ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังทยอยฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อปี พ.ศ. 2551 และพยายามจัดการกับผลกระทบที่ตามมาในรูปของวิกฤตเกี่ยวกับอาหารและภัยพิบัติธรรมชาติ ซึ่งเกิดแม้กระทั่งในประเทศที่เตรียมพร้อมสูงเสมออย่างญี่ปุ่น รัฐบาลต่างๆกำลังแสวงหาหนทางใหม่ที่จะลดผลกระทบของความไม่มั่นคงกับความเสี่ยงทางสังคมที่ผู้คนนับล้านคนทั่วทั้งภูมิภาคประสบอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรที่ยากจน ขีดความสามารถของภูมิภาคนี้ที่จะประกันว่าพลเมืองต้องได้รับความมั่นคงอย่างน้อยในระดับที่ทำให้พวกเขาอยู่ได้เป็นหัวเรื่องหลักในการหารือของบรรดาประมุข รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโสจากทั่วภูมิภาคที่จะมาเข้าร่วมการประชุมใหญ่ประจำปีครั้งที่ 67 ของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) ในช่วงสัปดาห์นี้ การประชุมในปีนี้จะมุ่งเน้นเรื่องความท้าทายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพวกเราทุกคน นั่นก็คือว่า เราจะเน้นมิติทางสังคมของการพัฒนาให้เชื่อมโยงกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในเอเชียแปซิฟิกได้มากน้อยเพียงใด หลังจากที่กำลังฟื้นตัวจากภาวะช็อคของวิกฤตทางการเงินโลก ภูมิภาคของเรากลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง การที่ชุมชนเมืองขยายตัวมากขึ้น ประกอบกับการที่ประชาชนย้ายถิ่นอยู่ไม่ขาดสายทั้งภายในประเทศและในระดับอนุภูมิภาค สภาพดังกล่าวจำเป็นต้องมาควบคู่กับสัญญาจากรัฐบาลว่าจะให้ความคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้มั่นใจว่าประโยชน์แห่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะกระจายตัวอย่างทั่วถึงไปสู่ประชากรทุกคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แทนที่จะใช้แนวทางมาตรการที่จำกัดและตามแก้ปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาในกรอบแคบๆอย่างเดิม ปัจจุบันนี้รัฐบาลของเรามีความพร้อมมากขึ้นที่จะแสวงหาและใช้มาตรการที่ครอบคลุมที่สามารถสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันมากขึ้น ในบริบทแห่งวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาที่ให้ประชากรทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ และรัฐบาลทั้งปวงต้องเร่งความพยายามในด้านนี้มากยิ่งขึ้นท่ามกลางภาวะที่เงินเฟ้อในส่วนที่เกี่ยวกับอาหารและพลังงานที่เร่งตัวขึ้นในหลายประเทศ และผลกระทบของวิกฤตทางการเงินโลกยังไม่หมดไป และที่สำคัญก็คือ ในรายงานการศึกษาฉบับใหม่ล่าสุดโดยเอสแคปเรื่อง “สัญญาว่าด้วยความคุ้มครอง” (The Promise of Protection) แสดงให้เห็นว่า ข้อเสนอความคุ้มครองทางสังคมพื้นฐานเป็นสิ่งที่รัฐบาลทั้งหลายในภูมิภาคนี้มีกำลังพอที่จะจ่ายได้ และไม่เกินกำลังของประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ที่ไม่ว่าจะพัฒนาในระดับไหนที่จะดำเนินการได้ และด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งก็คือประมาณร้อยละ 1 ถึง 3 ของรายได้มวลรวมประชาชาติก็สามารถที่จะให้ทำโครงการคุ้มครองด้านสุขภาพ การศึกษาและบำนาญพื้นฐานได้แล้ว โครงการความคุ้มครองทางสังคมเป็นการลงทุนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า เพราะว่าโครงการด้านนี้จะทำหน้าที่ขยายโอกาสและทำให้โอกาสมีความหมายสำหรับทุกคน และทำให้เศรษฐกิจกระจายประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึงอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านี้ การศึกษาชิ้นนี้แสดงให้เห็นด้วยว่าความคุ้มครองทางสังคมเป็นการลงทุนที่จะช่วยดึงให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน หลายประเทศทุกวันนี้ยังคงพึ่งพาวิธีที่จะให้การกระจายของผลการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นวิธีช่วยลดความยากจน อย่างไรก็ตามถ้าหากว่าประเทศเหล่านี้ใช้มาตรการความคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุม โดยที่มีนโยบายมาสนับสนุนด้วยก็จะลดความยากจนได้เร็วขึ้น ดังนั้น แทนที่จะมองความคุ้มครองทางสังคมว่าเป็นมาตรการที่มีค่าใช้จ่ายสูง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/original_L1.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-22418" title="original_L1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/original_L1.jpg" alt="" width="461" height="318" /></a></p>
<p>เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าวิกฤตนั้นสร้างโอกาสได้ ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังทยอยฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อปี พ.ศ. 2551 และพยายามจัดการกับผลกระทบที่ตามมาในรูปของวิกฤตเกี่ยวกับอาหารและภัยพิบัติธรรมชาติ ซึ่งเกิดแม้กระทั่งในประเทศที่เตรียมพร้อมสูงเสมออย่างญี่ปุ่น<span id="more-22417"></span> รัฐบาลต่างๆกำลังแสวงหาหนทางใหม่ที่จะลดผลกระทบของความไม่มั่นคงกับความเสี่ยงทางสังคมที่ผู้คนนับล้านคนทั่วทั้งภูมิภาคประสบอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรที่ยากจน</p>
<p>ขีดความสามารถของภูมิภาคนี้ที่จะประกันว่าพลเมืองต้องได้รับความมั่นคงอย่างน้อยในระดับที่ทำให้พวกเขาอยู่ได้เป็นหัวเรื่องหลักในการหารือของบรรดาประมุข รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโสจากทั่วภูมิภาคที่จะมาเข้าร่วมการประชุมใหญ่ประจำปีครั้งที่ 67 ของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) ในช่วงสัปดาห์นี้ การประชุมในปีนี้จะมุ่งเน้นเรื่องความท้าทายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพวกเราทุกคน นั่นก็คือว่า เราจะเน้นมิติทางสังคมของการพัฒนาให้เชื่อมโยงกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในเอเชียแปซิฟิกได้มากน้อยเพียงใด</p>
<p>หลังจากที่กำลังฟื้นตัวจากภาวะช็อคของวิกฤตทางการเงินโลก ภูมิภาคของเรากลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง การที่ชุมชนเมืองขยายตัวมากขึ้น ประกอบกับการที่ประชาชนย้ายถิ่นอยู่ไม่ขาดสายทั้งภายในประเทศและในระดับอนุภูมิภาค สภาพดังกล่าวจำเป็นต้องมาควบคู่กับสัญญาจากรัฐบาลว่าจะให้ความคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้มั่นใจว่าประโยชน์แห่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะกระจายตัวอย่างทั่วถึงไปสู่ประชากรทุกคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก</p>
<p>แทนที่จะใช้แนวทางมาตรการที่จำกัดและตามแก้ปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาในกรอบแคบๆอย่างเดิม ปัจจุบันนี้รัฐบาลของเรามีความพร้อมมากขึ้นที่จะแสวงหาและใช้มาตรการที่ครอบคลุมที่สามารถสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันมากขึ้น ในบริบทแห่งวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาที่ให้ประชากรทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ และรัฐบาลทั้งปวงต้องเร่งความพยายามในด้านนี้มากยิ่งขึ้นท่ามกลางภาวะที่เงินเฟ้อในส่วนที่เกี่ยวกับอาหารและพลังงานที่เร่งตัวขึ้นในหลายประเทศ และผลกระทบของวิกฤตทางการเงินโลกยังไม่หมดไป</p>
<p>และที่สำคัญก็คือ ในรายงานการศึกษาฉบับใหม่ล่าสุดโดยเอสแคปเรื่อง “สัญญาว่าด้วยความคุ้มครอง” (The Promise of Protection) แสดงให้เห็นว่า ข้อเสนอความคุ้มครองทางสังคมพื้นฐานเป็นสิ่งที่รัฐบาลทั้งหลายในภูมิภาคนี้มีกำลังพอที่จะจ่ายได้ และไม่เกินกำลังของประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ที่ไม่ว่าจะพัฒนาในระดับไหนที่จะดำเนินการได้ และด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งก็คือประมาณร้อยละ 1 ถึง 3 ของรายได้มวลรวมประชาชาติก็สามารถที่จะให้ทำโครงการคุ้มครองด้านสุขภาพ การศึกษาและบำนาญพื้นฐานได้แล้ว โครงการความคุ้มครองทางสังคมเป็นการลงทุนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า เพราะว่าโครงการด้านนี้จะทำหน้าที่ขยายโอกาสและทำให้โอกาสมีความหมายสำหรับทุกคน และทำให้เศรษฐกิจกระจายประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึงอย่างแท้จริง</p>
<p>ยิ่งไปกว่านี้ การศึกษาชิ้นนี้แสดงให้เห็นด้วยว่าความคุ้มครองทางสังคมเป็นการลงทุนที่จะช่วยดึงให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน หลายประเทศทุกวันนี้ยังคงพึ่งพาวิธีที่จะให้การกระจายของผลการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นวิธีช่วยลดความยากจน อย่างไรก็ตามถ้าหากว่าประเทศเหล่านี้ใช้มาตรการความคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุม โดยที่มีนโยบายมาสนับสนุนด้วยก็จะลดความยากจนได้เร็วขึ้น ดังนั้น แทนที่จะมองความคุ้มครองทางสังคมว่าเป็นมาตรการที่มีค่าใช้จ่ายสูง เราจึงควรมองอีกแง่ต่างหากว่า การคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพเป็นการลงทุนที่จะเพิ่มผลิตภาพและจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ในอนาคต</p>
<p>แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าโครงการคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุมประชากรทั่วหน้าจะไม่มีอุปสรรคท้าทาย แต่ว่าผลตอบแทนทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจในระยะยาวที่ตามมาสำหรับกลไกเช่นนี้จะกระตุ้นให้มีการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น ระดับการพัฒนามนุษย์สูงขึ้น และการกระจายโอกาสมากขึ้น รวมถึงผู้หญิงด้วย และในที่สุดแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีความเท่าเทียมและแข็งแกร่งขึ้นเป็นเหตุผลสำคัญที่จะต้องดำเนินการในด้านนี้</p>
<p>นั่นคือสิ่งที่เรามองว่าเป็นทั้งโอกาสและเป็นความท้าทาย ถ้าทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทำงานด้วยกัน เราสามารถที่จะกำหนดพลังแห่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจด้วยการลงทุนในคน ในต้นทุนมนุษย์ ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพันธสัญญาทางสังคมของพวกเรา และดำเนินการให้มีความคุ้มครองทางสังคมเป็นหัวใจหลักแห่งการพัฒนาประเทศ โอกาสนี้มาปรากฏตัวอยู่ณ เบื้องหน้าให้เอเชียแปซิฟิกเป็นผู้นำ ทั้งในเวทีเศรษฐกิจโลก ในด้านความก้าวหน้าทางสังคม และในด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมโลก</p>
<p>ขอให้พวกเรามาร่วมกันแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาของเอเชียแปซิกเป็นเรื่องที่สร้างสมดุลได้ โดยเน้นที่ทั้งสามเสาหลักแห่งการทำงานร่วมกัน ให้มีการแบ่งปันความรุ่มรวยทางเศรษฐกิจ ให้มีความมั่นคงในประโยชน์ทางสังคม และให้คุ้มครองโลกไปพร้อมกัน</p>
<p><strong>ดร. โนลีน เฮย์เซอร์<br />
รองเลขาธิการองค์การสหประชาชาติและเลขาธิการบริหารของเอสแคป</strong></p>
<p><strong>ที่มา : เดลินิวส์</strong></p>
<p>ภาพ : gotoknow.org</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/06/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปตท.-บางจากนำร่องลดเบนซิน</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/05/%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%97-%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/05/%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%97-%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 May 2011 06:17:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>wanManeeporn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวจากอาสาสมัคร]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=21132</guid>
		<description><![CDATA[ปตท-บางจาก นำร่องลดเบินซิน 80 สตางค์ อี 85 ลด 40 สตางค์ ตรึงดีเซล วันที่ (7 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ทาง ปตท.และบางจาก จะลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินลงถึง 80 สตางค์ ส่วน อี 85 ลดลง 40 สตางค์ แต่ยังตรึงราคาน้ำมันดีเซลเช่นเดิม.  ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/05/%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%97-%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b4/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/22222222.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-21133" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/22222222.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p><strong>ปตท-บางจาก นำร่องลดเบินซิน 80 สตางค์ อี 85 ลด 40 สตางค์ ตรึงดีเซล </strong></p>
<p>วันที่ (7 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ทาง ปตท.และบางจาก จะลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินลงถึง 80 สตางค์ ส่วน อี 85 ลดลง 40 สตางค์ แต่ยังตรึงราคาน้ำมันดีเซลเช่นเดิม.</p>
<p> ที่มา : <strong>เดลินิวส์ออนไลน์</strong></p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/05/%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%97-%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b4/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/05/%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%97-%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รับมือสินค้า ขึ้นราคาแพง</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/04/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9e/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/04/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9e/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Apr 2011 05:31:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>wanManeeporn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[มองเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ขึ้นราคา]]></category>
		<category><![CDATA[รับมือ]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าขึ้นราคาแพงเกือบเท่าตัว]]></category>
		<category><![CDATA[เกือบ]]></category>
		<category><![CDATA[เท่าตัว]]></category>
		<category><![CDATA[แพง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=20468</guid>
		<description><![CDATA[“สงกรานต์ไทยปี 54” เริ่มต้นขึ้นแล้ว คนไทยกว่า 60 ล้านคนทั่วประเทศ หัวใจชุ่มช่ำกับเทศกาลสงกรานต์ ช่วยคลายร้อน และความเศร้าใจกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงภัยพิบัติน้ำท่วมในภาคใต้ของไทยไปได้ระดับหนึ่ง  แต่เมื่อเทศกาลผ่านพ้นไป ถึงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศต้องหันมารับมือกับโลกแห่งความจริง กับ “เทศกาล สินค้าอุปโภคบริโภค พาเหรดปรับขึ้นราคาครั้งใหญ่” ที่จ่ออยู่แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ !!! กลุ่มสินค้าจำเป็นขึ้นราคายกแผง โดยกลุ่มสินค้า 4 อรหันต์ ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง นมสดพร้อมดื่ม ปุ๋ยเคมี และเหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันทั้งหมด ขอขึ้นราคาตามต้นทุนที่สูงไปแล้ว และได้รับการอนุมัติปรับขึ้นราคาไปแล้ว 2 ชนิด คือ น้ำมันถั่วเหลือง และนมสดพร้อมดื่ม ขณะที่ ปุ๋ยเคมี และเหล็ก เตรียมจ่อคิวปรับราคาขึ้นในไม่ช้าเช่นกัน  เริ่มจาก “น้ำมันถั่วเหลือง” ที่ขึ้นราคาแบบเขย่าขวัญ มาอยู่ที่ขวดละ 55 บาท ในขนาดบรรจุ 1 ลิตร จากเดิมมีราคา 46 บาท เรียกว่าปรับเพิ่ม 9 บาทต่อขวดทันที แถมราคานี้จะยืนอยู่เพียง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/04/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9e/" layout="button_count"></fb:like></span><div>
<p><a class="highslide" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/p7ecourl.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-20469" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/p7ecourl.jpg" alt="" width="300" height="230" /></a></p>
<p>“สงกรานต์ไทยปี 54” เริ่มต้นขึ้นแล้ว คนไทยกว่า 60 ล้านคนทั่วประเทศ หัวใจชุ่มช่ำกับเทศกาลสงกรานต์ ช่วยคลายร้อน และความเศร้าใจกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงภัยพิบัติน้ำท่วมในภาคใต้ของไทยไปได้ระดับหนึ่ง  แต่เมื่อเทศกาลผ่านพ้นไป ถึงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศต้องหันมารับมือกับโลกแห่งความจริง กับ “เทศกาล สินค้าอุปโภคบริโภค พาเหรดปรับขึ้นราคาครั้งใหญ่” ที่จ่ออยู่แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ !!!</p>
<p><strong>กลุ่มสินค้าจำเป็นขึ้นราคายกแผง</strong></p>
<p>โดยกลุ่มสินค้า 4 อรหันต์ ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง นมสดพร้อมดื่ม ปุ๋ยเคมี และเหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันทั้งหมด ขอขึ้นราคาตามต้นทุนที่สูงไปแล้ว และได้รับการอนุมัติปรับขึ้นราคาไปแล้ว 2 ชนิด คือ น้ำมันถั่วเหลือง และนมสดพร้อมดื่ม ขณะที่ ปุ๋ยเคมี และเหล็ก เตรียมจ่อคิวปรับราคาขึ้นในไม่ช้าเช่นกัน </p>
<p>เริ่มจาก “น้ำมันถั่วเหลือง” ที่ขึ้นราคาแบบเขย่าขวัญ มาอยู่ที่ขวดละ 55 บาท ในขนาดบรรจุ 1 ลิตร จากเดิมมีราคา 46 บาท เรียกว่าปรับเพิ่ม 9 บาทต่อขวดทันที แถมราคานี้จะยืนอยู่เพียง 3 เดือนเท่านั้น หลังจากนี้รัฐจะมีการพิจารณาต้นทุนใหม่อีกรอบ หากขึ้นราคาอีกก็ยังไม่รู้เลยว่า รัฐจะอนุมัติให้ขึ้นราคาอีกเท่าไหร่</p>
<p>เหตุผลหลักที่ทำให้ถั่วเหลืองต้องขึ้นราคา มาจากราคาน้ำมันถั่วเหลืองบรรจุขวด ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจริง โดยเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้า ขึ้นจาก 14.86 บาท/กก. มาเป็น 17.31 บาท/กก. และน้ำมันถั่วเหลือง 1 ลิตร ต้องใช้เมล็ดถั่วเหลืองถึง 5.87 กก. ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยขวดละ 14.09 บาท/ขวด และต้องจำหน่ายในราคา 60 บาท/ขวดเท่ากับต้นทุน ที่สำคัญเมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันถั่วเหลืองกับประเทศเพื่อนบ้าน ราคาน้ำมันถั่วเหลืองของไทยยังจำหน่ายถูกกว่า เช่น ในประเทศเวียดนามจำหน่ายขวดละ 60 บาท กัมพูชา 64 บาท ลาว 76 บาท และฟิลิปปินส์ 90 บาท ซึ่งหลังจากการปรับขึ้นราคาแล้ว บรรดาผู้ผลิตยืนยันว่าจะเร่งผลิต ไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดแคลน แต่ทั้งนี้ เท่าที่สำรวจหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เริ่มเกิดปัญหาน้ำมันถั่วเหลืองขาดตลาดแล้ว ใครกันหนอก่อปัญหากักตุนสินค้ารอบใหม่?</p>
<p><strong>นมทุกชนิดเฮโลปรับขึ้น</strong></p>
<p>ต่อมาสินค้า “นมสดพร้อมดื่ม” ก็ขึ้นราคาเช่นกัน ทั้ง นมสดพาสเจอไรซ์ ยูเอชที และ สเตอริไลส์ ที่ขึ้นราคา เฉลี่ยตั้งแต่ 0.25-8.50 บาท/ขนาด โดยนมสดพาสเจอไรซ์ ยูเอสที และสเตอริไลส์ ที่ให้ปรับขึ้นราคา ได้แก่ ขนาด 110-200 ซีซี รสจืดและรสปรุงแต่งปรับขึ้น 25 สตางค์ ขนาด 225-350 ปรับขึ้น 50 สตางค์ ขนาด 400-450 ซีซี ปรับขึ้น 75 สตางค์ ขนาด 800-830 ซีซี ปรับขึ้น 1.50 บาท ขนาด 946-1,000 ซีซี ปรับขึ้น โดยรสจืดปรับขึ้น 1.50 บาท รสปรุงแต่งปรับขึ้น 1.75 บาท และขนาด 2,000-5,000 ซีซี รสจืดปรับขึ้น 3.50-8.00 บาท และรสปรุงแต่งปรับขึ้น 3.50-8.50 บาท</p>
<p>ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ขึ้นราคามาจาก ครม. อนุมัติปรับราคาน้ำนมดิบให้กับเกษตรกรจาก 17 บาท/กก. เป็น 18 บาท/กก. เมื่อเร็ว ๆ นี้ และเมื่อรวมกับการอนุมัติปรับขึ้นราคาน้ำนมดิบ 50 สตางค์ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนน้ำนมดิบปรับราคารวมกันแล้ว 1.50 บาท/กก. ถือว่าต้นทุนนมสูงขึ้นจริง จนที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาผลิตภัณฑ์นม มีมติให้ปรับขึ้นราคาเรียบร้อย และเป็นการขึ้นราคาครั้งแรกในรอบ 2-3 ปีของอุตสาหกรรมนมไทย มูลค่ารวมมากกว่า 45,000 ล้านบาท<br />
<strong><br />
จ่อคิวขึ้นราคาอีกกระบุงโกย </strong></p>
<p>ส่วนอีก 2 สินค้าที่กำลังรอเวลาขึ้นราคา คือ “ปุ๋ยเคมี” โดยผู้ประกอบการได้ยื่นหนังสือขอปรับราคาเฉลี่ย 8-10% ซึ่งมีแนวโน้มที่ภาครัฐจะอนุมัติขึ้นราคาแน่นอน แต่คงไม่มากเท่าตามที่ผู้ประกอบการยื่นหนังสือขอมา เพื่อไม่ให้เกษตรกรเดือดร้อนไปมากกว่านี้ เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ ได้ออกมาส่งสัญญาณกันตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว ว่ามีปัญหาต้นทุนการผลิตสูงจริง เพราะต้นทุนแม่ปุ๋ยยูเรียปรับขึ้นมาก จนทำให้ผู้ผลิตต้องขาดทุนตันละ 500-2,500 บาท และบางพื้นที่สถานการณ์ปุ๋ยเริ่มขาดแคลนอย่างหนัก จนมีราคาแพงสุดขีด โดยเฉพาะการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในจังหวัดต่าง ๆ ที่ร้านค้าปลีกหลายรายจำหน่ายสูงกว่าในราคาควบคุม</p>
<p>ขณะที่ “เหล็ก” เตรียมขยับราคาใหม่เช่นกัน เป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้าง และเหล็กในตลาดโลกปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว จนราคาขายปลีกเหล็กในประเทศปรับเพิ่มขึ้นด้วย ประกอบกับน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการ ขนส่งเหล็กเพิ่มขึ้น ถือเป็นแรงกดดันมากเพียงพอต่อการให้กระทรวงพาณิชย์ปรับขึ้นราคาเหล็กในเร็ว ๆ นี้ หลังจากไม่มีการปรับราคามาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่จะมากน้อยขนาดไหน ในไม่ช้าได้รู้พร้อมกัน</p>
<p><strong>น้ำตาลทรายขมอีกแล้ว </strong></p>
<p>“น้ำตาลทราย” เป็นสินค้าพิเศษ และเป็นเรื่องแปลกหลายข้อของการบริหารภาครัฐบาลชุดนี้ ข้อแรกประเทศไทยสามารถปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลเพื่อส่งออกมากอันดับสองของโลก รองจากบราซิล ที่สำคัญมีผลผลิตล้นเหลือไม่ขาดแคลน แต่ทำไมคนไทยกลับต้องอด ๆ อยาก ๆ กินน้ำตาลแพง หาซื้อลำบาก ข้อต่อมา เมื่อก่อนเข้าใจอยู่ว่าราคาอ้อยตกต่ำ รัฐบาลจึงจัดให้มีการแทรกแซงโดยให้ประชาชนผู้บริโภคยอมซื้อน้ำตาลแพงกว่าคนทั่วโลก เพื่อนำเงินไปช่วยชาวไร่อ้อย แต่ในวันนี้กลับกัน ราคาอ้อย น้ำตาลในตลาดโลกพุ่งปรู๊ดปร๊าด ตอนนี้ชาวบ้านก็ลำบาก แต่ประชาชนกลับต้องนำเงิน กก.ละ 5 บาท ไปจ่ายชดเชยช่วยเหลือชาวไร่อ้อยอีก</p>
<p>และที่เลวร้ายไปกว่านั้น รัฐบาลยังเตรียมให้กระทรวงพาณิชย์ ขึ้นราคาค่าบรรจุถุงอีก กก.ละ 1.40 บาท ทำให้ราคาน้ำตาลทรายจะพุ่งขึ้นไปอีก โดยราคาในกรุงเทพฯและปริมณฑลจะมีราคา  25 บาทต่อกิโลกรัม คนชอบทานของหวาน และร้านขนม ไปจนถึงเครื่องดื่ม เห็นทีต้องกุมขมับกันยกใหญ่ ซึ่งคาดว่า มีโอกาสได้เห็นผู้ประกอบธุรกิจเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศ ยื่นเรื่องขอขึ้นราคาตามชัวร์!</p>
<p>ลงท้ายสินค้าบริโภคที่ขึ้นราคาแบบช็อกคนไทยทั้งประเทศไปก่อนหน้านี้กับ “น้ำมันปาล์ม” ขึ้นราคาแบบกู่ไม่กลับถึง 47 บาทต่อขวดในขนาด 1 ลิตร ต้องบอกว่าเป็นการบริหารจัดการของรัฐบาลชนิด “ห่วยขั้นเทพ” เพราะตอนนี้ ราคาผลปาล์มลดจาก กก.ละ 10 บาท เหลือ 4 บาท แต่คณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ยังสั่งตรึงราคาขายปลีกน้ำมันปาล์ม 47 บาทต่อไปอีก 3 เดือน ทั้งที่ต้นทุนลด 2 เท่า และราคาขายควรต้องลดลงต่ำกว่า 40 บาทด้วย แต่ไฉนขึ้นแล้วไม่ยอมลง ทำเอาชาวบ้านมึนงงแบบไม่รู้จะไปถามใคร? ทำไมเวลาขึ้นมากขนาดนี้ 9 บาท แต่ทำไมเวลาลงกลับลงไม่ได้ ใครได้กำไรอันมหาศาลเช่นนี้ เกษตรกรฝากถามมา? อยากช่วยเกษตรกรหรือช่วยใครกันแน่?</p>
<p>เรียกว่าสินค้าอุปโภคและบริโภค ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ขึ้นราคามหาโหด กระชากอารมณ์ และทำให้อยากลบเลือนภาพที่รัฐบาลประกาศนโยบายดูแลค่าครองชีพประชาชน ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และขึ้นเงินเดือนไปทันที เพราะเมื่อบวกลบ คูณหารแล้ว เงินเดือนขึ้น ยังไม่สามารถชดเชยกับราคาสินค้าที่ขึ้นสูงมากได้</p>
<p>“จึงขอคอนเฟิร์ม ฟันธง แนวโน้มราคาสินค้านับจากบัดนี้ไป มีโอกาสจุดพลุแพงขึ้นยกแผงแน่ หลังจากสินค้า 4-5 รายการที่ปรับขึ้นไปแล้ว และมีแนวโน้มขึ้นราคา ล้วนเป็นสินค้าต้นทาง ที่มีผลต่อต้นทุนสินค้าอื่นอีกมาก ดังนั้น สินค้าอื่น ๆ เช่น อาหารสำเร็จรูป ขนม ที่จำเป็นต้องกินต้องใช้ อาจจะมีการขึ้นราคาได้ต่อทันที เพราะไม่ต้องขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ เพียงแต่แจ้งให้ทราบถึงการประกาศราคาใหม่เท่านั้น”<br />
<strong><br />
สินค้าอุปโภคบริโภคกัดฟันตรึงราคา</strong></p>
<p>เมื่อไล่เรียงไปกับ ค่ายยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ พร้อมใจประกาศข่าวดีให้อุ่นใจเล็กน้อย ร่วมใจตรึงราคาแม้ต้นทุนพุ่งหนัก เพราะทุกบริษัทห่วงว่าหากปรับขึ้นราคาไปแล้ว จะซ้ำเติมประชาชนให้เดือดร้อนจากค่าครองชีพแพงอีกรอบ!</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีเสียงกระซิบแว่ว ๆ มาว่า “กระทรวงพาณิชย์” คอยตรวจสอบและโทรฯมาถามผู้ผลิตสินค้าตลอดเวลาจะปรับขึ้นราคาหรือไม่ เพราะไม่อยากให้ขึ้นราคา หวั่นกระทบประชาชนเดือดร้อน เจอเสียงตามสายมาขนาดนี้ เอกชนก็ต้องประกาศไม่ขอขึ้นราคาต่อไป แม้สิ้นสุดมาตรการตรึงราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมาก็ตาม</p>
<p>เริ่มจากค่าย “สหพัฒน์”  ที่เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ ยืนยันว่า บริษัทจะขอตรึงราคาสินค้าไปจนถึงกลางปีนี้ แม้ว่ามาตรการตรึงราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์จะสิ้นสุดไปแล้ว เพราะสามารถแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ และต้องการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในยุคราคาน้ำมันแพง ส่วนจะตรึงราคาต่อเนื่องนานเพียงใดต้องพิจารณาต้นทุนวัตถุดิบอีกครั้งในช่วงปลายไตรมาส 2 หากสินค้ารายการใดมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ก็คงต้องปรับราคาขึ้นตาม โดยสินค้าที่คาดว่าจะขึ้นราคา จะเป็นกลุ่มสินค้าที่ใช้ซักล้าง ชำระล้างทำความสะอาด เนื่องจากวัตถุดิบที่เป็นผลพลอยได้จากน้ำมันปรับขึ้นราคาตามไปด้วย แม้บริษัทจะสต๊อกวัตถุดิบไว้ก็ตามแต่ก็ไม่เพียงพอ</p>
<p>สอดคล้องกับ “ยูนิลีเวอร์” ระบุว่า  สินค้าอุปโภคบริโภคในเครือยูนิลีเวอร์ทั้งหมดไม่ได้ยื่นหนังสือขอปรับราคาไปที่กรมการค้าภายในแต่อย่างใด แต่บริษัทยังจะตรึงราคาสินค้าต่อเนื่อง และไม่มีแผนปรับขึ้นราคาขาย โดยแนวทางรับมือต้นทุนที่สูงขึ้นจะใช้แผนบริหารจัดการต้นทุนภายในองค์กร</p>
<p>ส่วนกลุ่มสินค้าที่บริษัทได้ขอปรับราคามีเพียง สบู่ เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตสบู่ คือ น้ำมันปาล์ม โดยราคาที่ขอปรับขึ้นครั้งนี้อยู่ในระดับที่ต่ำมาก จึงมั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค</p>
<p>รวมถึง “โอสถสภา” ยืนยันในทิศทางเดียวกัน ไม่มีแผนยื่นหนังสือไปที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า ในเครือโอสถสภา ทั้งหมด เพราะต้องการตรึงราคาขายไว้ในระดับเท่าเดิม และได้ปรับกลยุทธ์ใหม่ด้วยการเน้นพัฒนาสินค้าสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย</p>
<p><strong>มาม่า ยันไม่ขยับราคา</strong></p>
<p>ถือเป็นข่าวดีที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทุกราย พร้อมใจไม่ขึ้นราคา รวมถึง “มาม่า” ขวัญใจชาวรากหญ้าไปจนถึงมนุษย์กินเงินเดือน “สุชัย รัตนเจียเจริญ” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทย เพรซิเด้นท์ ฟู้ด จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและทำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แบรนด์ มาม่า กล่าวว่า บริษัทจะขอตรึงราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า ออกไปให้นานที่สุด แม้ว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบจากปัญหาต้นทุนวัตถุดิบผลิตสินค้าที่ขึ้นราคาแล้ว 10%</p>
<p>“ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นบริษัทยอมรับว่า มีผลให้ยอดขายของบริษัทเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดขายในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาเติบโต 8% ซึ่งอาจจะมีผลจากลูกค้าบางส่วนเจอปัญหาราคาสินค้าที่สูงขึ้นมาก จึงหันมาซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาทานมากขึ้น เพราะจนถึงขณะนี้ บริษัทยังไม่ได้ปรับราคาขายสินค้าขึ้นแต่อย่างใด โดยปัจจุบันราคาจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าแบบซอง อยู่ที่ 6 บาท และแบบถ้วย ราคา 13 บาท แถมมี แบบถ้วยยี่ห้อซื่อสัตย์ ราคา 12 บาท และแบบซองยี่ห้อ ซื่อสัตย์ ราคา 5 บาทด้วย”</p>
<p><strong>จับตากลยุทธ์ขึ้นราคาทางอ้อม</strong></p>
<p>แม้ทุกค่ายจะประกาศพร้อมใจไม่ขึ้นราคา แต่แหล่งข่าวระดับสูง จากบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่ เผยออกมาว่า อาจจะได้เห็นเกมพลิกแพลงขึ้นราคาอีกเยอะ ทั้งการออกสินค้าใหม่ บรรจุภัณฑ์ (แพ็กเกจจิ้ง) ใหม่ สินค้ารสชาติใหม่ และเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่สู่ตลาด ที่หากเอกชนใช้วิธีนี้หมด ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องยื่นเรื่องไปที่กรมการค้าภายในขอปรับราคาขาย แต่เพียงแจ้งไปที่กรมการค้าภายใน และบอกว่า เป็นสินค้าใหม่ที่ต้องกำหนดราคาขายใหม่ก็สามารถขึ้นราคาขายได้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าบริษัทต่าง ๆ ได้เปิดตัวสินค้าชนิดใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดจำนวนมาก แถมมาพร้อมกับการขึ้นราคาขายใหม่ โดยอ้างว่าเป็นสินค้านวัตกรรมใหม่ โดยที่ผู้บริโภคต้องจำใจกลืนเลือดซื้อสินค้าแบบไม่มีทางปฏิเสธได้</p>
<p>ขณะเดียวกัน เอกชนยังใช้วิธีแก้เกมคุมเข้มราคาขายสินค้า ด้วยการปรับลดกำลังการผลิตสินค้าในโรงงานลง เพราะผลิตไปแล้วไม่คุ้มทุน หรือหันไปใช้วิธีสต๊อกสินค้าไว้ในที่เก็บลับ เพื่อให้มีสินค้าออกสู่ตลาดน้อยลง จนเกิดปัญหาขาดตลาดและรัฐจำใจต้องอนุมัติให้ขึ้นราคาในที่สุด</p>
<p>ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่หน่วยงานภาครัฐและกรมการค้าภายใน จะมีวิธีดูแลราคาสินค้า ที่ทำให้คนไทยอุ่นใจได้ หรือหากอนุญาตให้ขึ้นราคา ก็มาจากต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เอกชนเจ้าของสินค้าเดือดร้อนขายของแล้วขาดทุน แต่ในทางกลับกัน หากเวลาใดที่ต้นทุนผลิตสินค้า ปรับราคาลงแบบถูกแสนถูก ก็ควรมีบริษัทที่ประกาศตัวขอลดราคาสินค้า เพราะไม่อยากได้กำไรสูงเกินควร วินาทีนั้น คงได้เสียงปรบมือของคนไทยทั้งประเทศดังกระหึ่ม! เพราะจะได้ใจคนไทย แบบไม่ต้องใช้เงินสร้างแบรนด์แม้แต่บาทเดียว</p>
<p>คนไทยจะได้มีโอกาสได้เห็นหรือไม่ คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป หรือปรับมา ท่องคาถา ทำใจไว้รับมือสินค้าแพงดีที่สุด!.</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า ปัญหาค่าครองชีพ น้ำมันเชื้อเพลิง และสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการบริโภค และกำลังซื้อของประชาชน โดยตัวเลขดัชนีใน 2 เดือนหลัง ตั้งแต่ ก.พ.-มี.ค. ประชาชนส่วนใหญ่ให้น้ำหนักความกังวลต่อปัญหาสินค้าแพงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขึ้นราคาน้ำมันปาล์มลิตรละ 9 บาท รวมถึงผลกระทบต่อราคาสินค้าอื่น ๆ ได้ทำให้คนเริ่มชะลอการใช้จ่าย และทำให้ความต้องการซื้อบ้าน รถยนต์ การท่องเที่ยว รวมถึงลงทุนทำธุรกิจของตัวเอง ซบเซาลงไปด้วย</p>
<p>ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ มองว่า กระทรวงฯ ยังคงสามารถดูแลราคาสินค้าให้อยู่ในระดับเหมาะสม เห็นได้จากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือเงินเฟ้อไตรมาสแรกปรับตัวขึ้นเพียง 3.01% ใกล้เคียงกับเป้าหมาย และหักปากกาเซียนกูรูเศรษฐกิจที่คาดการณ์เงินเฟ้อเดือนมี.ค. จะพุ่งกระฉูด แสดงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ อีกทั้งเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อประเทศอื่นในอาเซียนส่วนใหญ่สูงกว่าไทยแทบทั้งสิ้น ส่วนสินค้าที่ปรับราคาขึ้นอย่างน้ำมันปาล์ม นมสดพร้อมดื่ม ก็มีการปรับตามต้นทุนที่แท้จริง ไม่ได้มีการฉวยขึ้นราคาจนทำให้ประชาชนเดือดร้อน</p>
<p>สุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์  ในฐานะนายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย (สพท.) เปิดเผยว่า ในเดือน เม.ย.นี้คาดว่าราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค ทั้งสบู่ แชมพู และผงซักฟอก จะปรับขึ้นราคาอีก 25% ตามราคาน้ำมันปาล์มในประเทศที่ขึ้นราคาเป็น 47 บาทต่อลิตรแล้ว เนื่องจากกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคดังกล่าวใช้วัตถุดิบหลักจากน้ำมันปาล์ม จึงต้องปรับขึ้นราคาตามไปด้วย.</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
</div>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/04/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9e/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/04/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

