<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ASA Media : อาสามีเดีย &#187; การศึกษา</title>
	<atom:link href="http://www.asamedia.org/category/aroundus/education/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.asamedia.org</link>
	<description>สื่อสีขาว สื่อสร้างสรรค์ สร้างจิตสำนึกดี</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 13:27:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>บทเรียนออนไลน์การศึกษาแนวใหม่</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 16:47:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[SAS Curriculum Pathways]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาแนวใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[บทเรียนออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30926</guid>
		<description><![CDATA[เปิดตัวโครงการ แซส เคอริคูลัม พาธเวย์ ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เผยเป็นบทเรียนออนไลน์ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา มีโรงเรียนในประเทศไทยนำไปใช้แล้วกว่า 60 แห่ง รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ  ประธานโครงการ แซส เคอริคูลัม พาธเวย์ (SAS Curriculum Pathways) ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เปิดเผยว่า เนื่องด้วยบริษัท แซส อินสติทิวท์ อิงค์  เป็นบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ได้พัฒนาบทเรียนออนไลน์เพื่อการศึกษา ชื่อว่า แซส เคอริคูลัม พาธเวย์   (SAS Curriculum Pathways)  ผ่านเว็บไซต์  http://www.sascurriculumpathways.com โดยทูลเกล้าฯ ถวายบทเรียนดังกล่าวแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อพระราชทานต่อยังโรงเรียนในประเทศไทยตามพระราชอัธยาศัยเมื่อปี 2553 โดยมีสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และบริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้ร่วมศึกษาบทเรียนและดำเนินงานโครงการเพื่อใช้ในโรงเรียนในประเทศไทย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/" layout="button_count"></fb:like></span><div id="attachment_30927" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/10453.jpg"><img class="size-medium wp-image-30927" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/10453-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a><p class="wp-caption-text">เปิดตัวโครงการ แซส เคอริคูลัม พาธเวย์ ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เผยเป็นบทเรียนออนไลน์ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา</p></div>
<p>เปิดตัวโครงการ แซส เคอริคูลัม พาธเวย์ ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เผยเป็นบทเรียนออนไลน์ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา มีโรงเรียนในประเทศไทยนำไปใช้แล้วกว่า 60 แห่ง<span id="more-30926"></span></p>
<p>รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ  ประธานโครงการ แซส เคอริคูลัม พาธเวย์ (SAS Curriculum Pathways) ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เปิดเผยว่า เนื่องด้วยบริษัท แซส อินสติทิวท์ อิงค์  เป็นบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ได้พัฒนาบทเรียนออนไลน์เพื่อการศึกษา ชื่อว่า แซส เคอริคูลัม พาธเวย์   (SAS Curriculum Pathways)  ผ่านเว็บไซต์  http://www.sascurriculumpathways.com โดยทูลเกล้าฯ ถวายบทเรียนดังกล่าวแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อพระราชทานต่อยังโรงเรียนในประเทศไทยตามพระราชอัธยาศัยเมื่อปี 2553 โดยมีสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และบริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้ร่วมศึกษาบทเรียนและดำเนินงานโครงการเพื่อใช้ในโรงเรียนในประเทศไทย</p>
<p>ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล  ผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี   เปิดเผยว่า ภายหลังจากการศึกษาบทเรียนออนไลน์ แซส เคอริคูลัม พาธเวย์ แล้ว เห็นว่าเป็นเนื้อหาบทเรียนที่เน้นการคิดวิเคราะห์ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งมีความน่าสนใจอย่างยิ่งและเข้าใจง่าย โดยเฉพาะด้านสังคมศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงรับสั่งว่า มีเนื้อหาที่วิเคราะห์ที่ดีมาก หากได้นำมาใช้ก็น่าจะเป็นประโยชน์  ดังนั้นสวทช. สสวท. สพฐ. และบริษัท แซส จึงร่วมกันดำเนินโครงการตามแนวพระราชดำริฯ  โดยส่งเสริมให้โรงเรียนต่าง ๆ ได้<br />
รู้จักบทเรียนแซส เคอริคูลัม พาธเวย์ และเข้าใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการในปี 2553  มีโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษา 10 แห่งเข้าร่วมนำบทเรียนแซส เคอริคูลัม พาธเวย์ ไปนำร่องใช้งานในระยะแรก และเพิ่มขึ้นเป็น 65 โรงเรียน ในปี 2555 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 195 โรงเรียนภายใน 2 ปีข้างหน้า</p>
<p>นอกจากนี้ สวทช. ได้จัดเตรียมเครื่องมือ โซเชียล เน็ตเวิร์ก หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ คือ เฟซบุ๊ก และ Ning.com ไว้เพื่อให้คณะครูอาจารย์ได้ร่วมกันแบ่งปันแนวทางการใช้บทเรียนนี้ในวิชาต่าง ๆ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งในขณะนี้มีโรงเรียน  ได้ใช้ประโยชน์จากโซเชียล เน็ตเวิร์ก เป็นเสมือนห้องเรียนออนไลน์ในการสื่อสารกันระหว่างครูกับนักเรียนอีกด้วย</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สพฐ..แจก Teacher Kit ช่วยสอนภาษาอังกฤษ</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%9e%e0%b8%90-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%81-teacher-kit-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%9e%e0%b8%90-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%81-teacher-kit-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 05:15:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Teacher Kit]]></category>
		<category><![CDATA[การสอนภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[ครูโรงเรียนขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[คู่มือช่วยสอนภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[สพฐ.]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กประถม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30853</guid>
		<description><![CDATA[ ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ ผอ.สถาบันภาษาอังกฤษสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กล่าว ว่าตามที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศให้ปี 2555 เป็นปีแห่งการพูดภาษาอังกฤษ นั้น ส่วนของสพฐ.ได้ส่งนโยบายดังกล่าวไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศแล้ว เพื่อให้แจ้งต่อไปยังหน่วยงานและสถานศึกษาให้รับทราบและถือปฏิบัติพร้อมรณรงค์จัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาการเรียน การสอนด้านภาษาอังกฤษเกิดความเข้มแข็งและนำไปสู่การเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียนในปี 2558 &#8220;ที่ผ่านมาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมีประเด็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะครูโรงเรียนขนาดเล็กระดับประถมศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษส่งผลให้ครูไม่คุ้นเคยกับการเรียนการสอน และพบว่าหลายโรงเรียนจะไม่สอนภาษาอังกฤษในช่วงชั้นประถมศึกษาตอนต้น  แต่จะไปสอนในช่วงชั้นประถมศึกษาตอนปลายแทน ทำให้การวางรากฐานภาษาอังกฤษเป็นปัญหาแม้จะมีความพยายามจัดอบรมครูก็ตาม ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าครูมีภาระงานมากหากจะให้มาฝึกฝนภาษาอังกฤษอีกก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ”  ดร.วัฒนาพรกล่าว           นางสาวนวลอาภา ใจอารีย์อาจารย์โรงเรียนวัดใหญ่บ้านบ่อ จ.สมุทรสาคร มีความเห็นในเรื่องนี้ว่า เป็นโครงการที่ดี แต่ในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก “ตอนนี้ยังไม่มีคำสั่งออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วตอนนี้สอนภาษาอังกฤษเด็กชั้นป.4-6  เด็กบางคนเอบีซี ยังไม่รู้จักเลยจะให้สนทนาเป็นภาษาอังกฤษก็คงทำได้ยาก มันต้องพร้อมทั้งครู และนักเรียน” นวลอาภา กล่าว           นางสาวบุรินทร์พร ภาลาอาจารย์โรงเรียนดอนตาลวิทยา จ.มุกดาหาร กล่าวว่า รัฐน่าจะมองในภาพรวมด้วย  เพราะเรื่องนี้อาจจะทำได้แค่ในโรงเรียนใหญ่ๆ หรือโรงเรียนนำร่องหากเป็นโรงเรียนเล็กๆในชนบท แค่นักเรียนเรียนจบตามเกณฑ์หรือจะพูดภาษาไทยให้ชัด ก็ยากแล้วอีกทั้งครูที่ไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษก็อาจจะสื่อสารภาษาอังกฤษ ไม่ได้ หรือไม่คุ้นเคยกับการจัดการเรียนการสอน เป็นภาษาอังกฤษ  สิ่งที่น่าจะทำได้อาจจะค่อยๆเพิ่มกิจกรรมสอดแทรกเข้าไป เช่นการให้นักเรียนส่งตัวแทนมาพูดภาษาอังกฤษหน้าเสาธงตอนเช้าหรืออาจารย์พูดภาษาอังกฤษกับเด็กตอนเช้าสู่บทเรียนในวิชาต่างๆแต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะทำให้เราเห็นความสำคัญและสนใจภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้นเพื่อรับมือกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคต ผอ.สถาบันภาษาอังกฤษ กล่าวถึงการแก้ปัญหาดังกล่าว ว่าสพฐ.ได้จัดให้มีสื่อการเรียนการสอนสำเร็จรูปที่เรียกว่า Teacher Kit มีขั้นตอนการสอนวิชาต่าง ๆ อย่างครบถ้วน สำหรับครูที่ไม่จบเอกภาษาอังกฤษ  ซึ่งจะช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี ต่อจากนี้ครูผู้สอนภาษาอังกฤษทุกระดับจะต้องเข้ารับการอบรมด้านภาษาอังกฤษให้มากยิ่งขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%9e%e0%b8%90-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%81-teacher-kit-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87/" layout="button_count"></fb:like></span><p style="text-align: center;"><strong><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/20120119104137.jpg"><img class="size-medium wp-image-30854 aligncenter" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/20120119104137-300x180.jpg" alt="" width="300" height="180" /></a> ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์</strong> ผอ.สถาบันภาษาอังกฤษสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กล่าว ว่าตามที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศให้ปี <a href="http://blog.eduzones.com/anisada/86854">2555 เป็นปีแห่งการพูดภาษาอังกฤษ</a> นั้น ส่วนของสพฐ.ได้ส่งนโยบายดังกล่าวไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศแล้ว เพื่อให้แจ้งต่อไปยังหน่วยงานและ<span id="more-30853"></span>สถานศึกษาให้รับทราบและถือปฏิบัติพร้อมรณรงค์จัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาการเรียน <strong>การสอนด้านภาษาอังกฤษ</strong>เกิดความเข้มแข็งและนำไปสู่การเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียนในปี 2558</p>
<p>&#8220;ที่ผ่านมาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมีประเด็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะครูโรงเรียนขนาดเล็กระดับประถมศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษส่งผลให้ครูไม่คุ้นเคยกับการเรียนการสอน และพบว่าหลายโรงเรียนจะไม่สอนภาษาอังกฤษในช่วงชั้นประถมศึกษาตอนต้น  แต่จะไปสอนในช่วงชั้นประถมศึกษาตอนปลายแทน ทำให้การวางรากฐานภาษาอังกฤษเป็นปัญหาแม้จะมีความพยายามจัดอบรมครูก็ตาม ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าครูมีภาระงานมากหากจะให้มาฝึกฝนภาษาอังกฤษอีกก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ”  ดร.วัฒนาพรกล่าว</p>
<p><strong>          นางสาวนวลอาภา ใจอารีย์</strong>อาจารย์โรงเรียนวัดใหญ่บ้านบ่อ จ.สมุทรสาคร มีความเห็นในเรื่องนี้ว่า เป็นโครงการที่ดี แต่ในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก</p>
<p>“ตอนนี้ยังไม่มีคำสั่งออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วตอนนี้สอนภาษาอังกฤษเด็กชั้นป.4-6  เด็กบางคนเอบีซี ยังไม่รู้จักเลยจะให้สนทนาเป็นภาษาอังกฤษก็คงทำได้ยาก มันต้องพร้อมทั้งครู และนักเรียน” นวลอาภา กล่าว</p>
<p><strong>          นางสาวบุรินทร์พร ภาลา</strong>อาจารย์โรงเรียนดอนตาลวิทยา จ.มุกดาหาร กล่าวว่า รัฐน่าจะมองในภาพรวมด้วย  เพราะเรื่องนี้อาจจะทำได้แค่ในโรงเรียนใหญ่ๆ หรือโรงเรียนนำร่องหากเป็นโรงเรียนเล็กๆในชนบท แค่นักเรียนเรียนจบตามเกณฑ์หรือจะพูดภาษาไทยให้ชัด ก็ยากแล้วอีกทั้งครูที่ไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษก็อาจจะสื่อสารภาษาอังกฤษ ไม่ได้ หรือไม่คุ้นเคยกับการจัดการเรียนการสอน เป็นภาษาอังกฤษ  สิ่งที่น่าจะทำได้อาจจะค่อยๆเพิ่มกิจกรรมสอดแทรกเข้าไป เช่นการให้นักเรียนส่งตัวแทนมาพูดภาษาอังกฤษหน้าเสาธงตอนเช้าหรืออาจารย์พูดภาษาอังกฤษกับเด็กตอนเช้าสู่บทเรียนในวิชาต่างๆแต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะทำให้เราเห็นความสำคัญและสนใจภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้นเพื่อรับมือกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคต</p>
<p>ผอ.สถาบันภาษาอังกฤษ กล่าวถึงการแก้ปัญหาดังกล่าว ว่าสพฐ.ได้จัดให้มีสื่อการเรียนการสอนสำเร็จรูปที่เรียกว่า <strong>Teacher Kit </strong>มีขั้นตอนการสอนวิชาต่าง ๆ อย่างครบถ้วน สำหรับครูที่ไม่จบเอกภาษาอังกฤษ  ซึ่งจะช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี ต่อจากนี้ครูผู้สอนภาษาอังกฤษทุกระดับจะต้องเข้ารับการอบรมด้านภาษาอังกฤษให้มากยิ่งขึ้น</p>
<p>และ สพฐ.จะนำสื่อการเรียนการสอน <strong>Teacher Kit</strong> ซึ่งเป็น<strong>สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กระดับประถมศึกษา </strong>ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากโปรแกรมได้หลากหลาย เช่น  การเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านบทเพลง หรือการสนทนาในรูปของบทเพลง เกมส์  นิทานพจนานุกรมภาพที่สวยงาม  ซึ่งเด็กๆสามารถจดจำได้ง่ายการเลือกส่งการ์ดอิเล็กทรอนิกส์ (E-Card) ให้เพื่อนๆ เป็นต้น มาแจกให้แก่โรงเรียนระดับประถมศึกษาอีก 21,000 โรง   เพื่อช่วยเอื้อให้ครูที่มีภาระในการสอนทุกวิชาในระดับนี้ จัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 ต่อไป</p>
<p style="text-align: left;">
<p style="text-align: left;">ที่มา : eduzone.com</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%9e%e0%b8%90-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%81-teacher-kit-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%9e%e0%b8%90-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b8%81-teacher-kit-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เตรียมพบคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของนักเรียนกทม. 27 ม.ค. นี้</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Jan 2012 04:11:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[MUSIC FOR ALL]]></category>
		<category><![CDATA[คอนเสิร์ตนักเรียนกทม.]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันดนตรี KPN]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30756</guid>
		<description><![CDATA[กทม. เปิดเวทีใหญ่ให้นักเรียนกว่า 400 คน จากโรงเรียนในสังกัด 90 แห่ง แสดงศักยภาพทางดนตรีผ่านคอนเสิร์ต Music For All มุ่งส่งเสริมและพัฒนาทักษะความสามารถทางดนตรี อีกทั้งมีประสบการณ์ตรงในการแสดงออกต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก สามารถแสดงดนตรีได้อย่างมั่นใจ มีสติ (12 ม.ค. 55) เวลา 10.00 น. ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม. : นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานแถลงข่าวการแสดงผลงานทางดนตรีของนักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร คอนเสิร์ต Music For All กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการศึกษา ร่วมกับสถาบันดนตรี KPN จัดทำโครงการพัฒนาทักษะทางดนตรีแก่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 6 รายวิชา ได้แก่ เปียโนขั้นต้น คีย์บอร์ดขั้นต้น กีตาร์ขับร้องขั้นต้น กีตาร์อะคูสติกขั้นต้น กีตาร์เบสขั้นต้น และกลองชุดขั้นต้น เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถในการบรรเลงดนตรี ขับร้องเพลง และมีประสบการณ์ในการแสดง ต่อสาธารณชน ด้วยการจัดแสดงคอนเสิร์ต MUSIC FOR ALL ขึ้นในวันที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%84/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/music_board_pink.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-30757" title="music_board_pink" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/music_board_pink-300x195.jpg" alt="" width="300" height="195" /></a>กทม. เปิดเวทีใหญ่ให้นักเรียนกว่า 400 คน จากโรงเรียนในสังกัด 90 แห่ง แสดงศักยภาพทางดนตรีผ่านคอนเสิร์ต Music For All มุ่งส่งเสริมและพัฒนาทักษะความสามารถทางดนตรี อีกทั้งมีประสบการณ์ตรงในการแสดงออกต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก สามารถแสดงดนตรีได้อย่างมั่นใจ มีสติ<br />
<span id="more-30756"></span><br />
(12 ม.ค. 55) เวลา 10.00 น. ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม. : <strong>นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร </strong>เป็นประธานแถลงข่าวการแสดงผลงานทางดนตรีของนักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร คอนเสิร์ต Music For All</p>
<p>กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการศึกษา ร่วมกับสถาบันดนตรี KPN จัดทำโครงการพัฒนาทักษะทางดนตรีแก่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 6 รายวิชา ได้แก่ เปียโนขั้นต้น คีย์บอร์ดขั้นต้น กีตาร์ขับร้องขั้นต้น กีตาร์อะคูสติกขั้นต้น กีตาร์เบสขั้นต้น และกลองชุดขั้นต้น เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถในการบรรเลงดนตรี ขับร้องเพลง และมีประสบการณ์ในการแสดง ต่อสาธารณชน ด้วยการจัดแสดงคอนเสิร์ต MUSIC FOR ALL ขึ้นในวันที่ 27 ม.ค. 55 ตั้งแต่เวลา 14.00 – 16.00 น. ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวแทนนักเรียนกว่า 400 คน จากโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 90 แห่ง ร่วมกันแสดงคอนเสิร์ตใหญ่อย่างเต็มรูปแบบร่วมกับนักร้องที่มีชื่อเสียง อาทิ นก พริมาภา กรโรจนชวิน ( KPN Award 2009 ) เป็ก ผลิตโชค อายนบุตร หนึ่ง จักรวาร เสาธงยุติธรรม หนึ่ง ETC. และฮาย อาภาพร นครสวรรค์ โดยแบ่งการแสดงออกเป็น 5 ชุด ได้แก่ ชุด We Love Music ชุด The Little Star ชุด The Rising Star ชุด Music is My Life และชุด The Inspiration (Grand Finale)</p>
<p>รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ครอบคลุมและเสริมสร้างทักษะ ด้านต่างๆ แก่เด็กนักเรียนในสังกัดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดให้มีหลักสูตรการเรียนด้านดนตรีด้วยซึ่งมีการปรับรายละเอียดและเนื้อหา ให้สอดคล้องเหมาะสมกับวัยที่สามารถพัฒนาศักยภาพและความสามารถทางดนตรีของเด็กได้อย่างเต็มที่ ได้รับการฝึกฝนให้เกิด ความชำนาญ ซึ่งกรุงเทพมหานครได้รับความร่วมมือจากสถาบันดนตรี KPN ในการถ่ายทอดความรู้ และเทคนิคทางดนตรีที่เป็นประโยชน์ ต่อครูและนักเรียนอย่างมาก ถือเป็นการเปิดโอกาสและส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ทักษะทางดนตรีอย่างถูกต้องและทั่วถึง นอกจากนี้กรุงเทพมหานครได้จัดให้มีการเรียนรู้ระบบ E-Learning ด้วย เป็นการช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตนเองผ่านเทคโนโลยีได้อีกหนึ่งช่องทางไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน การจัดแสดงคอนเสิร์ต Music For All ในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครได้มีเวทีในการแสดงความสามารถทางด้านดนตรีครบทุกด้านทั้งการร้อง เต้นท่ามกลางระบบแสง สี และ เสียงเต็มรูปแบบ เด็กที่ร่วมแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้จะได้รับประสบการณ์ตรงจากการแสดงดนตรีต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก และถือเป็น บันไดขั้นแรกของการก้าวสู่นักดนตรีอาชีพต่อไปในอนาคตได้ ซึ่งกรุงเทพมหานครจะมีการจัดกิจกรรมรูปแบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กเกิดนักเรียนเกิดความชำนาญและมีเวทีในการแสดงความสามารถทางดนตรีเพิ่มขึ้น</p>
<p>สำหรับการแสดงคอนเสิร์ต Music For All เปิดให้ชมฟรี บัตรมีจำนวนจำกัด ผู้สนใจติดต่อขอรับบัตรเข้าชมและสอบถามรายละเอียดที่ หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักการศึกษา โทร. 0 2437 6631 – 5 ต่อ 3472 หรือโทร. 0 2717 0222 ต่อ 122</p>
<p>ที่มา : prbangkok.com</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%84/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลักสูตรวิชาชีพจะให้ได้ผลต้องเปลี่ยนแนวคิดวิธีจัดกันใหม่</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Jan 2012 15:02:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการศึกษาของไทย]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาสายอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษะด้านอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรวิชาชีพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30706</guid>
		<description><![CDATA[จากการที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายต้องการส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้มีทักษะด้านอาชีพ เพื่อรองรับกับการมีงานทำและเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพด้านการประกอบอาชีพในอนาคต พร้อมรองรับกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องดี หากหลักสูตรที่ว่านี้มีเป้าหมายมุ่งพัฒนาความสามารถเด็กที่แต่ละคนมีอยู่อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดในการศึกษาต่อระดับสูงทั้งสายสามัญและสายอาชีพจนเกิดความเป็นเลิศเต็มตามศักยภาพที่มีอยู่อย่างแท้จริง แต่หากเป็นหลักสูตรวิชาชีพที่ไปบังคับเด็กต้องเรียนตามที่ฝ่ายเหนือกำหนดโดยไม่นึกถึงศักยภาพความต้องการของเด็กแล้วประโยชน์ก็คงเกิดขึ้นไม่มากนัก สุดท้ายก็คงเหลือแค่ว่ามีหลักสูตรวิชาชีพเพิ่มให้เด็กต้องเรียนรู้เพื่อสอบให้ได้คะแนนผ่านตามเกณฑ์เท่านั้น หากผลสำเร็จเกิดได้แค่นี้ก็คงไม่ต้องมาคิดกันใหม่เพราะด้วยหลักสูตรการศึกษาที่ผ่านมาแทบจะทุกฉบับต่างก็ได้กำหนดการเรียนรู้พื้นฐานด้านวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการศึกษา พ.ศ.  2503 ที่ได้กำหนดอยู่ในส่วนหัตถศึกษา หลักสูตร พ.ศ.  2521 เป็นวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) หรือหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็จัดอยู่ในกลุ่มสาระการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นต้น นอกจากนั้นในส่วนของระบบการจัดการศึกษาของชาติก็จัดให้มีสายอาชีพไว้อย่างชัดเจน ทำให้การเรียนรู้วิชาชีพจึงมิใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่ที่ผ่านมาการพัฒนาส่งเสริมทักษะด้านอาชีพให้กับเด็กและเยาวชนยังไม่บรรลุเป้าหมายของการจัดตั้งการศึกษาสายอาชีพเท่าที่ควร ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากเจตคติของเด็กและผู้ปกครองกับการศึกษาในยุคหลัง ๆ จนถึงปัจจุบันแปรเปลี่ยนไป ด้วยไปคิดว่าการประกอบอาชีพตามสิ่งที่บรรพบุรุษทำกันมามีความลำบากหรือด้อยเกียรติไม่เหมือนการทำงานในห้องแอร์เป็นมนุษย์เงินเดือนทั้งที่อาชีพด้านเกษตรกรรมและงานฝีมือต่าง ๆ นั้นมีความพร้อมในทรัพยากรที่จะดำเนินการอย่างดียิ่งก็ตาม เมื่อความต้องการเป็นไปเช่นนี้การศึกษาของเด็กจึงมุ่งไปทางสายสามัญเป็นส่วนใหญ่โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ปริญญา โดยที่ไม่รู้ว่าจะมีงานใดมารองรับได้ในอนาคต ส่วนการจัดการศึกษาสายอาชีพเองก็มุ่งไปทางด้านปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้การเรียนรู้วิชาชีพหนักไปทางทฤษฎีมากกว่าที่จะสร้างสมทักษะประสบการณ์ภาคปฏิบัติจนเกิดความชำนาญด้านปฏิบัติจริง เมื่อรวมถึงความไม่พร้อมของสถาบันการจัดการศึกษาอาชีพเองที่ขาดความพร้อมและความทันสมัยของเครื่องมือ สื่อ วัสดุอุปกรณ์ในการที่จะฝึกให้กับผู้เรียน แต่เมื่อจบออกมาต้องเจอกับเครื่องรุ่นใหม่จึงไม่สามารถดำเนินการได้หรือขาดความชำนาญซึ่งจะผิดกับเด็กที่อยู่ตามอู่รถหรือร้านซ่อมครุภัณท์ต่าง ๆ แม้ไม่ได้เรียนรู้หลักการทฤษฎี แต่จากการที่ได้ฝึกปฏิบัติจริงกับเครื่องยนต์ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ที่แตกต่างกันอยู่ทุกวันทำให้เกิดทักษะประสบการณ์ ความชำนาญจึงมีมากกว่า แต่เด็กกลุ่มนี้กลับไม่มีโอกาสที่จะได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างสูงด้วยไม่มีวุฒิการศึกษา ทั้งนี้เพราะการรับบุคลากรเข้าทำงานทั้งในภาครัฐ และเอกชน ต่างก็ยังต้องใช้วุฒิการศึกษามาเป็นคุณสมบัติในการรับคนเข้าทำงานมากกว่าจะดูที่ความชำนาญและประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และที่ร้ายกว่านั้นก็ยังมีบริษัทภาคเอกชนจำนวนไม่น้อยที่ทำธุรกิจมุ่งแต่ผลกำไรเป็นหลักจึงคิดจ้างแต่แรงงานราคาถูกไม่มีคุณภาพเข้ามาดำเนินการ จึงทำให้ผู้จบการศึกษาสายอาชีพถูกกดค่าแรงตามไปด้วยจึงไม่ค่อยมีผู้สนใจที่จะเรียนสายอาชีพมากนัก ดังนั้นการที่จะคิดพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีทักษะอาชีพตามที่ตนเองถนัด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/4878.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30713" title="4878" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/4878-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a></p>
<p>จากการที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายต้องการส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้มีทักษะด้านอาชีพ เพื่อรองรับกับการมีงานทำและเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพด้านการประกอบอาชีพในอนาคต พร้อมรองรับกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องดี หากหลักสูตรที่ว่านี้มีเป้าหมายมุ่ง<span id="more-30706"></span>พัฒนาความสามารถเด็กที่แต่ละคนมีอยู่อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดในการศึกษาต่อระดับสูงทั้งสายสามัญและสายอาชีพจนเกิดความเป็นเลิศเต็มตามศักยภาพที่มีอยู่อย่างแท้จริง แต่หากเป็นหลักสูตรวิชาชีพที่ไปบังคับเด็กต้องเรียนตามที่ฝ่ายเหนือกำหนดโดยไม่นึกถึงศักยภาพความต้องการของเด็กแล้วประโยชน์ก็คงเกิดขึ้นไม่มากนัก สุดท้ายก็คงเหลือแค่ว่ามีหลักสูตรวิชาชีพเพิ่มให้เด็กต้องเรียนรู้เพื่อสอบให้ได้คะแนนผ่านตามเกณฑ์เท่านั้น</p>
<p>หากผลสำเร็จเกิดได้แค่นี้ก็คงไม่ต้องมาคิดกันใหม่เพราะด้วยหลักสูตรการศึกษาที่ผ่านมาแทบจะทุกฉบับต่างก็ได้กำหนดการเรียนรู้พื้นฐานด้านวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการศึกษา พ.ศ.  2503 ที่ได้กำหนดอยู่ในส่วนหัตถศึกษา หลักสูตร พ.ศ.  2521 เป็นวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) หรือหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็จัดอยู่ในกลุ่มสาระการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นต้น</p>
<p>นอกจากนั้นในส่วนของระบบการจัดการศึกษาของชาติก็จัดให้มีสายอาชีพไว้อย่างชัดเจน ทำให้การเรียนรู้วิชาชีพจึงมิใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่ที่ผ่านมาการพัฒนาส่งเสริมทักษะด้านอาชีพให้กับเด็กและเยาวชนยังไม่บรรลุเป้าหมายของการจัดตั้งการศึกษาสายอาชีพเท่าที่ควร ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากเจตคติของเด็กและผู้ปกครองกับการศึกษาในยุคหลัง ๆ จนถึงปัจจุบันแปรเปลี่ยนไป ด้วยไปคิดว่าการประกอบอาชีพตามสิ่งที่บรรพบุรุษทำกันมามีความลำบากหรือด้อยเกียรติไม่เหมือนการทำงานในห้องแอร์เป็นมนุษย์เงินเดือนทั้งที่อาชีพด้านเกษตรกรรมและงานฝีมือต่าง ๆ นั้นมีความพร้อมในทรัพยากรที่จะดำเนินการอย่างดียิ่งก็ตาม เมื่อความต้องการเป็นไปเช่นนี้การศึกษาของเด็กจึงมุ่งไปทางสายสามัญเป็นส่วนใหญ่โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ปริญญา โดยที่ไม่รู้ว่าจะมีงานใดมารองรับได้ในอนาคต</p>
<p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/020.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-30714" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/020-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a>ส่วนการจัดการศึกษาสายอาชีพเองก็มุ่งไปทางด้านปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้การเรียนรู้วิชาชีพหนักไปทางทฤษฎีมากกว่าที่จะสร้างสมทักษะประสบการณ์ภาคปฏิบัติจนเกิดความชำนาญด้านปฏิบัติจริง เมื่อรวมถึงความไม่พร้อมของสถาบันการจัดการศึกษาอาชีพเองที่ขาดความพร้อมและความทันสมัยของเครื่องมือ สื่อ วัสดุอุปกรณ์ในการที่จะฝึกให้กับผู้เรียน แต่เมื่อจบออกมาต้องเจอกับเครื่องรุ่นใหม่จึงไม่สามารถดำเนินการได้หรือขาดความชำนาญซึ่งจะผิดกับเด็กที่อยู่ตามอู่รถหรือร้านซ่อมครุภัณท์ต่าง ๆ แม้ไม่ได้เรียนรู้หลักการทฤษฎี แต่จากการที่ได้ฝึกปฏิบัติจริงกับเครื่องยนต์ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ที่แตกต่างกันอยู่ทุกวันทำให้เกิดทักษะประสบการณ์ ความชำนาญจึงมีมากกว่า แต่เด็กกลุ่มนี้กลับไม่มีโอกาสที่จะได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างสูงด้วยไม่มีวุฒิการศึกษา ทั้งนี้เพราะการรับบุคลากรเข้าทำงานทั้งในภาครัฐ และเอกชน ต่างก็ยังต้องใช้วุฒิการศึกษามาเป็นคุณสมบัติในการรับคนเข้าทำงานมากกว่าจะดูที่ความชำนาญและประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และที่ร้ายกว่านั้นก็ยังมีบริษัทภาคเอกชนจำนวนไม่น้อยที่ทำธุรกิจมุ่งแต่ผลกำไรเป็นหลักจึงคิดจ้างแต่แรงงานราคาถูกไม่มีคุณภาพเข้ามาดำเนินการ จึงทำให้ผู้จบการศึกษาสายอาชีพถูกกดค่าแรงตามไปด้วยจึงไม่ค่อยมีผู้สนใจที่จะเรียนสายอาชีพมากนัก</p>
<p>ดังนั้นการที่จะคิดพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีทักษะอาชีพตามที่ตนเองถนัด เพื่อให้สามารถสร้างผลงานหรือผลิตงานเป็น “เถ้าแก่น้อย” ในอนาคตได้คงจะต้องปรับเปลี่ยนเจตคติและวิธีการพัฒนาในหลาย ๆส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเลยก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของเจตคติด้านการศึกษาของผู้ปกครองเอง ที่จะต้องเปลี่ยนทัศนคติจากที่ต้องการเห็นลูกเรียนเก่งด้านวิชาการสายสามัญเพื่อหวังเข้าโรงเรียนเด่น มหาวิทยาลัยดังและมีเป้าหมายอยู่ที่ปริญญาอย่างเดียว ทั้งที่ลูกหลานมีศักยภาพด้านสายอาชีพอยู่ในตัว หากเป็นเช่นนี้ก็ต้องหันมาส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้งานด้านอาชีพตามศักยภาพและทักษะที่มีอยู่อย่างเต็มที่บ้าง เพื่ออนาคตข้างหน้าจะได้ประกอบอาชีพตรงกับความถนัดและความสนใจ และที่สำคัญจะทำให้การเรียนรู้ในปัจจุบันมีความสุขและเกิดคุณค่ากับผู้เรียนอย่างแท้จริง</p>
<p>ส่วนในด้านหลักสูตรและวิธีการพัฒนาก็คงต้องจัดให้สอดคล้องกับวัยและระดับการศึกษาของเด็ก เช่น ระดับประถมศึกษา ก็คงจะต้องเน้นด้านจิตสำนึกของเด็กให้มีนิสัยรักการทำงาน มีเจตคติที่ดีกับงานสุจริต และมีความมุ่งมั่น อดทนกับการทำงาน มากกว่าที่จะไปเน้นให้ฝึกทักษะจนสามารถประกอบอาชีพได้ เพราะยังเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่นั่นเอง ส่วนระดับมัธยมศึกษา นอกจากจะเน้นการสร้างจิตสำนึกให้มีนิสัยรักการทำงานแล้วก็คงจะต้องวางรากฐานในวิชาชีพที่ผู้เรียนมีความถนัดและศักยภาพที่มีอยู่อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ด้วยวิธีการเปิดโรงเรียนเฉพาะทางรองรับศักยภาพด้านต่าง ๆ เช่นเดียวกับ โรงเรียนกีฬา หรือโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ให้มากขึ้น ซึ่งก็จะช่วยทำให้เด็กได้รับการพัฒนาตรงตามศักยภาพ ความสามารถที่มีอยู่และเรียนรู้พร้อมฝึกในสิ่งที่ตนเองมีความถนัดอย่างลึกซึ้ง ต่อเนื่อง จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพนั้น ๆ ในอนาคต ไม่ใช่ถูกบังคับให้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่มีทักษะความสามารถ ผลที่เกิดขึ้นก็คงไม่ผิดกับเป็ดง่อยเป็นแน่<br />
<a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/164.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-30715" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/164-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a><br />
ส่วนวิธีการจัดการศึกษาสายอาชีพโดยตรงนั้นก็ควรมุ่งเป้าไปที่การผลิตบุคลากรด้านวิชาชีพสาขาต่าง ๆ ให้เกิดความเชี่ยวชาญ เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องสามารถปฏิบัติงานในสาขาวิชาชีพที่เรียนมาอย่างมีคุณภาพ ความสำเร็จส่วนนี้คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการดำเนินงานของสถานศึกษาฝ่ายเดียวแต่คงจะต้องอาศัยทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานโดยเฉพาะบริษัท ห้างร้าน ภาคเอกชน ที่มีความพร้อมและทันสมัยทั้งเครื่องมือ  อุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญในงานแต่ละสาขาหากสามารถทำ MOU กับเครือข่ายภาคีที่ว่านี้ได้แล้ว สถาบันการศึกษาก็ควรจะทำหน้าที่เพียงให้ความรู้ด้านหลักการ ทฤษฎี เท่านั้น ส่วนการฝึกปฏิบัติจริงควรให้เป็นหน้าที่ของภาคีเครือข่าย ซึ่งหากสามารถดำเนินการเช่นนี้ได้แล้วเมื่อภาคเอกชนเห็นว่าผู้เรียนมีความชำนาญในการปฏิบัติงานในสาขาที่ฝึกก็สามารถรับเข้าทำงานได้เลยโดยไม่ต้องมาสนใจกับใบประกาศหรือปริญญาบัตรเช่นปัจจุบันอีกต่อไป หากทำได้เช่นนี้ผู้เรียนก็จะมีความเชี่ยวชาญและมีงานในสาขาที่ถนัดทำ ส่วนบริษัทก็จะได้บุคลากรที่มีคุณภาพตามที่ต้องการ ซึ่งก็จะส่งผลถึงคุณภาพของงานก็เกิดขึ้นตามมาอีกด้วย</p>
<p>ส่วนสุดท้ายที่รัฐบาลจะต้องเร่งส่งเสริมและดำเนินการให้เป็นผลอย่างต่อเนื่องและได้มาตรฐาน ก็คือ ต้องหาตลาดรองรับกับผลผลิตสินค้าของชุมชนที่จะเกิดขึ้นจากการผลิตของบรรดาเถ้าแก่น้อย รวมถึงการตั้งราคามาตรฐานกลางที่สามารถทำให้ผู้ผลิตมีรายได้อย่างสมเหตุสมผล เพียงพอกับการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่ส่งเสริมให้ประชาชนผลิตสินค้าแต่ไม่มีตลาดหรือแหล่งที่จะรับซื้อรองรับให้ ซึ่งการที่ผู้ผลิตไม่มีความสามารถในด้านการตลาดแม้สินค้าจะมีคุณภาพก็ไม่อาจทำให้สินค้าขายดีอยู่ได้เช่นกัน</p>
<p>จึงเห็นได้ว่าการคิดหรือหาวิธีการที่จะทำให้เด็กและเยาวชนไทยมีนิสัยรักการทำงานหรือมีทักษะในการประกอบอาชีพตามที่ตนเองถนัดหรือชอบได้นั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย แค่ทำให้มีหลักสูตรวิชาชีพหรือการบังคับให้เด็กต้องเรียนรู้อย่างเดียว แต่ความสำเร็จอย่างมั่นคงจะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยองค์ประกอบในหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่หน่วยหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันหาทางที่จะทำให้ปัจจัยรอบข้างที่ว่านี้มีเจตคติหรือแนวดำเนินการไปในทางเดียวกันให้ได้ มิฉะนั้นแล้ว ความสำเร็จด้านวิชาชีพของเด็กไทยก็คงไม่ต่างไปจากหลักสูตรการศึกษาเดิม ๆ ที่ใช้กันมา คือ เรียนให้ครบจบหลักสูตรแล้วก็ไม่สามารถนำไปประกอบอาชีพตามสาขาที่เรียนมาได้ สุดท้ายก็ออกไปแข่งขันเป็นมนุษย์เงินเดือนต่ำกับสายสามัญอยู่เช่นเดิมต่อไป.</p>
<p><em><strong>กลิ่น สระทองเนียม</strong></em></p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ห้องเรียนปั้น&#8217;นวัตกร&#8217;</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Jan 2012 15:25:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกร]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมทำเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[ศุภวรรณ ตันตยานนท์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตรธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30550</guid>
		<description><![CDATA[อาชีพในฝันของเด็กไทย คงไม่พ้นวิศวกร แพทย์ แอร์โฮสเตส ส่วนอาชีพ &#8220;นวัตกร&#8221; แทบจะไม่ถูกกล่าวถึง อาชีพในฝันของเด็กไทย คงไม่พ้นวิศวกร แพทย์ แอร์โฮสเตส นักแสดง ส่วนอาชีพ &#8220;นวัตกร&#8221; น่าจะติดอันดับท้ายๆ ของโผบัญชีอาชีพ หรือแทบจะไม่มีไม่ถูกกล่าวถึง แต่สำหรับองค์กรธุรกิจเอกชนแล้ว &#8220;นวัตกร&#8221; ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในโลกธุรกิจ มีความสำคัญไม่ต่างจาก &#8220;ห่านไข่ทองคำ&#8221; เหมือนกับที่ &#8220;สมบูรณ์  ฐิตินันท์สมบูรณ์&#8221; ที่นำงานวิจัยเกี่ยวกับข้าวที่อยู่บนหิ้งมาปัดฝุ่นสู่เชิงพาณิชย์ โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากข้าวกล้องงอก ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวกล้องราคาถูก สมบูรณ์เป็นทั้งนวัตกร, กรรมการผู้จัดการบริษัท อินโนฟู้ด (ไทยแลนด์) จำกัด และบัณฑิตรุ่นแรกจากหลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (สหสาขาวิชา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรที่ช่วยให้ประเทศมีนวัตกรที่มีความรู้ ความเข้าใจในการกระบวนการสร้างนวัตกรรมที่มีพื้นฐานจากงานวิจัยออกมาสู่ตลาดเพิ่มขึ้นทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้น : มากกว่าคำเรียกนวัตกรรม รศ.ศุภวรรณ ตันตยานนท์ ผู้อำนวยการหลักสูตรธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า หลักสูตรของจุฬาฯ แตกต่างจากหลักสูตรมหาวิทยาลัยอื่น ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับการเรียน MBA ที่เน้นเรื่องธุรกิจ อาจมีวิชาให้รู้จักว่า นวัตกรรม คืออะไร หรือรู้จักว่า ทรัพย์สินทางปัญญา สอดแทรกเข้าไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3/" layout="button_count"></fb:like></span><p><strong><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_423988_1.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-30551" title="news_img_423988_1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_423988_1-300x214.jpg" alt="" width="300" height="214" /></a>อาชีพในฝันของเด็กไทย คงไม่พ้นวิศวกร แพทย์ แอร์โฮสเตส ส่วนอาชีพ &#8220;นวัตกร&#8221; แทบจะไม่ถูกกล่าวถึง</strong></p>
<p>อาชีพในฝันของเด็กไทย คงไม่พ้นวิศวกร แพทย์ แอร์โฮสเตส นักแสดง ส่วนอาชีพ &#8220;นวัตกร&#8221; น่าจะติดอันดับท้ายๆ ของโผบัญชีอาชีพ หรือแทบจะไม่มีไม่ถูกกล่าวถึง<span id="more-30550"></span></p>
<p>แต่สำหรับองค์กรธุรกิจเอกชนแล้ว &#8220;นวัตกร&#8221; ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในโลกธุรกิจ มีความสำคัญไม่ต่างจาก &#8220;ห่านไข่ทองคำ&#8221;</p>
<p>เหมือนกับที่ &#8220;สมบูรณ์  ฐิตินันท์สมบูรณ์&#8221; ที่นำงานวิจัยเกี่ยวกับข้าวที่อยู่บนหิ้งมาปัดฝุ่นสู่เชิงพาณิชย์ โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากข้าวกล้องงอก ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวกล้องราคาถูก</p>
<p>สมบูรณ์เป็นทั้งนวัตกร, กรรมการผู้จัดการบริษัท อินโนฟู้ด (ไทยแลนด์) จำกัด และบัณฑิตรุ่นแรกจากหลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (สหสาขาวิชา)<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%20%A8%D8%CC%D2%C5%A7%A1%C3%B3%EC%C1%CB%D2%C7%D4%B7%C2%D2%C5%D1%C2" target="_blank"> จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</a></p>
<p>หลักสูตรที่ช่วยให้ประเทศมีนวัตกรที่มีความรู้ ความเข้าใจในการกระบวนการสร้างนวัตกรรมที่มีพื้นฐานจากงานวิจัยออกมาสู่ตลาดเพิ่มขึ้นทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้น</p>
<p><strong>: มากกว่าคำเรียกนวัตกรรม</strong></p>
<p>รศ.<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%C8%D8%C0%C7%C3%C3%B3%20%B5%D1%B9%B5%C2%D2%B9%B9%B7%EC" target="_blank">ศุภวรรณ ตันตยานนท์</a> ผู้อำนวยการหลักสูตรธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%20%A8%D8%CC%D2%C5%A7%A1%C3%B3%EC%C1%CB%D2%C7%D4%B7%C2%D2%C5%D1%C2" target="_blank">จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</a>  กล่าวว่า หลักสูตรของจุฬาฯ แตกต่างจากหลักสูตรมหาวิทยาลัยอื่น ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับการเรียน MBA ที่เน้นเรื่องธุรกิจ อาจมีวิชาให้รู้จักว่า นวัตกรรม คืออะไร หรือรู้จักว่า ทรัพย์สินทางปัญญา สอดแทรกเข้าไป</p>
<p>แต่แค่นั้น &#8220;ไม่พอ&#8221; สำหรับนิสิตจุฬาฯ การเรียนจะต้องลงลึกไปถึงงานวิจัยที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือที่ต่างๆ ในประเทศ มาเลือกเฟ้นให้เหมาะกับความต้องการตลาด</p>
<p>&#8220;ระหว่างนักวิชาการกับพ่อค้า ยังมีช่องว่างมหาศาล หลักสูตรนี้จะเป็นโอกาสให้นวัตกรมาอุดช่องว่างทั้งสองด้าน เพราะนักวิชาการมักไม่สนใจเรื่องตลาด ส่วนพ่อค้าไม่รู้เรื่องวิชาการ ฉะนั้น น่าจะมีกลุ่มที่เข้ามาแทรกตรงกลางเพื่อเป็นตัวเชื่อม&#8221;</p>
<p>ดังนั้น สิ่งที่หลักสูตรนี้ทำคือ การสร้าง &#8220;นวัตกร&#8221; มาต่อยอดงานวิจัยที่มีอยู่ ให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ</p>
<p>การจะปั้นนวัตกรขึ้นมา ต้องสอนให้เข้าใจกระบวนการสร้างนวัตกรรม เช่น  ต้องคิดเป็น คิดสร้างสรรค์ได้ รู้จักการสังเคราะห์ให้ออกมาเป็นรูปร่าง โดยอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือใช้พัฒนานวัตกรรม</p>
<p>&#8220;นวัตกรที่ดีต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ด้วยว่า นวัตกรรมที่ทำขึ้นมาจะขายใคร จะขายแบบไหน และส่งมอบอย่างไร&#8221; รศ.ศุภวรรณ กล่าว</p>
<p><strong>: ผสานศาสตร์และศิลป์</strong></p>
<p>ผศ.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย ผู้ช่วยเลขานุการหลักสูตรธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม จุฬาฯ เพิ่มเติมว่า นวัตกรไม่จำต้องปราดเปรื่องอย่างสตีฟ จ็อบส์ ที่คิดแล้วลงมือทำเป็นนวัตกรรมขึ้นมาเท่านั้น แต่นวัตกรยังหมายถึงผู้ที่รู้จักคิดต่อยอดจากงานวิจัยหรือความต้องตลาด ออกมาเป็นนวัตกรรมที่ขายได้ ดังนั้น หลักสูตรนี้จึงเน้นความหลากหลายในการเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ</p>
<p>&#8220;การทำงานจริงแค่ศาสตร์เดียวมันยังไม่พอ ต้องเรียนรู้หลายศาสตร์ที่จะทำให้สามารถสื่อสารกับทุกฝ่ายได้ จะทำให้ง่ายต่อการทำงาน หรือทำธุรกิจ เพราะถ้าเรียนลงลึกแค่ศาสตร์เดียวมุมมองจะแคบ&#8221;</p>
<p>ขณะเดียวกันยังมีความหลากหลายเรื่องของผู้สอนและผู้เรียน ที่มาจากหลากหลายสาขา ทั้งการธนาคาร การเงิน การแพทย์ พยาบาล ฯลฯ และมีพื้นฐานการศึกษาแตกต่างกัน โดยมีทั้งผู้ที่เรียนมาจากวิทยาศาสตร์และสายสังคมศาสตร์ จึงถือเป็นจุดแข็งของหลักสูตรนี้ ซึ่งแตกต่างจากหลักสูตรอื่นๆ</p>
<p>ผศ.ณัฐชา มองว่า จุดแข็งของหลักสูตรนี้ส่วนหนึ่งมาจากนิสิต ที่มีพื้นฐานความรู้และประสบการณ์การทำงานหลากหลาย แนวคิดของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน แต่เมื่อเรียนร่วมกันจะได้มุมมองความคิดรอบด้านขึ้น ทำให้นวัตกรรมที่คิดจะตอบโจทย์ครอบคลุมมากขึ้น นิสิตยังได้เครือข่ายและความสัมพันธ์ที่กว้างขวาง มาช่วยเหลือในการทำงานมากขึ้นด้วย</p>
<p>&#8220;สังเกตได้ว่า ถ้าคนคิดนวัตกรรมมาจากศาสตร์เดียวจะทำให้ขาดบางส่วนไป  เช่น วิศวกรอาจจะออกแบบฟังก์ชันดีแต่ดีไซน์ไม่ได้  ฝั่งนักออกแบบจะเน้นดีไซน์อย่างเดียว ฟังก์ชันใช้งานไม่ได้&#8221;</p>
<p>หลักสูตรนี้จึงเป็นการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบ ด้วยการบูรณาการในทุกศาสตร์เข้าด้วยกันแล้ว เกิดความลงตัวที่พอดี  อย่างไอโฟน ซัมซุง ที่ประสบความสำเร็จ ล้วนมีส่วนผสมของทั้งสองศาสตร์อย่างชัดเจน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สรุปข่าวเด่น การศึกษาไทย ประจำปี2554</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Jan 2012 08:55:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากรทางการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สรุปข่าวเด่นปี2554]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30509</guid>
		<description><![CDATA[น้ำท่วมกระทบการศึกษา เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ของประเทศไทยในช่วงปลายปี 2554 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่วงการศึกษาไทยอย่างหนัก ทำให้มีสถานศึกษาทุกระดับได้รับความเสียหายกว่า 3,161 แห่ง รวมมูลค่าเกิน 6,855 ล้านบาท  ยังไม่นับรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับนักเรียน นักศึกษาที่ประเมินมูลค่าไม่ได้อีก น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ยังได้ส่งผลกระทบถึงการเปิดภาคเรียนที่ 2/2554  ตารางการสอน รวมถึงปฏิทินการสอบต่าง ๆ ทั้งระบบที่ต้องมีการเลื่อนแบบโดมิโน โดยเฉพาะนักเรียน ชั้น ม.6 ที่จะเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องจ้องปฏิทินการรับสมัครของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างตาไม่กะพริบ เพราะถ้าพลาดแล้วก็จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก เก้าอี้ดนตรีผู้บริหาร ศธ. การแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการในยุคที่ “นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” เป็นเสนาบดี ดูเหมือนจะอาการหนักมีประเด็นให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก มีการวางตัวผู้บริหารองค์กรหลักแบบไม่คำนึงถึงหลักการใด ๆ  โดยเฉพาะการโยกย้าย นายอภิชาติ จีระวุฒิ จากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปนั่งเก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ทั้งที่ไม่เคยผ่านงานด้านการอุดมศึกษามาก่อน และตอกย้ำด้วยการแต่งตั้งนายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ซึ่งเป็นนักบริหารระดับ 10 เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) นักบริหารระดับ 11 จนเกิดความวุ่นวายขึ้น ทำให้นายประเสริฐต้องทำบันทึกขอสละตำแหน่งที่เพิ่งได้รับมาเพียงแค่ข้ามคืน นำไปสู่การกลับมติคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนตัวเลขาธิการ กอศ.เป็น ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ แทน ทั้งที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แจกแท็บเล็ตทั้งที่ไม่พร้อม นโยบายส่งเสริมให้นักเรียนทุกระดับชั้นได้ใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต เพื่อการศึกษาของรัฐบาล เป็นสิ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่คนไทยอย่างมาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/20111229112413.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30510" title="20111229112413" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/20111229112413-300x198.jpg" alt="" width="300" height="198" /></a></p>
<p><strong>น้ำท่วมกระทบการศึกษา</strong></p>
<p>เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ของประเทศไทยในช่วงปลายปี 2554 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่วงการศึกษาไทยอย่างหนัก ทำให้มีสถานศึกษาทุกระดับได้รับความเสียหายกว่า 3,161 แห่ง รวมมูลค่าเกิน 6,855 ล้านบาท  ยังไม่นับรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับนักเรียน นักศึกษาที่ประเมินมูลค่าไม่ได้อีก น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ยัง<span id="more-30509"></span>ได้ส่งผลกระทบถึงการ<strong>เปิดภาคเรียนที่ 2/2554 </strong> ตารางการสอน รวมถึงปฏิทินการสอบต่าง ๆ ทั้งระบบที่ต้องมีการเลื่อนแบบโดมิโน โดยเฉพาะนักเรียน ชั้น ม.6 ที่จะเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องจ้องปฏิทินการรับสมัครของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างตาไม่กะพริบ เพราะถ้าพลาดแล้วก็จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก</p>
<p><strong>เก้าอี้ดนตรีผู้บริหาร ศธ.</strong></p>
<p>การแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการในยุคที่ <strong>“นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล”</strong> เป็นเสนาบดี ดูเหมือนจะอาการหนักมีประเด็นให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก มีการวางตัวผู้บริหารองค์กรหลักแบบไม่คำนึงถึงหลักการใด ๆ  โดยเฉพาะการโยกย้าย<strong> นายอภิชาติ จีระวุฒิ </strong>จากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปนั่งเก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ทั้งที่ไม่เคยผ่านงานด้านการอุดมศึกษามาก่อน และตอกย้ำด้วยการแต่งตั้ง<strong>นายประเสริฐ บุญเรือง</strong> เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ซึ่งเป็นนักบริหารระดับ 10 เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) นักบริหารระดับ 11 จนเกิดความวุ่นวายขึ้น ทำให้นายประเสริฐต้องทำบันทึกขอสละตำแหน่งที่เพิ่งได้รับมาเพียงแค่ข้ามคืน นำไปสู่การกลับมติคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนตัวเลขาธิการ กอศ.เป็น <strong>ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์</strong> แทน ทั้งที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)</p>
<p><strong>แจกแท็บเล็ตทั้งที่ไม่พร้อม</strong></p>
<p>นโยบายส่งเสริมให้นักเรียนทุกระดับชั้นได้ใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์<strong>แท็บเล็ต </strong>เพื่อการศึกษาของรัฐบาล เป็นสิ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่คนไทยอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กนักเรียนทุกคนเพราะคิดว่าจะได้รับตามนโยบายที่พรรคเพื่อไทย ประกาศเมื่อตอนหาเสียง ซึ่งก็มีทั้งกระแสสนับสนุนและต่อต้านจากทุกวงการ โดยเฉพาะที่ไม่เห็นด้วย เพราะเกรงว่าเด็กจะเอาไปใช้เล่นเกมมากกว่าหาความรู้ อีกทั้งสถานศึกษาและครูก็ยังไม่มีความพร้อมในการรองรับ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร กระทรวงศึกษาธิการก็ยังคงเดินหน้าหางบประมาณเพื่อ<strong>แจกแท็บเล็ต</strong>ให้แก่สถานศึกษาโดยเริ่มที่ชั้น ป.1 ตามโครงการส่งเสริมให้เด็กมีคอมพิวเตอร์ใช้ หรือ<strong> วัน แท็บเล็ต พีซี เปอร์ ชายด์</strong> โดยใช้งบประมาณการจัดซื้อหนังสือเรียนตามโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ปีงบประมาณ 2555 กว่า 1,623 ล้านบาท ซึ่งสามารถจัดให้เด็กได้จำนวน 477,562 คน หรือประมาณร้อยละ 62 ของนักเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ</p>
<p><strong>ได้อีกคืบสถาบันการอาชีวะ</strong></p>
<p>ยืดเยื้อมานานสำหรับการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ระหว่างคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือ บอร์ด กอศ. กับ<strong> ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ </strong>อดีตเลขาธิการ กอศ. จนทำให้การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเป็นไปแบบล่าช้า กระทั่งมีการโยก ดร.ศศิธารา ออกไปนั่งเป็นแม่บ้านกระทรวงในตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แล้วได้ <strong>ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ </strong>เข้ามานั่งเลขาธิการ กอศ.แทน  ซึ่งดูเหมือนปฏิสัมพันธ์ระหว่างบอร์ดกับเลขาธิการ กอศ.จะราบรื่นขึ้น และในที่สุดสถาบันการอาชีวศึกษาแบบกลุ่มจังหวัด 19 สถาบันก็เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่ง<strong>นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ</strong> ได้รับปากว่าจะมอบเรื่องนี้ให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ชาวอาชีวศึกษา โดยปีการศึกษา 2555 จะสามารถรับนักศึกษารุ่นแรกได้แน่นอน</p>
<p><strong>ฮือฮารื้อโครงสร้าง ศธ.</strong></p>
<p>ตื่นเต้นได้พักเดียว เรื่องก็เงียบเหมือนไฟไหม้ฟาง หลังนายโสภณ เพชรสว่าง ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ  ฐานะประธานคณะทำงานศึกษาปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ โยนหินถามทางแก้ปัญหาการจัดการศึกษาที่เด็กไทยอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ โดยระบุว่าบรรดาผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการเห็นว่าต้องแก้ไขด้วยการปรับ โครงสร้างกระทรวงอีกครั้ง ซึ่งอาจจะย้อนกลับไปมีรูปแบบคล้ายโครงสร้างเดิมที่มีอธิบดีดูแลแต่ละกรม มีหน่วยงานระดับจังหวัดและอำเภอ โดยปลัดกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดรองจากรัฐมนตรี งานนี้หลายหน่วยงานมีเฮ ที่จะได้แยกตัวออกมาเป็นกรมที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลอีกครั้ง แต่เรื่องนี้ก็ต้องถูกเบรกหลังมีกระแสต้านออกมาเป็นระลอก จนนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ ต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยคิดปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ</p>
<p><strong>ลุ้นเดินหน้า “ครูพันธุ์ใหม่”</strong></p>
<p>ถูกชะลอทันทีกับ<strong>โครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ </strong> เมื่อ <strong>“นายวรวัจน์  เอื้ออภิญญกุล” รมว.ศึกษาธิการ</strong> ปล่อยให้งบประมาณโครงการนี้ถูกตัดทั้งหมด ทำให้นิสิต นักศึกษา ผู้ปกครอง และกลุ่มสถาบันฝ่ายผลิตครูชักจะมีอาการไม่พอใจ และยิ่งนายวรวัจน์ ออกมาระบุว่าโครงการนี้ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลนี้ และจะไม่หยิบเรื่องนี้มาดู ก็ยิ่งทำให้วงการครูเกิดแรงกระเพื่อม โดยมีที่ประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) เป็นแกนนำล่ารายชื่อนิสิตนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 10,000 คน เพื่อผลักดันโครงการนี้โดยส่งตรงไปขอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี ทำให้ “นายวรวัจน์” เริ่มเสียงอ่อยลง และยืนยันที่จะสานต่อโครงการให้จบ ก็ยังต้องลุ้นกันต่อไปว่าจะเดินหน้าไปทางไหน</p>
<p><strong>งงและมึน กยศ. กับ กรอ.</strong></p>
<p>เรื่องกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมายุบเลิก ปรับเปลี่ยนมาตลอดเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล จนสร้างความสับสนให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนไม่ใช่น้อย เพราะกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เคยถูกปรับเป็นกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) แล้วก็ปรับจาก กรอ. กลับมาเป็น กยศ.แล้ว มาถึงรัฐบาลปัจจุบันกองทุนนี้กำลังถูกปรับให้มาเป็น กรอ.อีกแล้ว ด้วยเหตุผลว่าไม่ว่าจะยากดีมีจนแค่ไหนทุกคนมีสิทธิกู้ยืมเรียน แต่มีเงื่อนไขว่าจะกู้ได้เฉพาะสาขาที่รัฐบาลกำหนดเท่านั้น งานนี้มีเสียงแสดงความเป็นห่วงออกมาว่าถ้าให้กู้ได้ทุกคนแล้วจะไปเอาเงินจากไหน ก็ต้องมาดูกันว่าจะเป็นไปได้จริงตามเป้าหมายหรือไม่</p>
<p><strong>ฉาวซื้อขาย ป.บัณฑิต</strong></p>
<p>ปี 2554 เป็นอีกปีที่ต้องจดจำ เมื่อเลขาธิการคุรุสภา นายองค์กร อมรสิรินันท์ ออกมาเปิดประเด็นว่า มี<strong>การซื้อขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิต(ป.บัณฑิต)วิชาชีพครู ของมหาวิทยาลัยอีสาน (มอส.) </strong>เรื่องนี้มีการสืบสวนสอบสวนกันทั้งในทางลับและตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนิน การควบคุมมหาวิทยาลัย เพื่อสางปัญหาและสอบสวนไปพร้อมกัน  ซึ่งผลที่ออกมาก็พบว่ามีการซื้อขายใบป.บัณฑิตกันจริง และยังลามไปถึงเรื่องของคุณภาพบัณฑิตที่พบว่าต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น ปัญหานี้คณะกรรมการควบคุมฯ ได้มีการเสนอทางออกว่า มอส.จะต้องหาเงินให้ได้ 150 ล้านบาท เพื่อพัฒนาผู้ผลิตครูให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพได้ แต่ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ซึ่งทางออกสุดท้ายของเรื่องนี้อาจต้องจบลงที่การเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัย</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ต้นมกราคมเปิดรับ1อำเภอ1ทุน เรียนทั้งในและต่างประเทศ35ประเทศ</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad1%e0%b8%97/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad1%e0%b8%97/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 01 Jan 2012 10:56:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนรัฐบาล]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนทุน]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนต่อ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ1อำเภอ1ทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30475</guid>
		<description><![CDATA[นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึง โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 3 ว่า โครงการนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงาน ก.พ. ดำเนินการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าสายสามัญและสายอาชีพที่เรียนดีและมีฐานะยากจนได้มีโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาตรีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเองและท้องถิ่น ที่เป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 2 รุ่น โดยรุ่นที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2547 มีผู้รับทุนจำนวน 921 คน และรุ่นที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2549 มีผู้รับทุนจำนวน 915 คน รวม 1,836 คน ปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วจำนวน 993 คน ซึ่งในปี พ.ศ.2554 นี้ รัฐบาลเห็นว่าโครงการดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์แก่เยาวชนและประเทศในภาพรวมคือ ผู้รับทุนซึ่งเป็นเด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่ยากจนได้มีโอกาสไปศึกษาในต่างประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการในสาขาต่าง ๆ นับเป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ อันจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว จึงได้มีนโยบายให้ดำเนินโครงการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad1%e0%b8%97/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/college_01.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-30476" title="college_01" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/college_01-250x300.jpg" alt="" width="250" height="300" /></a></p>
<p>นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึง โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 3 ว่า โครงการนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงาน ก.พ. ดำเนินการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษา<span id="more-30475"></span>ตอนปลายหรือเทียบเท่าสายสามัญและสายอาชีพที่เรียนดีและมีฐานะยากจนได้มีโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาตรีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเองและท้องถิ่น ที่เป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 2 รุ่น โดยรุ่นที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2547 มีผู้รับทุนจำนวน 921 คน และรุ่นที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2549 มีผู้รับทุนจำนวน 915 คน รวม 1,836 คน ปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วจำนวน 993 คน ซึ่งในปี พ.ศ.2554 นี้ รัฐบาลเห็นว่าโครงการดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์แก่เยาวชนและประเทศในภาพรวมคือ ผู้รับทุนซึ่งเป็นเด็กนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่ยากจนได้มีโอกาสไปศึกษาในต่างประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการในสาขาต่าง ๆ นับเป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ อันจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว จึงได้มีนโยบายให้ดำเนินโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 3 ซึ่งได้ปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานและหลักเกณฑ์การคัดเลือก โดยมุ่งเป้าหมายให้ทุนแก่เด็กที่เรียนดีและมีฐานะยากจนอำเภอละ 1 คน รวมจำนวน 928 ทุน</p>
<p><img src="http://www.naewna.com/images/space.gif" alt="" width="40" height="1" />รมว.กระทรวงศึกษา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับผู้รับทุนรัฐบาล คือ 150,000 บาทต่อปี จำนวน 464 คน และหากประสงค์จะเป็นผู้เข้าร่วมโครงการฯ ไปศึกษาต่อในต่างประเทศในสาขาที่กำหนดโดยใช้ทุนส่วนตัว กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดูแลและอำนวยความสะดวกในการเตรียมความพร้อมด้านภาษา วิชาพื้นฐานและทักษะที่จำเป็นต่าง ๆ ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ รวมทั้งประสานเกี่ยวกับการจัดหาสถานศึกษาที่จะเข้าเรียนในต่างประเทศให้ตามความเหมาะสม สำหรับสาขาวิชาที่จะให้ผู้รับทุนและผู้เข้าร่วมโครงการที่ใช้ทุนส่วนตัวไปศึกษา เน้นในวิชาตาม 5 กลุ่มสาขา คือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ความคิดสร้างสรรค์ บริหารจัดการและวิชาชีพเฉพาะ ซึ่งจะให้เลือกไปศึกษาในกลุ่มประเทศเดิม 18 ประเทศที่นักเรียนทุน รุ่นที่ 1-2 ไปศึกษา ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน สเปน ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ อียิปต์ และประเทศไทย ทั้งนี้ มีประเทศทางเลือกใหม่เพิ่มเติมอีก 17 ประเทศ โดยพิจารณาจากประเทศที่มีระบบการศึกษาไม่ซับซ้อน มีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลก และมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ได้แก่ อาร์เจนตินา ชิลี เม็กซิโก บราซิล เบลเยียม ฮังการี โปรตุเกส ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรต ซาอุดิอาระเบีย และแอฟริกาใต้ รวมทั้งหมด 35 ประเทศ โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 3 จะเปิดรับสมัครในเดือนมกราคม 2555 โดยจะประกาศวันรับสมัครและรายละเอียดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โทร.0 2628-5646 ต่อ 110, 111</p>
<div align="center"></div>
<p>วันที่ 28/12/2011</p>
<p>ที่มา : แนวหน้า</p>
<p>ภาพ : กระปุก.คอม</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad1%e0%b8%97/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a1%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad1%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรงเรียนผลิตนักประดิษฐ์</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%90/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%90/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2011 06:06:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัยเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาลัยอาชีวศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาลัยเทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนนักประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนอาชีวะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30359</guid>
		<description><![CDATA[“โรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์” อาจจะเป็นคำใหม่ของใครหลาย ๆคน แต่สำหรับคนในแวดวงอาชีวศึกษาจะรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว และโรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ก็กำลังจะกลายเป็นความภาคภูมิใจอย่างใหม่ของชาวอาชีวะ เพราะ รร.เทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์จะเป็นแหล่งผลิตนักประดิษฐ์คิดค้นที่เก่งทั้งฝีมือช่างและเก่งทางการคิดสร้างสรรค์ เรียกได้ว่า คุณสมบัติเพียบพร้อม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศตามแนวทางยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าของชาติอื่น ปัจจุบันมีการจัดตั้ง รร.เทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ขึ้นมาแล้ว 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์(ชลบุรี) ในสาขาช่างอุตสาหกรรม, วิทยาลัยเทคนิค (วท.) สุรนารี นครราชสีมา สาขาช่างอุตสาหกรรม, วท.พังงา สาขาวิชาเทคโนโลยีการท่องเที่ยว, วิทยาลัยอาชีวศึกษา (วอศ.)สิงห์บุรี สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.)ลำพูน สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร โดยเด็กที่เข้ามาเรียนจะคัดเลือกจากนักเรียนที่จบม.3 มีเกรดเฉลี่ย 2.75 ขึ้นไป และที่สำคัญต้องมีแววในการเป็นนักประดิษฐ์คิดค้น ส่วนการจัดการเรียนการสอนนอกจากจะมีอาจารย์ประจำของแต่ละวิทยาลัยแล้ว ยังมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงมาดูแลการจัดกระบวนการเรียนรู้อีกด้วยน.ส.วิลาวัลย์ เชิดชู หรือน้องวิ สาวน้อยเสียงใสจากลำปางวัย 17 ปี นักศึกษาปวช. 2 สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตรในโครงการ รร.เทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ของวษท.ลำพูน เล่าว่า ตนจบม.3 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.80 ซึ่งโดยส่วนตัวยอมรับว่าไม่เคยคิดเรียนด้านอาชีวะ และไม่เคยชอบด้านการเกษตรมาก่อนเลย เหมือนเด็กรุ่นใหม่ทั่วไปที่มองว่าการทำเกษตรเป็นงานหนัก เหนื่อยยากแต่ผลตอบแทนต่ำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%90/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/4698.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-30360" title="4698" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/4698-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a>“โรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์” อาจจะเป็นคำใหม่ของใครหลาย ๆคน แต่สำหรับคนในแวดวงอาชีวศึกษาจะรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว และโรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ก็กำลังจะกลายเป็น<span id="more-30359"></span>ความภาคภูมิใจอย่างใหม่ของชาวอาชีวะ เพราะ รร.เทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์จะเป็นแหล่งผลิตนักประดิษฐ์คิดค้นที่เก่งทั้งฝีมือช่างและเก่งทางการคิดสร้างสรรค์ เรียกได้ว่า คุณสมบัติเพียบพร้อม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศตามแนวทางยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าของชาติอื่น</p>
<p>ปัจจุบันมีการจัดตั้ง รร.เทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ขึ้นมาแล้ว 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์(ชลบุรี) ในสาขาช่างอุตสาหกรรม, วิทยาลัยเทคนิค (วท.) สุรนารี นครราชสีมา สาขาช่างอุตสาหกรรม, วท.พังงา สาขาวิชาเทคโนโลยีการท่องเที่ยว, วิทยาลัยอาชีวศึกษา (วอศ.)สิงห์บุรี สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.)ลำพูน สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร โดยเด็กที่เข้ามาเรียนจะคัดเลือกจากนักเรียนที่จบม.3 มีเกรดเฉลี่ย 2.75 ขึ้นไป และที่สำคัญต้องมีแววในการเป็นนักประดิษฐ์คิดค้น ส่วนการจัดการเรียนการสอนนอกจากจะมีอาจารย์ประจำของแต่ละวิทยาลัยแล้ว ยังมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงมาดูแลการจัดกระบวนการเรียนรู้อีกด้วยน.ส.วิลาวัลย์ เชิดชู หรือน้องวิ สาวน้อยเสียงใสจากลำปางวัย 17 ปี นักศึกษาปวช. 2 สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตรในโครงการ รร.เทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ของวษท.ลำพูน เล่าว่า ตนจบม.3 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.80 ซึ่งโดยส่วนตัวยอมรับว่าไม่เคยคิดเรียนด้านอาชีวะ และไม่เคยชอบด้านการเกษตรมาก่อนเลย เหมือนเด็กรุ่นใหม่ทั่วไปที่มองว่าการทำเกษตรเป็นงานหนัก เหนื่อยยากแต่ผลตอบแทนต่ำ แต่เมื่อได้ไปเข้าค่ายวิทยาศาสตร์กับทางโครงการทำให้รู้ว่า เรื่องของการเกษตรยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมากมาย และที่สำคัญเกษตรกรรมก็เป็นฐานสำคัญของประเทศไทยที่ละทิ้งไม่ได้ จึงเป็นการจุดประกายให้ตนหันมาสนใจอยากเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาด้านการเกษตร ยิ่งได้รู้รายละเอียดวิธีการสอนของ รร.เทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างจากการสอนทั่วไปจึงตัดสินใจสมัครเข้าเรียนทันที ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาก็บอกได้ว่าไม่ผิดหวังเลยที่ตัดสินใจหันมาเรียนด้านอาชีวะน้องวิ ยังเล่าอีกว่า รร.เทคโนโลยีฐานวิทย์จะสอนวิชาพื้นฐานเหมือนโรงเรียนสายสามัญทั่วไป ซึ่งรวมถึงฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยาด้วย แต่จะเน้นการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ หรือ Project Based Learning : PBL คือการที่นักเรียนจะได้เรียนรู้ศาสตร์ด้านต่าง ๆ จากการทำโครงงาน เราต้องค้นคว้าหาคำตอบต่าง ๆ ให้ได้ด้วยตนเอง โดยมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษา เช่น อยากรู้ว่าพืชผักผลไม้ใดมีสรรพคุณอะไรบ้าง ก็ต้องค้นคว้าทำวิจัย ซึ่งต้องอาศัยความรู้จากหลาย ๆ ด้านนำมาบูรณาการร่วมกัน หลังจากนั้นจึงนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ เหมือนกับฟักข้าวที่เป็นพืชพื้นเมืองทางภาคเหนือ ตอนเด็ก ๆ เห็นมีเยอะแยะก็เอามาผ่าทิ้งไปเล่น ๆ โดยไม่รู้ว่ามีคุณค่าอะไร แต่เมื่อได้มาเรียนก็เริ่มคิดว่า ฟักข้าวน่าจะมีประโยชน์อะไรอยู่บ้าง จึงรวมกลุ่มเพื่อนทำโครงงานศึกษาเกี่ยวกับฟักข้าว โดยเริ่มค้นหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ รวมทั้งการค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติม ทำให้พบว่าฟักข้าวมีสรรพคุณมากมาย หลังจากนั้นจึงได้ช่วยกันพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ เช่น แชมพูฟักข้าว  สบู่เหลวฟักข้าว ชาฟักข้าว เป็นต้น และก็เชื่อว่าฟักข้าวยังมีประโยชน์อีกหลายด้าน ซึ่งจะต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป</p>
<p>“ทุกวันนี้หนูจะเกิดคำถาม เอ๊ะ ขึ้นมาในใจอยู่เสมอ เห็นอะไรก็อยากรู้อยากหาคำตอบให้ได้โดยการค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง ไม่ใช่ไปถามอาจารย์เพียงอย่างเดียว เชื่อว่าเป็นเพราะวิธีการสอนของ รร.เทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าขยายการสอนแนวนี้ออกไปมาก ๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างแน่นอน” น้องวิ กล่าวย้ำ<br />
ก็ดูจะเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับนักเรียน ม.3 ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเดินไปในทิศทางไหน ซึ่งน้อง ๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของแต่ละวิทยาลัย และจะมีการเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่เข้าโครงการระหว่างวันที่ 2 มกราคม-9 มีนาคม 2555.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<p>&nbsp;</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%90/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%90/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สมศ.ต่อยอดพัฒนาสถานศึกษาเพิ่ม 891 แห่ง</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a8-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a8-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Dec 2011 14:41:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพการศึกษาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ผลการประเมินภายนอก]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาสถานศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สถานศึกษาแกนนำ]]></category>
		<category><![CDATA[สมศ.]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ 1 ช่วย 9]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30226</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ ( 22 ธ.ค.) ที่โรงแรมสยามซิตี้ นายชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เป็นประธานเปิดโครงการพร้อมลงนามความร่วมมือสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ &#8220;1 ช่วย 9&#8243; ห่วงโซ่คุณภาพทางการศึกษา ระยะที่สอง โดยกล่าวว่า หลังจากปีที่ผ่านมา สมศ.เปิดตัวโครงการ 1 ช่วย 9 โดยมีสถานศึกษาแกนนำ 9 แห่งแรก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ขอนแก่น ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช รร.พายัพเทคโนโลยีและบริหารธุรกิจ รร.ปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย และ รร.สามเสนวิทยาลัย โดยในแต่ละแห่งได้จัดกิจกรรมช่วยเหลือสถานศึกษาที่อยู่ในเครือข่ายการพัฒนาอีก 9 แห่ง รวม 81 แห่งที่มีผลการประเมินภายนอกต่ำกว่าระดับดีมากแล้วนั้น ขณะที่มีสถานศึกษา 257 แห่ง จากทั่วประเทศ ที่ได้รับผลการประเมินภายนอกรอบ 2 อยู่ในระดับดีมากมาสมัครเข้าเป็นสถานศึกษาแกนนำในโครงการ 1 ช่วย 9 ระยะที่สอง ดังนั้น ในปี 2555 สมศ.จึงคัดเลือกสถานศึกษาแกนนำเพิ่มเติม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a8-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9/" layout="button_count"></fb:like></span><div id="attachment_30229" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/4308.jpg"><img class="size-medium wp-image-30229" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/4308-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a><p class="wp-caption-text">สมศ.คัดสถานศึกษา 99แห่งเข้าโครงการ 1 ช่วย 9เผยมีสถานศึกษาได้รับความช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพเพิ่มอีก 891แห่ง ในปี 2555</p></div>
<p>วันนี้ ( 22 ธ.ค.) ที่โรงแรมสยามซิตี้ นายชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เป็นประธานเปิดโครงการพร้อมลงนามความร่วมมือสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ &#8220;1 ช่วย 9&#8243; ห่วงโซ่คุณภาพทางการศึกษา ระยะที่สอง โดยกล่าวว่า หลังจากปีที่ผ่านมา สมศ.เปิดตัว<span id="more-30226"></span>โครงการ 1 ช่วย 9 โดยมีสถานศึกษาแกนนำ 9 แห่งแรก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ขอนแก่น ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช รร.พายัพเทคโนโลยีและบริหารธุรกิจ รร.ปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย และ รร.สามเสนวิทยาลัย โดยในแต่ละแห่งได้จัดกิจกรรมช่วยเหลือสถานศึกษาที่อยู่ในเครือข่ายการพัฒนาอีก 9 แห่ง รวม 81 แห่งที่มีผลการประเมินภายนอกต่ำกว่าระดับดีมากแล้วนั้น</p>
<p>ขณะที่มีสถานศึกษา 257 แห่ง จากทั่วประเทศ ที่ได้รับผลการประเมินภายนอกรอบ 2 อยู่ในระดับดีมากมาสมัครเข้าเป็นสถานศึกษาแกนนำในโครงการ 1 ช่วย 9 ระยะที่สอง ดังนั้น ในปี 2555 สมศ.จึงคัดเลือกสถานศึกษาแกนนำเพิ่มเติม 99 แห่งจากจำนวนที่มาขอรับสมัครทั้งหมด โดยกระจายครบทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วย สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 2 แห่ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 7 แห่ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 90 แห่ง โดยสถานศึกษาแกนนำทั้งหมดจะได้จัดหาสถานศึกษาที่อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับดีมาก ได้แก่ ระดับดี พอใช้ ควรปรับปรุง และต้องปรับปรุง เพื่อช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพอีกแห่งละ 9 แห่ง ดังนั้นคิดเป็นสถานศึกษาที่จะได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 891 แห่ง</p>
<p>ทั้งนี้ สมศ.จะติดความก้าวหน้าของสถานศึกษาเครือข่ายที่เข้าร่วมในโครงการฯ ทั้งหมดต่อไป โดยเบื้องต้นกำหนดไว้ว่าสถานศึกษาเครือข่ายที่ได้รับความช่วยเหลือจะต้องมีพัฒนาและผลการประเมินที่ดีขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a8-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a8-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิจัยมข.ติดอันดับ 1 ของเอเชีย</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%82-%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a-1-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%82-%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a-1-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Dec 2011 06:03:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[คณะแพทยศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยด้านพยาธิใบไม้ตับ]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.ณรงค์ ขันตีแก้ว]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยขอนแก่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30175</guid>
		<description><![CDATA[วิจัยมข.ติดอันดับ1ของเอเชีย อันดับ 5 ของโลก ดาวเด่นการศึกษาสัปดาห์นี้ ขอแนะ &#8220;ผศ.นพ.ณรงค์ ขันตีแก้ว&#8221; อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) เจ้าของผลงานวิจัยด้านพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งทำให้คณะแพทยศาสตร์ มข. ติดอันดับ 1 ของเอเชีย อันดับ 5 ของโลก ผศ.นพ.ณรงค์ ขันตีแก้ว อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มะเร็งท่อน้ำดีเป็นมะเร็งตับชนิดหนึ่งที่มีผู้ป่วยทั่วโลกไม่มากนัก แต่อุบัติการณ์ของมะเร็งท่อน้ำดีกลับมีมากที่สุดในประเทศไทยโดยเฉพาะในภาคอีสาน โดย จ.ขอนแก่น มีอุบัติการณ์ของมะเร็งดังกล่าวสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ประชาชนในภาคอีสานเป็นมะเร็งท่อน้ำดีมากกว่าภาคอื่นคือการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจากการกินปลาดิบที่มีระยะติดต่อของพยาธิชนิดนี้ เหตุนี้ คณาจารย์และนักศึกษาบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ ในศูนย์วิจัยพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้มุ่งมั่นศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับและกลไกการก่อมะเร็ง ศึกษายีนที่เกี่ยวข้องกับการก่อมะเร็งและการแพร่กระจาย การหาตัวบ่งชี้เพื่อวินิจฉัยการเป็นมะเร็ง รวมทั้งการวิจัยเพื่อหาแนวทางการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการรักษาแนวทางใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ผลงานวิจัยเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ จนเป็นอันดับ 1 ของเอเชียในการผลิตผลงานวิจัยทางปรสิตวิทยาด้านพยาธิใบไม้ตับ จากการจัดอันดับผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติของ Elsevier เมื่อปี ค.ศ. 2010 และก้าวขึ้นสู่อันดับ 5 ของโลก ในฐานะองค์กรที่มีผลงานตีพิมพ์เกี่ยวกับโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูงในปี ค.ศ. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%82-%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a-1-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad/" layout="button_count"></fb:like></span><p>วิจัยมข.ติดอันดับ1ของเอเชีย อันดับ 5 ของโลก</p>
<p>ดาวเด่นการศึกษาสัปดาห์นี้ ขอแนะ &#8220;ผศ.นพ.ณรงค์ ขันตีแก้ว&#8221; อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) เจ้าของผลงานวิจัยด้านพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งทำให้คณะแพทยศาสตร์ มข. ติดอันดับ 1 ของเอเชีย อันดับ 5 ของโลก<span id="more-30175"></span></p>
<p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/kku0002.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-30176" title="kku0002" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/kku0002-281x300.jpg" alt="" width="281" height="300" /></a>ผศ.นพ.ณรงค์ ขันตีแก้ว อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มะเร็งท่อน้ำดีเป็นมะเร็งตับชนิดหนึ่งที่มีผู้ป่วยทั่วโลกไม่มากนัก แต่อุบัติการณ์ของมะเร็งท่อน้ำดีกลับมีมากที่สุดในประเทศไทยโดยเฉพาะในภาคอีสาน โดย จ.ขอนแก่น มีอุบัติการณ์ของมะเร็งดังกล่าวสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ประชาชนในภาคอีสานเป็นมะเร็งท่อน้ำดีมากกว่าภาคอื่นคือการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจากการกินปลาดิบที่มีระยะติดต่อของพยาธิชนิดนี้</p>
<p>เหตุนี้ คณาจารย์และนักศึกษาบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ ในศูนย์วิจัยพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้มุ่งมั่นศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับและกลไกการก่อมะเร็ง ศึกษายีนที่เกี่ยวข้องกับการก่อมะเร็งและการแพร่กระจาย การหาตัวบ่งชี้เพื่อวินิจฉัยการเป็นมะเร็ง รวมทั้งการวิจัยเพื่อหาแนวทางการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการรักษาแนวทางใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม</p>
<p>ผลงานวิจัยเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ จนเป็นอันดับ 1 ของเอเชียในการผลิตผลงานวิจัยทางปรสิตวิทยาด้านพยาธิใบไม้ตับ จากการจัดอันดับผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติของ Elsevier เมื่อปี ค.ศ. 2010 และก้าวขึ้นสู่อันดับ 5 ของโลก ในฐานะองค์กรที่มีผลงานตีพิมพ์เกี่ยวกับโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูงในปี ค.ศ. 2000 -2010 จากการจัดอันดับโดยฐานข้อมูล ISI Web of Science</p>
<p>ด้าน รศ.ไพบูลย์ สิทธิถาวร หนึ่งในคณะวิจัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นับเป็นความสำเร็จของประเทศไทยและความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการเป็นผู้นำการวิจัยในเรื่องดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และหน่วยงานวิจัยของรัฐ ที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสนใจและสนับสนุนการวิจัยในเรื่องนี้ โดยมุ่งหวังว่าความรู้ที่ได้จากการวิจัยเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการลดอุบัติการณ์และความสูญเสียจากการติดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี โดยพัฒนาแนวทางการป้องกัน การหาตัวบ่งชี้การเป็นมะเร็ง การเฝ้าระวัง และการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในก้าวต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : ฝ่ายวิชาการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยขอนแก่น</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%82-%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a-1-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%82-%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a-1-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

