<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ASA Media : อาสามีเดีย &#187; เกษตรกรรม</title>
	<atom:link href="http://www.asamedia.org/category/aroundus/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.asamedia.org</link>
	<description>สื่อสีขาว สื่อสร้างสรรค์ สร้างจิตสำนึกดี</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 13:27:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>&#8216;ผักหวานป่านอกฤดู&#8217;</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%94%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%94%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 17:04:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[จารุพัชร์ กันภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผักหวานป่านอกฤดู]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกร]]></category>
		<category><![CDATA[เพิ่มรายได้เกษตรกร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30933</guid>
		<description><![CDATA[อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี เป็นถิ่น “ผักหวานป่า” ที่นับว่าเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่และเป็นที่รู้จักของผู้นิยมบริโภคผักหวานป่าเป็นอย่างดี ซึ่งผักหวานป่านั้นในช่วงฤดูหนาวจะให้ผลผลิตลดลงจากช่วงปกติค่อนข้างมาก ดังนั้น เกษตรกรหลายรายจึงคิดหาหนทางในการทำผักหวานนอกฤดู เพื่อให้ผลผลิตออกต่อเนื่องไม่ขาด จะได้ไม่ต้องสูญเสียรายได้ไปอย่างน่าเสียดาย คุณจารุพัชร์ กันภัย เจ้าของแปลงผักหวานป่าที่ประสบความสำเร็จจากการทำผักหวานป่านอกฤดู เล่าว่า ปกติในช่วงหน้าหนาวประมาณในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี ผักหวานป่าจะออกน้อยมากหรือแทบไม่ออกเลย โดยเฉพาะแปลงของตนเองมักจะได้ผลผลิตน้อยมากและสียอดไม่สวย พ่อค้า แม่ค้าไม่ค่อยชอบ ดังนั้น ตนจึงคิดหาหนทางในการแก้ปัญหานี้ ด้วยการทำผักหวานป่านอกฤดู และได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ทองสุข อ่อนละมัย หมอดินอาสาประจำจังหวัดสระบุรี ในการใช้ผลิตภัณฑ์แร่ภูเขาไฟ ควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์และจุลินทรีย์น้ำนม ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ คือผักหวานป่ามียอดให้เก็บทุก ๆ วัน จนแทบไม่ได้หยุดเลย และยอดก็มีสีสวยผิดกับเมื่อก่อน ช่วงแรกที่หมอดินอาสามาแนะนำให้ใช้วิธีดังกล่าวก็ยังไม่เชื่อ จึงลองนำมาใช้ในแปลงที่ปลูกนอกฤดู ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้ผลิตภัณฑ์แร่ภูเขาไฟ 20 กิโลกรัม ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัม แล้วนำไปโรยรอบรัศมีทรงพุ่ม นอกจากนี้ยังเสริมผลิตภัณฑ์แร่ภูเขาไฟชนิดน้ำ ซึ่งนำมาผสมกับจุลินทรีย์น้ำนมที่หมอดินอาสาหมักเองแล้วนำมาให้ใช้ ในอัตราส่วน 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบทุกๆ 7 วัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%94%e0%b8%b9/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/0-21.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-30934" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/0-21-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a></p>
<div id="content">
<p>อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี เป็นถิ่น “ผักหวานป่า” ที่นับว่าเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่และเป็นที่รู้จักของผู้นิยมบริโภคผักหวานป่าเป็นอย่างดี ซึ่งผักหวานป่านั้นในช่วงฤดูหนาวจะให้ผลผลิตลดลงจากช่วงปกติค่อนข้างมาก ดังนั้น เกษตรกรหลายรายจึงคิดหาหนทางในการทำผักหวานนอกฤดู เพื่อให้ผลผลิตออกต่อเนื่องไม่ขาด จะได้ไม่ต้องสูญเสียรายได้ไปอย่างน่าเสียดาย</p>
<p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/10017.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-30935" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/10017-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a>คุณจารุพัชร์ กันภัย เจ้าของแปลงผักหวานป่าที่ประสบความสำเร็จจากการทำผักหวานป่านอกฤดู เล่าว่า ปกติในช่วงหน้าหนาวประมาณในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี ผักหวานป่าจะออกน้อยมากหรือแทบไม่ออกเลย โดยเฉพาะแปลงของตนเองมักจะได้ผลผลิตน้อยมากและสียอดไม่สวย พ่อค้า แม่ค้าไม่ค่อยชอบ ดังนั้น ตนจึงคิดหาหนทางในการแก้ปัญหานี้ ด้วยการทำผักหวานป่านอกฤดู และได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ทองสุข อ่อนละมัย หมอดินอาสาประจำจังหวัดสระบุรี ในการใช้ผลิตภัณฑ์แร่ภูเขาไฟ ควบคู่กับปุ๋ยอินทรีย์และจุลินทรีย์น้ำนม ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ คือผักหวานป่ามียอดให้เก็บทุก ๆ วัน จนแทบไม่ได้หยุดเลย และยอดก็มีสีสวยผิดกับเมื่อก่อน</p>
<p>ช่วงแรกที่หมอดินอาสามาแนะนำให้ใช้วิธีดังกล่าวก็ยังไม่เชื่อ จึงลองนำมาใช้ในแปลงที่ปลูกนอกฤดู ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้ผลิตภัณฑ์แร่ภูเขาไฟ 20 กิโลกรัม ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัม แล้วนำไปโรยรอบรัศมีทรงพุ่ม นอกจากนี้ยังเสริมผลิตภัณฑ์แร่ภูเขาไฟชนิดน้ำ ซึ่งนำมาผสมกับจุลินทรีย์น้ำนมที่หมอดินอาสาหมักเองแล้วนำมาให้ใช้ ในอัตราส่วน 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบทุกๆ 7 วัน ผลปรากฏว่าไม่นาน ก็เห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน คือ ผลผลิตเริ่มเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ ผักหวานป่าแตกยอดจำนวนมาก ทำให้ต้องเก็บยอดทุก ๆ วัน ได้วันละ 10 กก. (เก็บคนเดียว) แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนสัปดาห์หนึ่งจะได้เก็บแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้น และปริมาณที่ได้ก็ครั้งละ 3-4 กก. ที่สำคัญสีของยอดก็ยังสวย ยอดกรอบ และคงความสดอยู่ได้นานกว่าปกติตรงตามความต้องการของตลาด ราคาจำหน่ายผักหวานป่าส่งยอดได้กิโลกรัมละ 110 บาท แต่ถ้าส่งแบบกำก็จะได้กิโลกรัมละ 90 บาท</p>
<p>สำหรับ วิธีการทำผักหวานป่านอกฤดู คุณจารุพัชร์ แนะนำเทคนิคว่า ควรตัดแต่งกิ่งผักหวานป่าทั้งต้นเพื่อกระตุ้นโดยการรูดใบแก่บนต้นออกเกือบหมดในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ให้เหลือใบติดกิ่งอยู่บ้างเล็กน้อย พร้อมหักกิ่งแขนงออกครึ่งหนึ่งของความยาวกิ่ง  ถ้าหักกิ่งยาวเกินไป ยอดอ่อนที่แตกออกมาจะไม่สวย ผอม และออกน้อย หลังจากที่ตัดแต่งกิ่งเสร็จจะต้องให้น้ำบ่อยอย่างน้อย 3-5 วันต่อครั้ง ซึ่งก่อนหน้าจะตัดแต่งกิ่งถ้ามีการให้ปุ๋ยคอกจะดีมาก ๆ ผักหวานป่าจะแตกยอดอ่อนออกมาให้เก็บขายได้ โดยจะมียอดให้เก็บทุก ๆ 7 วัน นอกจากนี้ ต้นผักหวานป่าที่เก็บเกี่ยวนอกฤดูหมดแล้ว ควรพักต้นเลยและบำรุงด้วยปุ๋ยคอกและให้น้ำ เพื่อจะผลิตผักหวานป่านอกฤดูในรอบต่อไปได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p>หลังจากทดลองทำผักหวานป่านอกฤดู โดยใช้ ผลิตภัณฑ์แร่ภูเขาไฟ และ จุลินทรีย์น้ำนม ที่หมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดินแนะนำเห็นผลชัดเจนและเป็นที่พอใจ คุณจารุพัชร์ จึงได้ขยายผลไปใช้ในส่วนของผักหวานป่าในแปลงอื่น ๆ ทั้งหมดโดยใช้เป็นประจำทุกวัน ส่งผลให้ทุกวันนี้แปลงผักหวานป่าของคุณจารุพัชร์ สามารถเก็บผลผลิตขายได้ทุกวันไม่เว้นช่วงหน้าหนาว เรียกว่ามีรายได้ทุกวันตลอดปี &#8230;นับเป็นแนวทางในการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงได้ดีทีเดียว หากเกษตรกรท่านใดสนใจอยากเข้าไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สามารถติดต่อได้ที่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 4 ต.หนองบัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี.</p>
</div>
<div id="social-block">
<div id="facebook-comment">
<div id="facebook-comment-title">
<h3>ที่มา : เดลินิวส์</h3>
</div>
</div>
</div>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%94%e0%b8%b9/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/02/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%94%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชี้ช่องเจาะตลาดกล้วยไม้ไทยในอินเดีย</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Jan 2012 15:10:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงนิวเดลี]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วยไม้ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องทางเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดกล้วยไม้อินเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[มุมไบ]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออกกล้วยไม้]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองไฮเดอราบัด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30717</guid>
		<description><![CDATA[แม้ว่าอินเดียจะมีกล้วยไม้เป็นของตนเองกว่า 1,000 สายพันธุ์ โดยแหล่งใหญ่จะอยู่แถบอีสานและภาคใต้ของอินเดีย แต่ส่วนใหญ่เป็นฟาร์มแบบชาวบ้าน และคนกลางจะเป็นคนคอยรวบรวมไปส่งตลาดอีกทอดหนึ่ง คุณภาพจึงไม่ค่อยคงที่ ขณะที่ความต้องการดอกกล้วยไม้ในเมืองใหญ่ เช่น มุมไบ กรุงนิวเดลี บังกาลอร์ และเจนไนเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เปิดช่องให้กล้วยไม้ไทยมีโอกาสสูงในตลาดนี้ ศูนย์กลางการจำหน่ายกล้วยไม้ที่สำคัญของอินเดีย นอกจากที่เมืองโคชิน  และเมืองติรุวันนันทะปูรัม ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐเคราละแล้ว ยังมีการจำหน่ายในเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกหลายเมือง อาทิ เมืองเจนไน เมืองบังกาลอร์ เมืองมุมไบ กรุงนิวเดลี และเมืองไฮเดอราบัด เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นแหล่งผู้ซื้อกระเป๋าหนัก โดยนิยมใช้กันในโรงแรมหรู ศาสนสถาน และบริษัทรับจัดงานเลี้ยงสังสรรค์  และงานแต่งงานที่มักจะจัดหนักกันแทบทุกงาน โดยกลุ่มผู้ซื้อเหล่านี้จะสั่งซื้อดอกไม้ที่เลิศหรูที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีข้อน่าสังเกตว่าคนที่มีพื้นเพจากเมืองไฮเดอราบัดไปทำงานที่ดูไบนับแสนคนแล้วส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวที่บ้านเกิด ทำให้ชาวเมืองไฮเดอราบัดใช้ชีวิตที่หรูหราไม่แพ้เมืองมุมไบเลย สำหรับภาษีดอกไม้ตัดดอกจากต่างประเทศจะอยู่ในราว 28% แต่ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคเนื่องจากผู้ซื้อกล้วยไม้ในอินเดียเป็นตลาดบน คือบรรดาเศรษฐีอินเดียที่มีประมาณ 30 ล้านคน นับเป็นข่าวดีที่ผู้ซื้อรายใหญ่ของอินเดีย บริษัท ศรีมันตราต้องการสั่งซื้อกล้วยไม้จากไทยไม่อั้น ผู้สนใจเจาะตลาดกล้วยไม้อินเดีย ติดต่อ ดร.ไพศาล มะระพฤกษ์วรรณ ผอ.สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ เมืองเจนไน ด่วน ที่ thaitradechennai@gmail.com ที่มา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/6207.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-30718" title="6207" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/6207-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a>แม้ว่าอินเดียจะมีกล้วยไม้เป็นของตนเองกว่า 1,000 สายพันธุ์ โดยแหล่งใหญ่จะอยู่แถบอีสานและภาคใต้ของอินเดีย แต่ส่วนใหญ่เป็นฟาร์มแบบชาวบ้าน และคนกลางจะเป็นคนคอยรวบรวมไปส่งตลาดอีกทอดหนึ่ง คุณภาพจึงไม่ค่อยคงที่ ขณะที่ความต้องการดอกกล้วยไม้ในเมืองใหญ่ เช่น มุมไบ กรุงนิวเดลี บังกาลอร์ <span id="more-30717"></span>และเจนไนเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เปิดช่องให้กล้วยไม้ไทยมีโอกาสสูงในตลาดนี้</p>
<p>ศูนย์กลางการจำหน่ายกล้วยไม้ที่สำคัญของอินเดีย นอกจากที่เมืองโคชิน  และเมืองติรุวันนันทะปูรัม ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐเคราละแล้ว ยังมีการจำหน่ายในเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกหลายเมือง อาทิ เมืองเจนไน เมืองบังกาลอร์ เมืองมุมไบ กรุงนิวเดลี และเมืองไฮเดอราบัด เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นแหล่งผู้ซื้อกระเป๋าหนัก โดยนิยมใช้กันในโรงแรมหรู ศาสนสถาน และบริษัทรับจัดงานเลี้ยงสังสรรค์  และงานแต่งงานที่มักจะจัดหนักกันแทบทุกงาน โดยกลุ่มผู้ซื้อเหล่านี้จะสั่งซื้อดอกไม้ที่เลิศหรูที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีข้อน่าสังเกตว่าคนที่มีพื้นเพจากเมืองไฮเดอราบัดไปทำงานที่ดูไบนับแสนคนแล้วส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวที่บ้านเกิด ทำให้ชาวเมืองไฮเดอราบัดใช้ชีวิตที่หรูหราไม่แพ้เมืองมุมไบเลย สำหรับภาษีดอกไม้ตัดดอกจากต่างประเทศจะอยู่ในราว 28% แต่ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคเนื่องจากผู้ซื้อกล้วยไม้ในอินเดียเป็นตลาดบน คือบรรดาเศรษฐีอินเดียที่มีประมาณ 30 ล้านคน นับเป็นข่าวดีที่ผู้ซื้อรายใหญ่ของอินเดีย บริษัท ศรีมันตราต้องการสั่งซื้อกล้วยไม้จากไทยไม่อั้น ผู้สนใจเจาะตลาดกล้วยไม้อินเดีย ติดต่อ ดร.ไพศาล มะระพฤกษ์วรรณ ผอ.สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ เมืองเจนไน ด่วน ที่ thaitradechennai@gmail.com</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ม.เกษตรรับ 20 ล้านสร้างต้นสบู่ดำไร้พิษ</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-20-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-20-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Jan 2012 09:22:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA Chair Professor]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สบู่ดำ]]></category>
		<category><![CDATA[สบู่ดำไร้พิษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30513</guid>
		<description><![CDATA[NSTDA Chair Professor มอบ 20 ล้านบาทให้ผู้เชี่ยวชาญ ม.เกษตรศาสตร์ วิจัยพันธุ์สบู่ดำที่ไร้พิษครั้งแรกในโลก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พิจารณามอบทุนวิจัย NSTDA Chair Professor จำนวน 20 ล้านบาทให้แก่ ศ.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ อาจารย์ประจำภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กำแพงแสน โดยมีผลงานวิจัยด้านพันธุศาสตร์และการปรับปรุงพันธุ์พืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วทำให้ได้พันธุ์ที่มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น และล่าสุดวิจัยปรับปรุงพันธุ์สบู่ดำ ให้มีศักยภาพเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ ทั้งนี้ ศ.พีระศักดิ์ ยังเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 2544 สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และเป็นนักวิจัยคนที่สองที่ได้รับทุน NSTDA Chair Professor ต่อจาก ศ.จำรัส ลิ้มตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2552 ศ.พีระศักดิ์ กล่าวว่า ทุนวิจัยนี้มีระยะเวลา 5 ปี (2555-2559) จะใช้ดำเนินโครงการวิจัยปรับปรุงพันธุ์สบู่ดำให้มีศักยภาพในการเป็นพืชพลังงาน ส่วนเมล็ดสามารถใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารสัตว์ คาดว่าระหว่างการพัฒนาพันธุ์พืชชนิดใหม่โดยใช้สบู่ดำเป็นฐาน จะเกิดองค์ความรู้ที่สามารถตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติได้ไม่ต่ำกว่า 10 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-20-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99/" layout="button_count"></fb:like></span><p><strong><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/1230988994สบู่ดำ.jpg"><img class="alignright size-full wp-image-30530" title="1230988994สบู่ดำ" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/1230988994สบู่ดำ.jpg" alt="" width="209" height="188" /></a>NSTDA Chair Professor มอบ 20 ล้านบาทให้ผู้เชี่ยวชาญ ม.เกษตรศาสตร์ วิจัยพันธุ์สบู่ดำที่ไร้พิษครั้งแรกในโลก</strong></p>
<p>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พิจารณามอบทุนวิจัย <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%20NSTDA" target="_blank">NSTDA</a> Chair <span id="more-30513"></span>Professor จำนวน 20 ล้านบาทให้แก่ ศ.<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%BE%D5%C3%D0%C8%D1%A1%B4%D4%EC%20%C8%C3%D5%B9%D4%E0%C7%C8%B9%EC" target="_blank">พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์</a> อาจารย์ประจำภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กำแพงแสน โดยมีผลงานวิจัยด้านพันธุศาสตร์และการปรับปรุงพันธุ์พืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วทำให้ได้พันธุ์ที่มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น และล่าสุดวิจัยปรับปรุงพันธุ์สบู่ดำ ให้มีศักยภาพเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่</p>
<p>ทั้งนี้ ศ.พีระศักดิ์ ยังเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 2544 สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และเป็นนักวิจัยคนที่สองที่ได้รับทุน<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%20NSTDA" target="_blank"> NSTDA</a> Chair Professor ต่อจาก ศ.จำรัส ลิ้มตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านนาโนเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2552</p>
<p>ศ.พีระศักดิ์ กล่าวว่า ทุนวิจัยนี้มีระยะเวลา 5 ปี (2555-2559) จะใช้ดำเนินโครงการวิจัยปรับปรุงพันธุ์สบู่ดำให้มีศักยภาพในการเป็นพืชพลังงาน ส่วนเมล็ดสามารถใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารสัตว์ คาดว่าระหว่างการพัฒนาพันธุ์พืชชนิดใหม่โดยใช้สบู่ดำเป็นฐาน จะเกิดองค์ความรู้ที่สามารถตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติได้ไม่ต่ำกว่า 10 เรื่อง ซึ่งจะทำให้งานวิจัยสบู่ดำของไทยอยู่ในแนวหน้าของโลกภายในเวลา 5 ปี</p>
<p>ขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์สบู่ดำ หลังจากได้รับทุนจะนำเข้าสายพันธุ์จากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกมาทดสอบการปรับตัวในประเทศไทย แล้วพัฒนาให้เกิดการกลายพันธุ์และผสมข้ามระหว่างสายพันธุ์สบู่ดำกับพืชชนิดอื่น 5 ชนิด ได้แก่  เข็มปัตตาเวีย หนุมานนั่งแท่น มะละกอฝรั่ง สบู่แดงหรือสบู่เลือด และละหุ่ง  คาดว่าจะปรับปรุงพันธุ์สบู่ดำที่ไร้พิษออกมาได้เป็นครั้งแรกในโลก</p>
<p>เป้าหมายการวิจัยเพื่อให้สารพิษในสบู่ดำมีน้อยลง สกัดน้ำมันได้มากเป็น 30% จากเดิม 25% และเพิ่มผลผลิตจาก 200-300 เป็น 500 กิโลกรัมต่อไร่ สามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน ทำให้สบู่ดำสามารถตอบโจทย์เรื่องพืชพลังงาน เพราะไม่ใช่พืชอาหาร  ทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง น้ำมันที่สกัดได้สามารถนำมาใช้ได้โดยตรงกับเครื่องยนต์ที่มีความเร็วรอบต่ำ และกากที่เหลือมีโปรตีนสามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพันธุ์สบู่ดำทั่วโลกยังคงใช้วิธีการปรับปรุงจากเชื้อพันธุกรรมของสบู่ดำที่มีอยู่ในท้องถิ่น  ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ยอมรับแล้วว่าไม่สามารถใช้เชื้อพันธุกรรมสบู่ดำที่มีอยู่ในโลกมาปรับปรุงพันธุ์ที่ผลิตเป็นการค้าได้ เนื่องจากให้ผลผลิตต่ำ ไม่สม่ำเสมอ ทำให้เสียเวลาในการเก็บเกี่ยว ไม่ทนน้ำ มีสารพิษในเมล็ดซึ่งกระตุ้นให้เกิดเนื้องอกในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และไม่สลายตัวภายใต้อุณหภูมิหุงต้มปกติ จึงจำเป็นต้องพัฒนาพันธุ์ใหม่ขึ้นมา รวมทั้งศึกษาดูว่าควรพัฒนาให้เป็นพืชล้มลุกหรือยืนต้น จึงเหมาะสมกับความต้องการของตลาดและเกษตรกร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<p>ภาพ : กรมวิชาการเกษตร</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-20-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a-20-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เกษตรไทยในปี 2555</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2555/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2555/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 01 Jan 2012 09:51:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าววเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการช่วยเหลือเกษตรกร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30449</guid>
		<description><![CDATA[แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11  ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติระหว่างปี พ.ศ. 2555-2559 ได้ระบุถึง นโยบายการบริหารการพัฒนาภาคการเกษตรใน ปี 2555 ว่า จะดำเนินการ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 3.35 ล้านไร่ และช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การเพื่อให้มูลค่าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการจัดการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้มีการกระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยในแผนระยะสั้นช่วงพ.ศ. 2555-2557 ประกอบด้วยโครงการจัดระบบการปลูกข้าว วงเงิน 880.04 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วงเงิน 1,607.78 ล้านบาท โครงการระยะเวลา 4 ปี พ.ศ.2555-2558 ประกอบด้วยโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาคเกษตร วงเงิน 4,615.80 ล้านบาทโครงการป้องกันบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในระดับประเทศ  วงเงิน 177,292.68 ล้านบาทและโครงการแหล่งน้ำในไร่นาและชุมชน วงเงิน 19,812.36  ล้านบาท สำหรับนโยบายราคาข้าวในเดือน ธ.ค. 2554 มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2554 แต่ก็ต้องติดตามต่อไปว่าหลังจากนโยบายจำนำราคาข้าวนาปีสิ้นสุดลงในเดือน ก.พ. 2555 ราคาข้าวอาจมีแนวโน้มลดลงในช่วงกลางปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2555/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/5428.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-30450" title="5428" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/5428-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a>แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11  ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติระหว่างปี พ.ศ. 2555-2559 ได้ระบุถึง นโยบายการบริหารการพัฒนาภาคการเกษตรใน ปี 2555 ว่า จะดำเนินการ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 3.35 ล้านไร่ และช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ <span id="more-30449"></span>เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การเพื่อให้มูลค่าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการจัดการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้มีการกระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน</p>
<p>โดยในแผนระยะสั้นช่วงพ.ศ. 2555-2557 ประกอบด้วยโครงการจัดระบบการปลูกข้าว วงเงิน 880.04 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วงเงิน 1,607.78 ล้านบาท โครงการระยะเวลา 4 ปี พ.ศ.2555-2558 ประกอบด้วยโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาคเกษตร วงเงิน 4,615.80 ล้านบาทโครงการป้องกันบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในระดับประเทศ  วงเงิน 177,292.68 ล้านบาทและโครงการแหล่งน้ำในไร่นาและชุมชน วงเงิน 19,812.36  ล้านบาท</p>
<p>สำหรับนโยบายราคาข้าวในเดือน ธ.ค. 2554 มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2554 แต่ก็ต้องติดตามต่อไปว่าหลังจากนโยบายจำนำราคาข้าวนาปีสิ้นสุดลงในเดือน ก.พ. 2555 ราคาข้าวอาจมีแนวโน้มลดลงในช่วงกลางปี 2555 ซึ่งเป็นจังหวะที่ปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังออกสู่ตลาด ที่คาดการณ์กันว่าปริมาณการผลิตข้าวนาปรังปี 2555 อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 11-12 ล้านตันข้าวเปลือกจากเดิมที่คาดไว้ว่าจะมีปริมาณการผลิต 10.14 ล้านตันข้าวเปลือก เนื่องจากชาวนาจะปลูกชดเชยข้าวที่เสียหายจากน้ำท่วม ในช่วงปลายปี 2554 รวมทั้งในปี 2555 กระทรวงเกษตรฯจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังเพิ่มเป็น 2 รอบ  เนื่องจากปริมาณน้ำเพียงพอ เพื่อทดแทนปริมาณข้าวที่หายไปจากอุทกภัยไปประมาณ 5 ล้านตันข้าวเปลือก</p>
<p>ส่วนสถานการณ์ธุรกิจเกษตรและอาหารแนวโน้มการส่งออกในปี 2555 คาดว่าจะมี ปริมาณ 31 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน 2.5% มูลค่าประมาณ 9.71 แสนล้านบาท สินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวดี ได้แก่ ไก่และสัตว์ปีก เพราะเป็นเนื้อสัตว์ที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ จึงเหมาะกับภาวะทางเศรษฐกิจของตลาดหลัก ญี่ปุ่นและยุโรป</p>
<p>สำหรับปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อการค้าสินค้าเกษตรไทยในปี 2555 ก็คือปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤติหนี้ยุโรป ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯได้กำหนดแนวทางในการพัฒนาด้านการเกษตรต่างประเทศไว้ 4 ประเด็นหลัก คือด้านการค้าสินค้าเกษตร จะมีการดำเนินการ 2 ส่วนหลัก ๆ คือ การเจรจาและการลงทุนส่วนด้านความร่วมมือ มีการตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน ด้านการบริหารจัดการ จะมีการจัดตั้งกลไกการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรต่างประเทศ</p>
<p>ส่วนโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยปี 2554 จะมีการแบ่งเป็น 4 โครงการ ได้แก่   (1) โครงการพื้นฟูสุขภาพสัตว์และป้องกันโรคระบาดสัตว์หลังน้ำลด โดยจัดหายาและอุปกรณ์ในการดูแลรักษา (2) โครงการเตรียมความพร้อมด้านเสบียงอาหารสัตว์สำหรับช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หลังน้ำลด โดยผลิตเสบียงอาหารสัตว์ หญ้าแห้งและอาหารข้น (3) โครงการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ราบลุ่มหลังน้ำท่วมเพื่อขยายพันธุ์สัตว์น้ำจืด (พื้นที่ลุ่มน้ำยม/ลุ่มน้ำเจ้าพระยา/ลุ่มน้ำโขง/ลุ่มน้ำท่าจีน) โดยเฉพาะสัตว์น้ำจืด ไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านตัวต่อปี ทำให้เกษตรกรที่ประสบอุทกภัยมีรายได้เสริมจากการจับสัตว์น้ำและมีอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน และ (4) โครงการป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่ดินถล่ม จ.อุตรดิตถ์ และ จ.เชียงใหม่ โดยจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิด ดินถล่ม และฟื้นฟูพื้นที่เกษตรที่เกิดดินถล่ม</p>
<p>อย่างไรก็ตามในการดำเนินการเพื่อให้ขบวนการผลิตภาคการเกษตรสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการกำหนดแผนการปลูกพืชในปี 2555 โดยการเตรียมหาแนวทางการปรับลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร และการปรับระบบการปลูกพืชใหม่โดยพิจารณาจากพื้นที่เพาะปลูก เช่น จุดที่มีน้ำท่วมบ่อยหรือพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากอาจจะยังไม่มีการทำนาหรือการปลูกพืช หรืออาจพิจารณาการทำการเกษตร<br />
รูปแบบอื่น ๆ ซึ่งจะต้องทำการศึกษาและพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง</p>
<p>สำหรับแผนการปลูกข้าวนาปรังในปี 2555 อาจจะต้องมีการปรับแผนใหม่ทั้งหมด เช่น การปลูกข้าวนาปรังจากเดิมจะไม่อนุญาตให้เกษตรกรทำนาปรัง 2 ครั้งต่อปีได้ เนื่องจากการปลูกข้าวนาปรังจะต้องใช้น้ำมากกว่าปกติ อาจทำให้เกิดปัญหาน้ำไม่เพียงพอกับการเพาะปลูก อย่างไรก็ตาม ในปีนี้น้ำในเขื่อนต่าง ๆ มีปริมาณน้ำมากพอ จึงมีพิจารณาแผนการปลูกข้าวใหม่ โดยจะปรับแผนการปลูกข้าวนาปรังและแผนการปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำและความเหมาะสมกับสภาพดิน</p>
<p>เหล่านี้คือแผนที่จะดำเนินการในปี 2555 ซึ่งแน่นอนว่าแผนจะเป็นผลหรือไม่นั้นก็อยู่ที่แนวทางของการปฏิบัติ  หากการปฏิบัติเป็นไปอย่างล่าช้าโอกาสบรรลุผลตามที่หวังไว้ก็จะไม่ปรากฏ แต่หากดำเนินการอย่างทันทีทันใดและเป็นไปอย่างครบถ้วนก็นับได้ว่าเป็นของขวัญปีใหม่ 2555 สำหรับเกษตรกรไทยได้เป็นอย่างดีทีเดียว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : เดลินิวส์</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2555/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2012/01/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pyrethrum ดอกไม้สวยประหาร</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/12/pyrethrum-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/12/pyrethrum-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2011 04:19:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[Pyrethrum]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกไม้กำจัดแมลง]]></category>
		<category><![CDATA[สถาพร มาเก็ตติ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[เดซี่]]></category>
		<category><![CDATA[ไพรีทรัม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30335</guid>
		<description><![CDATA[ดอกไม้ดอกสวยที่มองเผินๆ นึกว่าคือดอกเดซี่ (Daisy) อย่างที่เห็นนี้ ความจริงแล้วไม่ใช่เดซี่อย่างที่ใครคิด แต่นี่คือดอก Pyrethrum (ไพรีทรัม) สวยงามน่ารักคล้ายเดซี่ ภายใต้ความสวยงามที่คล้ายกัน ไพรีทรัมและเดซี่ กลับมีจิตวิญญาณที่แตกต่างกัน ชื่อ &#8216;เดซี่&#8217; สันนิษฐานว่า มาจากภาษาของพวกแองโกลแซกซอน มีความหมายว่า day&#8217;s eye ตรงกับลักษณะของดอกเดซี่ที่กลีบดอกบานออกเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นและหุบลงเมื่อพระอาทิตย์ตก มีการค้นพบเครื่องประดับที่มีลักษณะคล้ายดอกเดซี่ในปราสาทไมนวน บนเกาะครีต (Minoan, Crete) เชื่อว่ามีอายุมากกว่า 4,000 ปี นอกจากนี้ เครื่องกระเบื้องเคลือบของชาวอียิปต์โบราณยังตกแต่งด้วยลายเดซี่ ชาวแอสซีเรียนนำดอกเดซี่มาบดแล้วผสมกับน้ำมันเพื่อใช้ย้อมผมหงอกให้กลับมีสีดำ การแพทย์แผนโบราณเชื่อว่าดอกเดซี่มีสรรพคุณรักษาโรคเกี่ยวกับตา ดอกเดซี่มักใช้แทนหรือสื่อความหมายถึง ความไร้เดียงสา ความเห็นอกเห็นใจ ความแน่วแน่มั่นคง และ มิตรภาพ ดอก ไพรีทรัม มีต้นกำเนิดมาจากภูเขาชายฝั่งทะเลอะเดรียติก (Adriatic Coastal Mountains) ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของประเทศโครเอเชีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ได้รับการขนานนามโดยเหล่านักพฤกษศาสตร์ว่าเป็น ดอกไม้ของพระเจ้า (Flower of God) พระเจ้าประทานความมหัศจรรย์ให้ธรรมชาติสร้างดอกไพรีทรัมขึ้นมา เพื่อปกป้องมนุษย์จากเหล่าแมลงร้าย ชื่อเสียงและคุณสมบัติพิเศษของดอกไพรีทรัมเป็นที่รู้จักมายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณกว่า 2,000 ปี พบในเอกสารทางประวัติศาสตร์ของประเทศจีนในสมัยราชวงศ์โจว ซึ่งบันทึกไว้ว่า นี่คือ พืชมหัศจรรย์ที่มีคุณสมบัติในการกำจัดแมลงร้าย ความมหัศจรรย์ที่แฝงอยู่ในดอกไม้ชนิดนี้อยู่ตรง ช่อดอก หลังจากเก็บเกี่ยวดอกไม้มาแล้ว ต้องนำดอกสดไปตากแห้งก่อนแล้วจึงนำไปเข้าโรงสกัดเพื่อให้ได้ สารไพรีทรินส์(Pyrethrins) ซึ่งเป็นสารประเภท lipophilic [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/pyrethrum-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" layout="button_count"></fb:like></span><div id="attachment_30336" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426190_1.jpg"><img class="size-medium wp-image-30336" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426190_1-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><p class="wp-caption-text">ดอกไพรีทรัมที่มีรูปทรงและลักษณะคล้ายคลึงกับดอกเดซี่</p></div>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p>ดอกไม้ดอกสวยที่มองเผินๆ นึกว่าคือดอกเดซี่ (Daisy) อย่างที่เห็นนี้ ความจริงแล้วไม่ใช่เดซี่อย่างที่ใครคิด แต่นี่คือดอก <strong><a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=Pyrethrum" target="_blank">Pyrethrum</a> </strong>(ไพรีทรัม) สวยงามน่ารักคล้ายเดซี่ ภายใต้ความสวยงามที่คล้ายกัน ไพรีทรัมและเดซี่ กลับมีจิตวิญญาณที่แตกต่างกัน<span id="more-30335"></span><br />
ชื่อ &#8216;เดซี่&#8217; สันนิษฐานว่า มาจากภาษาของพวกแองโกลแซกซอน มีความหมายว่า day&#8217;s eye ตรงกับลักษณะของดอกเดซี่ที่กลีบดอกบานออกเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นและหุบลงเมื่อพระอาทิตย์ตก มีการค้นพบเครื่องประดับที่มีลักษณะคล้ายดอกเดซี่ในปราสาทไมนวน บนเกาะครีต (Minoan, Crete) เชื่อว่ามีอายุมากกว่า 4,000 ปี นอกจากนี้ เครื่องกระเบื้องเคลือบของชาวอียิปต์โบราณยังตกแต่งด้วยลายเดซี่ ชาวแอสซีเรียนนำดอกเดซี่มาบดแล้วผสมกับน้ำมันเพื่อใช้ย้อมผมหงอกให้กลับมีสีดำ การแพทย์แผนโบราณเชื่อว่าดอกเดซี่มีสรรพคุณรักษาโรคเกี่ยวกับตา ดอกเดซี่มักใช้แทนหรือสื่อความหมายถึง ความไร้เดียงสา ความเห็นอกเห็นใจ ความแน่วแน่มั่นคง และ มิตรภาพ<br />
ดอก <strong>ไพรีทรัม</strong> มีต้นกำเนิดมาจากภูเขาชายฝั่งทะเลอะเดรียติก (Adriatic Coastal Mountains) ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของประเทศโครเอเชีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ได้รับการขนานนามโดยเหล่านักพฤกษศาสตร์ว่าเป็น <strong>ดอกไม้ของพระเจ้า</strong> (Flower of God) พระเจ้าประทานความมหัศจรรย์ให้ธรรมชาติสร้างดอกไพรีทรัมขึ้นมา <strong>เพื่อปกป้องมนุษย์จากเหล่าแมลงร้าย</strong> ชื่อเสียงและคุณสมบัติพิเศษของดอกไพรีทรัมเป็นที่รู้จักมายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณกว่า 2,000 ปี พบในเอกสารทางประวัติศาสตร์ของประเทศจีนในสมัยราชวงศ์โจว ซึ่งบันทึกไว้ว่า นี่คือ พืชมหัศจรรย์ที่มีคุณสมบัติในการกำจัดแมลงร้าย</p>
<div id="attachment_30339" class="wp-caption alignright" style="width: 310px"><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426190_5.jpg"><img class="size-medium wp-image-30339" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426190_5-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><p class="wp-caption-text">อาคารสำหรับตากแห้งช่อดอกไพรีทรัม อาศัยการดูดอากาศจากภายนอกเข้าไปไล่ความชื้นและป้องกันการเกิดราหากวางช่อดอกไว้เฉยๆ</p></div>
<p>ความมหัศจรรย์ที่แฝงอยู่ในดอกไม้ชนิดนี้อยู่ตรง <strong>ช่อดอก</strong> หลังจากเก็บเกี่ยวดอกไม้มาแล้ว ต้องนำดอกสดไปตากแห้งก่อนแล้วจึงนำไปเข้าโรงสกัดเพื่อให้ได้ <strong>สารไพรีทรินส์</strong>(Pyrethrins) ซึ่งเป็นสารประเภท lipophilic esters ที่สามารถดูดซึมเข้าระบบประสาทของแมลง และจะออกฤทธิ์เข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนกลางของแมลงในทันที ทำให้ระบบการส่งกระแสประสาทล้มเหลว แค่สารไพรีทรินส์ปริมาณต่ำที่สุดก็มีผลต่อพฤติกรรมแมลง คือแสดงพฤติกรรมตรงข้าม ปกติแมลงเมื่อได้กลิ่นสารเคมี พวกมันจะหลบซ่อนและหลีกหนี แต่เมื่อได้รับสารไพรีทรินส์ พวกมันจะไม่หลบซ่อน เพราะระบบประสาทเริ่มรวนเร  โดยเฉพาะยุงตัวเมีย สารไพรีทรินส์จะทำให้พฤติกรรมยุงตัวเมียผิดธรรมชาติ คือไม่สามารถแสดงพฤติกรรมปกติที่เคยกินเลือดเป็นอาหาร ยิ่งได้รับสารไพรีทรินส์มากขึ้น แมลงก็จะยิ่งสูญเสียแบบแผนของพฤติกรรมปกติของมัน ส่งผลทั้งแมลงชนิดที่มีปีกบินและแมลงชนิดคืบคลาน ยิ่งไม่ซ่อนตัวก็ยิ่งจะทำให้ตัวมันเองได้รับสารไพรีทรินส์มากยิ่งขึ้น พวกมันจะสลบในเวลา 2-3 นาที และตายในที่สุด ไม่ใช่ตายเพราะถูกสารเคมีอุดตันทางเดินหายใจ แต่ตายเพราะระบบประสาทส่วนกลางถูกทำลาย<br />
สารไพรีทรินส์ออกฤทธิ์ได้ดีในแมลงจำพวก ยุง แมลงวัน แมลงสาบ แมลงหวี่ ไร เรือด เพลี้ยอ่อน หมัดกระโดด ตั๊กแตน ในขณะที่ <strong>สารชนิดนี้จะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม</strong> และ <strong>สัตว์เลือดอุ่น</strong> เพราะใน &#8216;ตับ&#8217; ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่สามารถย่อยสลายสารไพรีทรินส์ได้ จึงไม่มีการตกค้างในร่างกาย อีกทั้งยังสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยแสงแดดและความร้อน</p>
<div id="attachment_30341" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px"><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426190_4.jpg"><img class="size-medium wp-image-30341" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426190_4-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><p class="wp-caption-text">ลักษณะทรงพุ่มของต้นไพรีทรัม ขณะนี้ สูงราว 45 เซนติเมตร มีดอกที่ยังตูมอยู่มากมาย</p></div>
<p>คุณสมบัติดังกล่าวได้รับการรับรองจาก <strong>องค์การอนามัยโลก</strong> (WHO) และ <strong>องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ</strong> (FAO) ว่าสารสกัดจากดอกไพรีทรัมเป็นสารฆ่าแมลงที่ปลอดภัยกับมนุษย์และสัตว์เลี้ยงมากที่สุด ปัจจุบันนิยมใช้เป็นส่วนประกอบของยากำจัดแมลงในอุตสาหกรรมไร่ไวน์องุ่นที่ปลูกแบบออร์แกนิค อุตสาหกรรมยาสูบ รวมถึงสเปรย์กำจัดยุงและแมลงแบบพรีเมียมที่ใช้ในบ้านเรือน เป็นต้น<br />
ด้วยเหตุนี้ สารสกัดจากดอกไพรีทรัมจึงเป็นที่ต้องการในหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม<br />
ไพรีทรัม เป็นดอกไม้ใน <strong>สกุล Chrysanthemum</strong> ชนิด C.cinerariaefolium เป็นไม้ทรงพุ่ม กิ่งก้านเล็กเรียวบอบบาง สูง 30-70 เซนติเมตร กลีบดอกเล็กๆ สีขาวกระจ่างล้อมรอบกลุ่มเกสรสีเหลืองจัดอัดตัวเป็นวงกลมขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางช่อดอกมีขนาดเฉลี่ยราว 5 เซนติเมตร กลุ่มเกสรสีเหลืองกว้าง 1-2 เซนติเมตร เป็นพืชที่เหมาะสำหรับการปลูกในระดับความสูง 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ชอบดินที่มีเกิดจากการทับถมของเถ้าภูเขาไฟ ชอบสภาพอากาศหนาวเย็น 15-21 องศาเซลเซียส มีแสงแดดจัดในเวลากลางวัน กลางคืนอากาศหนาวจัด ทนได้ถึง 4 องศาเซลเซียส ไพรีทรัมมีความอ่อนไหวสูงต่อสภาพภูมิอากาศ ไม่ออกดอกถ้าอากาศและคุณภาพดินเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม<br />
ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ปลูกดอกไพรีทรัมจึงมีความจำกัด และกว่าจะสกัดสารไพรีทรินส์ได้แต่ละกรัม ต้องใช้ดอกไพรีทรัมจำนวนไม่น้อย เช่นใน &#8216;รวันดา&#8217; ปีที่ผ่านมา จากช่อดอกไพรีทรัมจำนวน 735 ตัน พวกเขาผลิตสารสกัดไร้สีออกมาได้เพียง 12.8 ตัน คิดเป็น 5% ของตลาดส่งออกของโลก<br />
ปัจจุบัน แหล่งปลูกไพรีทรัมสำคัญของโลกอยู่ในประเทศเคนยา แทนซาเนีย รวันดา รวมทั้ง <strong>แทสมาเนีย</strong> (Tasmania) เกาะทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย ที่ได้ชื่อว่าอากาศบริสุทธิ์ และถือเป็นแหล่งโอโซนอันดับหนึ่งของโลก อุณหภูมิเย็นตลอดทั้งปี</p>
<div id="attachment_30340" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426190_6.jpg"><img class="size-medium wp-image-30340" title="" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426190_6-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><p class="wp-caption-text">รถที่ออกแบบมาสำหรับเก็บช่อดอกไพรีทรัมจากไร่</p></div>
<p>เกาะแทสมาเนีย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแหล่งผลิตและส่งออก &#8216;สารไพรีทรินส์&#8217;  ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีพื้นที่ปลูกดอกไพรีทรัม 40,000 ไร่ ทางตอนเหนือของเกาะที่กระจายอยู่รอบเมือง <strong>อัลเวอร์สโตน</strong>  (Ulverstone) เมืองริมมหาสมุทรแปซิฟิกบนเกาะแทสมาเนีย และบริเวณเมืองบัลลารัต (Ballarat) ในรัฐวิคตอเรีย<br />
เกษตรกรของเมืองอัลเวอร์สโตนและเมืองรายรอบ เริ่มปลูกดอกไพรีทรัมในเดือนกันยายนของทุกปี เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 14 องศาเซลเซียส ต่ำสุด 4 องศาเซลเซียส อากาศจะค่อยๆ อุ่นขึ้น และอุ่นที่สุดในเดือนมกราคม เฉลี่ย 23 องศาเซลเซียส (ต่ำสุด 11 องศาเซลเซียส) ดอกไพรีทรัมจะเริ่มบานในเดือนธันวาคม เกษตรกรจะต้องเก็บดอกไพรีทรัมซึ่งกำลังบานเต็มที่ให้เสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อส่งเข้าโรงงานสกัดซึ่งมีกรรมวิธีการผลิตอีกหลายขั้นตอน โดยเฉพาะขั้นตอนการตากแห้ง ก่อนที่อุณหภูมิจะลดต่ำลงอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม ดอกไพรีทรัมตากแห้งที่ปลูกในสภาพอากาศและพื้นดินที่มีคุณภาพ จะให้สารไพรีทรินส์เฉลี่ย 1.4-1.8%</p>
<div id="attachment_30337" class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426190_2.jpg"><img class="size-medium wp-image-30337" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426190_2-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><p class="wp-caption-text">อาคารขนาด 75,000 ลูกบาศก์เมตร สำหรับแรกเก็บช่อดอกไพรีทรัมของ &#39;บีอาร์เอ&#39; เมื่อเกษตรกรนำมาส่งจากไร่</p></div>
<div id="attachment_30338" class="wp-caption alignright" style="width: 235px"><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426190_3.jpg"><img class="size-medium wp-image-30338" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/news_img_426190_3-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">การสกัดขั้นต้นจะทำให้ได้สารสกัดที่มีลักษณะคล้ายน้ำมันดิบ ยังมีสิ่งเจือปน เช่น ขี้ผึ้งพืช ยางไม้</p></div>
<p>โรงงานสกัดขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่บนเกาะแทสมาเนีย ดำเนินงานภายใต้การทำงานของ<strong>Botanical Resources Australia PTY LTD</strong> หรือ BRA (บีอาร์เอ) บริษัทของชาวออสเตรเลียน ตั้งอยู่ที่เมืองอัลเวอร์สโตน เริ่มก่อตั้งและทำงานวิจัยเกี่ยวกับดอกไพรีทรัมเพื่อการผลิตสารไพรีทรินส์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ปัจจุบันมีฐานะเป็นสถาบันวิจัยสำคัญในการพัฒนาต้นแบบและกระบวนการต่างๆ เพื่อพัฒนาการปลูกดอกไพรีทรัมในเชิงพาณิชย์ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตและส่งออกสารไพรีทรินส์จาก 10% ในอดีต เพิ่มเป็นจำนวนกว่า 50% ของตลาดโลกในขณะนี้<br />
นอกจากงานวิจัยทางพืชศาสตร์ (agronomic research) &#8216;บีอาร์เอ&#8217; ยังจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้วิทยาการในรูปแบบ International <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=Pyrethrum" target="_blank">Pyrethrum</a> Symposium Tasmania เป็นประจำทุกปี มีนักวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ และผู้ประกอบการที่ใช้สารไพรีทรินส์จากทั่วโลกเดินทางไปร่วมงาน ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-6 พฤศจิกายนที่ผ่านมาที่เมืองลอนเชสเตอร์ (Launceston) เมืองเศรษฐกิจอันดับสองรองจากเมืองโฮบาร์ต (Hobart) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐแทสมาเนีย มีสาระสำคัญว่าด้วยการพัฒนาขีดความสามารถและวิทยาการในการปลูกและสกัดสารไพรีทรินส์ รวมถึงการประกาศให้ดอกไพรีทรัมเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคอย่างเป็นทางการ<br />
สารสกัดจากดอกไพรีทรัมที่มาจาก &#8216;บีอาร์เอ&#8217; มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของผู้ผลิตทั่วโลก ส่งออกสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศ <strong>ไทย</strong> ซึ่งนำเข้าโดยบริษัท <strong>สถาพร มาเก็ตติ้ง จำกัด</strong> นำเข้าสารไพรีทรินส์มาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำสเปรย์กันยุงภายใต้ชื่อ <strong>คายาริ ไพรีทรัม สเปรย์</strong> สเปรย์กันยุงจากสารสกัดดอกไพรีทรัมเจ้าแรกของเอเชีย เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ที่ห่วงใยสุขภาพ ต้องการใช้สินค้าที่ปลอดภัยมากขึ้น ไม่ต้องการนำผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์อันตรายเข้าสู่ครอบครัว มีวางจำหน่ายให้คนรักสินค้า green product ในไทยได้เลือกใช้แล้ว<br />
โครงการหลวงพัฒนาภาคเหนือ ในพระบรมราชานุเคราะห์ ตามโครงการปลูกพืชทดแทนฝิ่นของโครงการหลวงพัฒนาภาคเหนือดอยอ่างขาง เคยนำดอกไพรีทรัม สายพันธุ์ญี่ปุ่น ชื่อ <strong>ชิรายูกิ</strong> (Shirayuki) มาทดลองปลูกที่ดอยอ่างขาง ในปี พ.ศ. 2516-2518 แต่เพราะในขณะนั้น ชื่อเสียงและความนิยมในสารสกัดจากดอกไพรีทรัมยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ประกอบกับต้องใช้พื้นที่จำนวนมากในการปลูกดอกไพรีทรัมเพื่อให้ได้สารสกัดไพรีทรินส์ในปริมาณที่เพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ จึงทำให้โครงการดังกล่าวถูกระงับไป<br />
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของ <strong>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว</strong> ทรงเล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ของพืชชนิดนี้ และเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษาในปี 2554 บริษัท สถาพร มาร์เก็ตติ้งฯ ได้นำเข้า <strong>ดอกไพรีทรัม</strong> สั่งตรงจาก <strong>บีอาร์เอ</strong> เกาะแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกภายในงาน <strong>มหกรรมพืชสวนโลก เฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554</strong> ในรูปแบบนิทรรศการ &#8216;มารู้จักดอกไพรีทรัม&#8217; ผู้สนใจสามารถเข้าชมดอกไม้สวยประหารชนิดนี้ได้อย่างเต็มตาระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2554-9 มกราคม 2555 ณ อาคารนิทรรศการ 1 อุทยานหลวง ราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่<br />
<strong>ไพรีทรัมแสดงให้มนุษย์เห็น มีสิ่งไม่คาดคิดมากมายซ่อนอยู่ภายใต้ความสวยงามที่ดูบอบบาง</strong></p>
<p>หมายเหตุ : ชมภาพ &#8216;<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=Pyrethrum" target="_blank">Pyrethrum</a> ดอกไม้สวยประหาร&#8217; มากกว่านี้ได้ที่ fan page เซ็คชั่น &#8216;กรุงเทพวันอาทิตย์ กรุงเทพธุรกิจ&#8217; คลิก  <a href="http://www.facebook.com/sundaybkk">http://www.facebook.com/sundaybkk</a></p>
<p>ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/pyrethrum-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/12/pyrethrum-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ญี่ปุ่นถอนสนับสนุนแลกเยาวชน JAECแจงรัฐต้องรัดเข็มขัดหลังประสบภัย&#8221;สึนามิ&#8221;หลังปีหน้าต้องยุติ</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Dec 2011 15:33:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[JAEC]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงเกษตรและสหกรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้นำเยาวชนเกษตรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30252</guid>
		<description><![CDATA[นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ Japan Agriculture Exchange Council (JAEC) ได้ให้การสนับสนุนโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นมาตลอดตั้งแต่ปี 2526 เป็นประจำทุกปีนั้น สำนักการเกษตรต่างประเทศ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับแจ้งว่า JAEC จะสามารถสนับสนุนงบประมาณการดำเนินการโครงการดังกล่าวในปี 2555 ได้เป็นปีสุดท้ายเท่านั้น เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นได้ประสบปัญหาภัยพิบัติจากเหตุการณ์สึนามิ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ นายนิวัติ กล่าวต่อว่า ทาง JAEC ของประเทศญี่ปุ่น ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทย ตลอดจนชมรมผู้ผ่านการฝึกงานจากประเทศญี่ปุ่น ที่แสดงน้ำใจบริจาคเงินช่วยเหลือให้กับประเทศญี่ปุ่น โดยภายหลังเกิดเหตุการณ์สึนามิส่งผลให้ครอบครัวเกษตรกรที่เป็น Host Family บางส่วนได้รับผลกระทบ จึงทำให้กำหนดการในปีนี้เกิดความล่าช้าออกไปและเยาวชนเกษตรไทยบางคนไม่ได้ฝึกงานในสาขาที่ต้องการ นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และวิกฤติด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ส่งผลให้ต้องมีการทบทวนงบประมาณ รวมทั้งกิจกรรมให้การช่วยเหลือด้านต่างประเทศ (ODA) ใหม่ สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้ถือได้ว่าประสบผลสำเร็จในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นอาจตัดงบประมาณ ODA ในการสนับสนุนประเทศไทยลง อย่างไรก็ตาม JAEC ยืนยันว่าจะดำเนินโครงการฯ กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จนถึงปี 2555 ตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ได้ลงนามกันไว้แล้ว ทั้งนี้ หาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%80/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/af32_1558_1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30253" title="af32_1558_1" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/af32_1558_1-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ Japan Agriculture Exchange Council (JAEC) ได้ให้การสนับสนุนโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นมาตลอดตั้งแต่ปี 2526 เป็นประจำทุกปีนั้น สำนักการเกษตรต่างประเทศ โดยกระทรวงเกษตรและ<span id="more-30252"></span>สหกรณ์ได้รับแจ้งว่า JAEC จะสามารถสนับสนุนงบประมาณการดำเนินการโครงการดังกล่าวในปี 2555 ได้เป็นปีสุดท้ายเท่านั้น เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นได้ประสบปัญหาภัยพิบัติจากเหตุการณ์สึนามิ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ</p>
<p><img src="http://www.naewna.com/images/space.gif" alt="" width="40" height="1" />นายนิวัติ กล่าวต่อว่า ทาง JAEC ของประเทศญี่ปุ่น ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทย ตลอดจนชมรมผู้ผ่านการฝึกงานจากประเทศญี่ปุ่น ที่แสดงน้ำใจบริจาคเงินช่วยเหลือให้กับประเทศญี่ปุ่น โดยภายหลังเกิดเหตุการณ์สึนามิส่งผลให้ครอบครัวเกษตรกรที่เป็น Host Family บางส่วนได้รับผลกระทบ จึงทำให้กำหนดการในปีนี้เกิดความล่าช้าออกไปและเยาวชนเกษตรไทยบางคนไม่ได้ฝึกงานในสาขาที่ต้องการ นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และวิกฤติด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ส่งผลให้ต้องมีการทบทวนงบประมาณ รวมทั้งกิจกรรมให้การช่วยเหลือด้านต่างประเทศ (ODA) ใหม่ สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้ถือได้ว่าประสบผลสำเร็จในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นอาจตัดงบประมาณ ODA ในการสนับสนุนประเทศไทยลง</p>
<p><img src="http://www.naewna.com/images/space.gif" alt="" width="40" height="1" />อย่างไรก็ตาม JAEC ยืนยันว่าจะดำเนินโครงการฯ กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จนถึงปี 2555 ตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ได้ลงนามกันไว้แล้ว ทั้งนี้ หาก MOU ฉบับปัจจุบันหมดอายุลงและรัฐบาลญี่ปุ่นตัดงบประมาณ ทาง JAEC อาจจะประสบปัญหาในการสนับสนุนโครงการนี้ให้กับประเทศไทย แต่ JAEC จะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้ดำเนินโครงการฯ ต่อไปได้ และเสนอให้ฝ่ายไทยพิจารณาหางบประมาณมาสนับสนุนเพราะเป็นกิจกรรมที่สำคัญกับภาคเกษตรกรรมของทั้งสองประเทศเป็นอย่างยิ่ง</p>
<div align="center"></div>
<p>วันที่ 22/12/2011</p>
<p>ที่มา : แนวหน้า</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%80/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วอนรัฐกู้ชีวิตส้มโอ</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Dec 2011 08:48:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นสวนส้มโอหลังน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ส้มโอสามพราน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการกู้ชีวิตสวนส้มโอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=30049</guid>
		<description><![CDATA[28 ตุลาคม 2554 น้ำไหลบ่าเข้าท่วมสวนส้มโอที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นแหล่งปลูกส้มโอพันธุ์ดีที่สุดของประเทศ ทำรายได้ปีละไม่น้อยกว่า 400-500 ล้านบาทเสียหายไปกว่าร้อยละ 60 จากพื้นที่เพาะปลูกกว่า 5,000 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเกาะ รูปร่างคล้ายกระเพาะหมู ครอบคลุมตำบลทรงคนอง ตำบลไร่ขิง ตำบลท่าตลาด และตำบลบางเตย เมื่อน้ำท่วมทำให้ระบายออกได้ช้าและท่วมขังเป็นเวลานาน ระดับน้ำสูง 1-1.3 เมตรตามระดับความสูงต่ำของพื้นที่ ต้นส้มโอที่อายุต่ำกว่า 5 ปีตายเกือบหมด การต่อสู้อย่างหนักของชาวบ้านและแกนนำชุมชนที่รักหวงแหนและพยายามปกป้องสายพันธุ์ที่หายากชุดสุดท้ายนี้เอาไว้คงอยู่ในรุ่นต่อไป ส่งผลให้เกิดกระบวนการในการพูดคุยสื่อสารสู่สาธารณะ กลุ่มงานภาคประชาสังคม และกลุ่มงานวิชาการให้ได้รับรู้ และเห็นถึงคุณค่าในความพยายามของทุกฝ่ายในการเร่งกู้พื้นที่เกาะทรงคนองให้เร็วที่สุด จึงรวมพลังจัดทำโครงการ “แผนกู้สวนส้มโอสามพราน เกาะทรงคนอง” ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางหลักในการดำเนินการร่วมกันระหว่างชาวสวนส้มโอ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคราชการ หลังจากนั้นหลายหน่วยงานก็เข้าไปช่วยเหลือทั้งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทหาร ตำรวจ วิศวกรรมสถาน นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสภาวิจัยแห่งชาติ  ทำให้ชาวสวนส้มโอมีกำลังใจที่จะปกป้องมากขึ้นร่วมกันสร้างแนวป้องกันโดยการวางกระสอบทรายยักษ์หรือบิ๊กแบ็กเพื่อเร่งสูบน้ำกู้สวนกันอย่างเต็มที่ ชาวสวนบอกว่าต้นอายุ 10-20 ปีที่จะใช้เป็นต้นพันธุ์ต่อไปรอดสัก 20 เปอร์เซ็นต์ก็พอใจแล้ว เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมานายกฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%ad/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/2089.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-30050" title="2089" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/2089-300x161.jpg" alt="" width="300" height="161" /></a></p>
<p>28 ตุลาคม 2554 น้ำไหลบ่าเข้าท่วมสวนส้มโอที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นแหล่งปลูกส้มโอพันธุ์ดีที่สุดของประเทศ ทำรายได้ปีละไม่น้อยกว่า 400-500 ล้านบาทเสียหายไปกว่าร้อยละ 60 จากพื้นที่เพาะปลูกกว่า 5,000 ไร่<span id="more-30049"></span></p>
<p>พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเกาะ รูปร่างคล้ายกระเพาะหมู ครอบคลุมตำบลทรงคนอง ตำบลไร่ขิง ตำบลท่าตลาด และตำบลบางเตย เมื่อน้ำท่วมทำให้ระบายออกได้ช้าและท่วมขังเป็นเวลานาน ระดับน้ำสูง 1-1.3 เมตรตามระดับความสูงต่ำของพื้นที่ ต้นส้มโอที่อายุต่ำกว่า 5 ปีตายเกือบหมด</p>
<p>การต่อสู้อย่างหนักของชาวบ้านและแกนนำชุมชนที่รักหวงแหนและพยายามปกป้องสายพันธุ์ที่หายากชุดสุดท้ายนี้เอาไว้คงอยู่ในรุ่นต่อไป ส่งผลให้เกิดกระบวนการในการพูดคุยสื่อสารสู่สาธารณะ กลุ่มงานภาคประชาสังคม และกลุ่มงานวิชาการให้ได้รับรู้ และเห็นถึงคุณค่าในความพยายามของทุกฝ่ายในการเร่งกู้พื้นที่เกาะทรงคนองให้เร็วที่สุด จึงรวมพลังจัดทำโครงการ “แผนกู้สวนส้มโอสามพราน เกาะทรงคนอง” ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางหลักในการดำเนินการร่วมกันระหว่างชาวสวนส้มโอ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคราชการ</p>
<p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/226.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-30051" title="2" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/226-300x203.jpg" alt="" width="300" height="203" /></a>หลังจากนั้นหลายหน่วยงานก็เข้าไปช่วยเหลือทั้งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทหาร ตำรวจ วิศวกรรมสถาน นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสภาวิจัยแห่งชาติ  ทำให้ชาวสวนส้มโอมีกำลังใจที่จะปกป้องมากขึ้นร่วมกันสร้างแนวป้องกันโดยการวางกระสอบทรายยักษ์หรือบิ๊กแบ็กเพื่อเร่งสูบน้ำกู้สวนกันอย่างเต็มที่ ชาวสวนบอกว่าต้นอายุ 10-20 ปีที่จะใช้เป็นต้นพันธุ์ต่อไปรอดสัก 20 เปอร์เซ็นต์ก็พอใจแล้ว</p>
<p>เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมานายกฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ นำคณะเข้าไปเยี่ยมชมโครงการกู้ชีวิตสวนส้มโอที่ประสบอุทกภัยที่อำเภอสามพราน ได้กล่าวว่า สาเหตุใหญ่ที่ส้มโอหรือพืชทั่วไปตายจากสภาวะน้ำท่วมขังเกิดจากรากขาดออกซิเจน วิธีที่ใช้กู้ชีวิตสวนส้มโอ นักวิชาการและชาวสวนจึงเลือกใช้การให้อากาศแก่ราก และให้อาหารทางใบเพื่อให้ส้มโอมีชีวิตยืดออกไปจนกว่าน้ำจะลด หลังจากนี้คณะกรรมการสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยาและนักวิจัยของสภาวิจัยแห่งชาติจะจัดทำยุทธศาสตร์วิจัยพืชเศรษฐกิจที่เกิดสภาวะน้ำท่วมขังนานอย่างครบวงจร เพราะอนาคตโอกาสจะเกิดอุทกภัยเช่นนี้น่าจะมีอีกบ่อยครั้ง เพื่อเป็นองค์ความรู้แก่นักวิชาการได้ช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมของประเทศไม่ให้เสียหายมากเช่นนี้ และจะเป็นประโยชน์กับพื้นที่ที่จะใช้เป็นแก้มลิงในการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจในอนาคตต่อไป</p>
<p>รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมการผลิตพืช 52 สัปดาห์สู้แล้วรวย ของสภาวิจัยแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านส้มโอ ซึ่งเป็นชาวสามพรานด้วย บอกว่า ช่วงนี้ผลผลิตส้มโอลดลงแน่นอน เนื่องจากแหล่งปลูกใหญ่ที่มีคุณภาพทั้งที่อำเภอสามพรานและในจังหวัดชัยนาทต่างได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก็เป็นโอกาสให้ส้มโอจากแหล่งผลิตอื่นทั้งที่ชัยภูมิ เชียงราย ปราจีนบุรีและนครนายก เข้ามามีโอกาสในตลาดมากขึ้น</p>
<p>ชาวสวนส้มโอ บอกกับเราก่อนกลับว่า ปลูกส้มโอมาตั้งแต่รุ่นแม่เกือบ 30 ปีแล้ว ไม่เคยเจอน้ำท่วมเท่านี้ ปริมาณน้ำที่มามากขนาดนี้ ไม่ใช่น้ำที่มาตามธรรมชาติแต่ถูกบังคับให้มา กว่าที่เราจะกลับมายืนได้เหมือนเดิมอีกคงใช้เวลาอีกหลายปี อยากให้รัฐบาลหันมาสนใจภาคเกษตรกรรมให้มากกว่านี้</p>
<p>ไม่ใช่มุ่งช่วยแต่ภาคอุตสาหกรรม.</p>
<p><em><strong>ชาย  ปถะคามินทร์</strong></em></p>
<div><em><strong><br />
</strong></em></div>
<div id="social-block">
<div id="facebook-comment">
<div id="facebook-comment-title">
<h3>ที่มา : เดลินิวส์</h3>
</div>
</div>
</div>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%ad/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/12/%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นครสวรรค์-ลพบุรีเสียหายยับ สศก.สำรวจนาข้าววอด100%</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%a5%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%a5%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Nov 2011 14:07:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Features]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[นาข้าวเสียหาย]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาน้ำท่วมขัง]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[หนี้สินภาคเกษตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=29702</guid>
		<description><![CDATA[นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) สำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นกรณีศึกษาใน จ.นครสวรรค์ และ ลพบุรี เพื่อนำไปฟื้นฟูช่วยเหลือเร่งด่วน และจัดทำแผนพัฒนาและแก้ปัญหาภัยพิบัติในระยะสั้นจนถึงระยะยาวต่อไป โดยแบ่งการสำรวจออกเป็น 4 ภาคหลัก คือ ภาคโครงสร้างพื้นฐาน ภาคการผลิต ภาคสังคม ภาคที่เป็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม &#160; &#8220;การสำรวจครั้งนี้ มีการลงพื้นที่ อ.ชุมแสง อ.ท่าตะโก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ และ อ.บ้านหมี่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ซึ่งพบว่า สินค้าเกษตรส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย นาข้าว ส่วนพืชไร่ที่ได้รับความเสียหาย ได้แก่ มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน ด้านปศุสัตว์ ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ปีก (ไก่เนื้อ และไก่ไข่) และสุกร ส่วนประมง ได้แก่ บ่อเลี้ยงปลา และปลาในกระชัง นอกจากนี้ เครื่องมือ เครื่องจักร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%a5%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/PA280295.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-29703" title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/PA280295-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) สำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นกรณีศึกษาใน จ.นครสวรรค์ และ ลพบุรี เพื่อนำไป<span id="more-29702"></span>ฟื้นฟูช่วยเหลือเร่งด่วน และจัดทำแผนพัฒนาและแก้ปัญหาภัยพิบัติในระยะสั้นจนถึงระยะยาวต่อไป โดยแบ่งการสำรวจออกเป็น 4 ภาคหลัก คือ ภาคโครงสร้างพื้นฐาน ภาคการผลิต ภาคสังคม ภาคที่เป็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;การสำรวจครั้งนี้ มีการลงพื้นที่ อ.ชุมแสง อ.ท่าตะโก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ และ อ.บ้านหมี่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ซึ่งพบว่า สินค้าเกษตรส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย นาข้าว ส่วนพืชไร่ที่ได้รับความเสียหาย ได้แก่ มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน ด้านปศุสัตว์ ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ปีก (ไก่เนื้อ และไก่ไข่) และสุกร ส่วนประมง ได้แก่ บ่อเลี้ยงปลา และปลาในกระชัง นอกจากนี้ เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์การเกษตรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ได้แก่ เครื่องปั๊มน้ำ เครื่องพ่นยา ด้านประมง ได้แก่ เครื่องตีน้ำ เครื่องบดเหยื่อ โรงเรือนเลี้ยงไก่ เป็นต้น&#8221;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับความเสียหาย พบว่า นาข้าว ส่วนใหญ่เสียหาย 100% เนื่องจากปีนี้น้ำมีปริมาณมาก และท่วมเร็วกว่าปกติ ส่วนมันสำปะหลัง ที่ถูกน้ำท่วมขังนานกว่า 10 วัน หัวมันจะเน่า เสียหายประมาณ 40 % อ้อยโรงงาน ที่ถูกน้ำท่วมขังนานมากว่า 15 วัน ส่วนยอดยังเขียวอยู่แต่ส่วนล่างลำต้นแห้ง คาดว่าเสียหาย 40 &#8211; 60 %</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้จากการสำรวจ พบว่า เกษตรกรต้องการเงินทุนด่วน ให้ทันต่อการเพาะปลูก หลังน้ำลด และต้องการให้ภาครัฐ ดูแลเรื่องปัจจัยการผลิต เพราะราคาเพิ่มสูงขึ้นทั้งพันธุ์และปุ๋ย อย่างไรก็ตาม ทาง ธกส. ได้ให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาน้ำท่วมกู้ครัวเรือนละ 100,000 บาท โดยจ่ายให้เป็น เมล็ดพันธุ์ และปุ๋ย รวมทั้งพักชำระหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ย 3 ปี</p>
<p>วันที่ 30/11/2011</p>
<p>ที่มา : แนวหน้า</p>
<p>ภาพ : มูลนิธิชัยพัฒนา</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%a5%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%a5%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จับตาแรงงานไหลกลับภาคเกษตร น้ำท่วมนิคมทำภาคอุตฯกลับถิ่นฐาน เกษตรเร่งสร้างอาชีพรองรับแสนราย</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Nov 2011 15:23:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาแรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างอาชีพภาคเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงานกลับถิ่นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงานภาคเกษตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=29561</guid>
		<description><![CDATA[นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2554 สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนทั้ง ภาคอุตสาหกรรม ล้านบาท ภาคบริการและอื่นๆ รวม ทั้งภาคการเกษตร ได้มีการประมาณการณ์ว่าอาจจะทำให้มีแรงงานที่ตกงานจากผลกระทบดีงกล่าถึงสองแสนราย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาวะชีวิตความเป็นอยู่ของภาคแรงงาน ดังนั้น สศก.คาดว่า แม้จะมีแรงงานจำนวนมากที่อาจจะอยู่ในภาวะว่างงาน แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมหาแนวทางในการสร้างอาชีพในภาคการเกษตรไว้รองรับจำนวนหลายอัตรา &#160; ทั้งนี้คาดว่า จะสามารถรองรับตำแหน่งงานได้กว่าแสนตำแหน่ง เนื่องจากภาคเกษตรของไทยในที่ผ่านมามีความต้องการแรงงานอีกจำนวนมาก จนถึงขั้นวิกฤติ ทั้งนี้เพราะแรงงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นผู้สูงอายุ ได้รับการศึกษาน้อย รายได้ต่ำ อีกทั้งแนวโน้มเข้ามารับช่วงต่อของคนรุ่นใหม่ลดลง ซึ่งจากรายงานล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าปี 2553 สัดส่วนแรงงานภาคเกษตรกรรมต่อกำลังแรงงานรวมอยู่ที่ 38.2% ลดลงจาก 68% ในปี 2520 ขณะเดียวกัน แรงงานในภาคเกษตรยังมีอายุเฉลี่ยสูงกว่าแรงงานในสาขาอื่นๆ โดยในปี 2553 มีอายุเฉลี่ย 49.3 ปี ขณะที่อายุแรงงานรวมเฉลี่ย 48.6 ปี และ 75% ของแรงงานภาคเกษตรมีระดับการศึกษาเฉลี่ยระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า ขณะที่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนลดลงอย่างรวดเร็ว โดยการทดแทนแรงงานเกษตรอายุ 15-19 ปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80/" layout="button_count"></fb:like></span><p><strong><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/2044_12122.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-29563" title="2044_12122" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/2044_12122-300x227.jpg" alt="" width="300" height="227" /></a><br />
</strong></p>
<p>นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2554 สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนทั้ง ภาคอุตสาหกรรม ล้านบาท ภาคบริการและอื่นๆ รวม ทั้งภาคการเกษตร ได้มีการประมาณการณ์<span id="more-29561"></span>ว่าอาจจะทำให้มีแรงงานที่ตกงานจากผลกระทบดีงกล่าถึงสองแสนราย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาวะชีวิตความเป็นอยู่ของภาคแรงงาน ดังนั้น สศก.คาดว่า แม้จะมีแรงงานจำนวนมากที่อาจจะอยู่ในภาวะว่างงาน แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมหาแนวทางในการสร้างอาชีพในภาคการเกษตรไว้รองรับจำนวนหลายอัตรา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทั้งนี้คาดว่า จะสามารถรองรับตำแหน่งงานได้กว่าแสนตำแหน่ง เนื่องจากภาคเกษตรของไทยในที่ผ่านมามีความต้องการแรงงานอีกจำนวนมาก จนถึงขั้นวิกฤติ ทั้งนี้เพราะแรงงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นผู้สูงอายุ ได้รับการศึกษาน้อย รายได้ต่ำ อีกทั้งแนวโน้มเข้ามารับช่วงต่อของคนรุ่นใหม่ลดลง ซึ่งจากรายงานล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าปี 2553 สัดส่วนแรงงานภาคเกษตรกรรมต่อกำลังแรงงานรวมอยู่ที่ 38.2% ลดลงจาก 68% ในปี 2520 ขณะเดียวกัน แรงงานในภาคเกษตรยังมีอายุเฉลี่ยสูงกว่าแรงงานในสาขาอื่นๆ โดยในปี 2553 มีอายุเฉลี่ย 49.3 ปี ขณะที่อายุแรงงานรวมเฉลี่ย 48.6 ปี และ 75% ของแรงงานภาคเกษตรมีระดับการศึกษาเฉลี่ยระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า ขณะที่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนลดลงอย่างรวดเร็ว โดยการทดแทนแรงงานเกษตรอายุ 15-19 ปี ต่อแรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไป ในปี 2553 อยู่ที่ 32.1% จากที่เคยมีการทดแทนแรงงานมากถึง 65.66% ในปี 2544 และยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;สาเหตุหลักของปัญหาแรงงานภาคการเกษตร มาจากลักษณะงานที่เป็นงานหนัก มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก อีกทั้งยังได้รับผลตอบแทนต่ำ รายได้มีความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ตามคาดว่า หลังเกิดวิกฤติการณ์ภัยน้ำท่วมครั้งร้ายแรงนี้อาจจะมีแรงงานภาคอุตสาหกรรมไหลกลับสู่ภูมิลำเนาเพื่อสร้างงานในภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน&#8221;นายอภิชาตกล่าว</p>
<p>วันที่ 16/11/2011</p>
<p>ที่มา : แนวหน้า</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เกษตรฯตั้งค่าธรรมเนียม การประกอบธุรกิจปุ๋ยใหม่</title>
		<link>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%af%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%af%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Nov 2011 16:20:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>pimai</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกษตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจปุ๋ย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.asamedia.org/?p=29515</guid>
		<description><![CDATA[นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เพื่อควบคุมผู้ประกอบธุรกิจปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้ผลิต นำเข้า จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ดีและมีคุณภาพ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการเกี่ยวปุ๋ยใหม่ ครอบคลุมการผลิต ขาย นำเข้า ส่งออก นำผ่านและการขึ้นทะเบียน ทั้งปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ภายใต้พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2550 &#160; โดยกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าจากฉบับเดิมฉบับละ 3,000 บาท เพิ่มเป็น 6,000 บาท ใบอนุญาตผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อการค้าฉบับละ 3,000 บาท ใบอนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าฉบับละ 1,500 บาท &#160; โดยกรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรพร้อมเครือข่ายสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ ติดตามเฝ้าระวังและตรวจสอบร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมีและวัตถุอันตรายทางการเกษตรอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองเกษตรกรให้ได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่ดี มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและทำให้ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุนด้วย &#160; วันที่ 23/11/2011 ที่มา : แนวหน้า ภาพ : แผ่นดินทอง.คอม]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%af%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1/" layout="button_count"></fb:like></span><p><a class="highslide" onclick="return vz.expand(this)" href="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/1322017629_ปุ๋ยเคมี.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-29516" title="1322017629_ปุ๋ยเคมี" src="http://www.asamedia.org/wp-content/uploads/1322017629_ปุ๋ยเคมี.jpg" alt="" width="272" height="180" /></a></p>
<p>นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เพื่อควบคุมผู้ประกอบธุรกิจปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้ผลิต นำเข้า จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ดีและมีคุณภาพ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการเกี่ยวปุ๋ยใหม่ ครอบคลุมการผลิต ขาย นำเข้า ส่งออก นำผ่านและการขึ้นทะเบียน<span id="more-29515"></span> ทั้งปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ภายใต้พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2550</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดยกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าจากฉบับเดิมฉบับละ 3,000 บาท เพิ่มเป็น 6,000 บาท ใบอนุญาตผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อการค้าฉบับละ 3,000 บาท ใบอนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าฉบับละ 1,500 บาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดยกรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรพร้อมเครือข่ายสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ ติดตามเฝ้าระวังและตรวจสอบร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมีและวัตถุอันตรายทางการเกษตรอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองเกษตรกรให้ได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่ดี มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและทำให้ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุนด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>วันที่ 23/11/2011</p>
<p>ที่มา : แนวหน้า</p>
<p>ภาพ : แผ่นดินทอง.คอม</p>
<span class="fb_share"><fb:like href="http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%af%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1/" layout="button_count"></fb:like></span>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.asamedia.org/2011/11/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%af%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

