ปมร้อนอิหร่าน – ตะวันตก ภัยก่อการร้าย…สงครามครั้งใหม่!?
เสียงบึ้ม! กลางกรุงเขย่าขวัญคนไทย ทำให้ภาครัฐและประชาชนหันมาจับตาความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับคู่กรณี ที่อาจบานปลายถึงขั้นเป็นสงครามครั้งใหม่ เพราะดูเหมือนอิสราเอลฝ่ายตรงข้ามก็พร้อมชักธงรบ ไม่ต่างจาก “พี่เบิ้ม” อย่างอเมริกาที่กำลังฮึ่ม ๆ แน่นอนว่ามาถึงขั้นนี้อิหร่านแสดงท่าทีชัดเจนไม่กลัวการสู้รบแบบยุทธวิธี แต่ที่น่าห่วงยิ่งกว่านั้นคือการโต้ตอบกันผ่านรูปแบบก่อการร้าย ไม่ว่าฝักใฝ่ฝ่ายไหน ย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศอื่นซึ่งตกเป็นเป้าแน่!
ดร.วิศรุต เลาะวิถี หัวหน้าภาควิชาอิสลามศึกษา ม.รังสิต วิเคราะห์ว่า จากเหตุระเบิดในไทยนั้นเป็นผลจากความตึงเครียดระหว่างความขัดแย้งของอิหร่านกับอิสราเอล เพราะก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดตอบโต้กันมาแล้วในอินเดียและจอร์เจีย
ที่ผ่านมาอิหร่านยืนยันว่านิวเคลียร์ที่ทดลองอยู่ใช้ในแนวทางสันติ แต่ชาติตะวันตกยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อคำยืนยันนั้น หลายคนเกรงว่าอีกไม่นานอิหร่านจะถูกโจมตีเหมือนบางประเทศที่ผ่านมา ถ้ามองให้ลึกแล้วสหรัฐอเมริกาเองต้องทบทวนอย่างหนักแม้กลุ่มนักธุรกิจระดับสูงเชื้อสายยิวในประเทศสนับสนุน เพราะอิหร่านมีนิวเคลียร์ที่พร้อมดัดแปลงนำมาเป็นอาวุธเพื่อตอบโต้ได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้ภูมิศาสตร์ของอิหร่านมีพื้นที่กว้างมากกว่าหลายแห่งที่เคยโจมตี เช่น อิรัก อัฟกานิสสถาน และลิเบีย เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมต้องนำกำลังพลจำนวนมากมาทำการรบเพื่อช่วยเหลือพันธมิตร จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการโจมตีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันประเทศมหาอำนาจสนับสนุนอิหร่านก็พร้อมหากเกิดการโจมตีขึ้น
เมื่อการโจมตีประเทศคู่กรณีโดยตรงไม่ได้อย่างที่ผ่านมา ความบาดหมางตึงเครียดย่อมทำให้เกิดเหตุก่อการร้ายทั่วโลกมากขึ้น โดยเป้าอยู่ในประเทศที่การตรวจสอบคนเข้าเมืองยังหละหลวม ประ เทศในเอเชียถือเป็นเวทีในการก่อการร้ายเพื่อตอบโต้กัน ซึ่งรัฐบาลไทยต้องมีมาตรการกวดขันตรวจสอบชาวต่างชาติที่เข้ามามากขึ้น เช่นเดียวกับประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการสังเกตพฤติกรรมผิดปกติเพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น
“ระหว่างการตรวจสอบ รัฐบาลไทยต้องแสดงท่าทีความเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดเป็นพิเศษ เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนต่อความสัมพันธ์ในระดับประเทศ จึงต้องเร่งตรวจสอบคลี่คลายคดีไม่ควรประวิงเวลาในการทำคดี เนื่องจากไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยเป็นแน่”
การตรวจสอบคนเข้าเมืองที่เข้มข้นขึ้นของไทยอาจมีผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวที่ต้องใช้เวลานาน ผู้ประกอบการของไทยต้องทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในระยะยาว เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่อาจยุติได้ใน 4–5 ปีนี้ เนื่องจากนโยบายของผู้นำอิหร่านและสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่สวนทางกัน ยากจะหาความปรองดองได้อย่างรวดเร็ว โดยต่อไปอาจมีการตอบโต้รุนแรงมากขึ้น ประเทศไทยจึงต้องพยายามวางตัวเป็นกลางไม่ให้ตัวเองเป็นเวทีความขัดแย้งของคู่กรณี
“สิ่งที่น่าจับตามองการตอบโต้ของอิหร่านอาจมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบสำคัญของโลก ย่อมมีผลต่อชาติตะวันตกและนานาประเทศทั่วโลกประสบปัญหาน้ำมันแพง เพราะเส้นทางนี้เป็นพื้นที่สะดวกและใกล้ที่สุดในการลำเลียงน้ำมันดิบออกจากประเทศในแถบตะวันออกกลาง ถ้าถูกปิดลงต้องอ้อมไปเส้นทางไกลกว่าเดิมหลายเท่าตัว ย่อมส่งผลต่อค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการลำเลียง” ดร.วิศรุต กล่าวทิ้งท้ายถึงผลกระทบที่ไทยจะได้รับ
ด้าน ดร.สมเกียรติ อริยปรัชญา คณบดีสถาบันการทูตและการต่างประเทศ ม.รังสิต มีความเห็นไม่ต่างกันว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและชาติตะวันตกจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ การทำสงครามเพื่อโจมตีอิหร่านโดยตรงค่อนข้างประสบปัญหาเพราะเป็นประเทศที่มีเนื้อที่กว้าง ไม่สามารถทำสงครามได้จบภายในเร็ววัน โดยจะเป็นปัญหาอย่างยิ่งต่ออเมริกา เนื่องจากสงครามหลายครั้งที่ผ่าน ๆ มาบางแห่งยังต้องใช้กำลังพลในการดูแลอยู่
ขณะเดียวกันการเมืองอเมริกันเมื่อมีการรบกับประเทศอื่นนาน ๆ ย่อมส่งผลให้ประชาชนมีการต่อต้านเนื่องจากลูกหลานภายในครอบครัวบางส่วนได้เสียชีวิตลง ถือเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญต่อคนอย่างมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มไม่เห็นด้วยและกดดันประธานาธิบดี ในรูปแบบต่าง ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออิหร่านถือว่ามีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางอาวุธสูง เช่นเดียวกับประชากรระดับหัวกะทิค่อนข้างมีมาก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าไปโจมตีในอิหร่านได้ง่าย ๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้สหรัฐอเมริกาเองในฐานะเป็นผู้นำควรมีการเจรจาผ่านข้อตกลงของสำนักงานพลังงานปรมาณูนานาชาติ (International Atomic Energy Agency : IAEA) กับอิหร่านครั้งใหม่ เพราะ
จากการเข้าไปตรวจสอบครั้งที่ผ่านมาในอิหร่านไม่พบนิวเคลียร์ที่คาดว่าจะใช้เป็นอาวุธ แต่สหรัฐอเมริกาไม่ยอมรับ IAEA จึงต้องเข้าไปตรวจสอบใหม่ แต่อิหร่านปฏิเสธให้เข้าตรวจสอบ ซึ่งชาติมหาอำนาจควรใช้เวทีนี้ในการพูดคุยอย่างเปิดใจเพื่อหาข้อยุติจะดีกว่า
โลกปัจจุบันมีความรวดเร็วด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีการโจมตีแบบโดยตรง การก่อการร้ายจึงเป็นอีกเวทีเพื่อทำร้ายคู่กรณี ซึ่งเหตุระเบิดในเอเชียส่วนใหญ่น่าจะเป็นผลมาจากการเดินทางที่สะดวกเพราะเมื่อก่อเหตุสามารถหลบหนีไปอีกประเทศได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขณะเดียวกันหลายประเทศที่เปิดเสรีทางการท่องเที่ยวอาจไม่มีการตรวจสอบคนเข้าเมืองที่เข้มงวด ทำให้เป็นช่องว่างแฝงตัวเข้ามา

“เหตุระเบิดในไทยเจ้าหน้าที่รัฐต้องทำการตรวจสอบอย่างเป็นกลางและโปร่ง ใส ถึงแม้คนร้ายจะถือพาสปอร์ตสัญชาติอิหร่าน แต่ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้บงการเพราะสมัยนี้เทคโนโลยีในการปลอมแปลงเอกสารต่าง ๆ ก้าวหน้ามาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในวงกว้างของทั้งสองฝ่ายมากขึ้น”
หลายคนจับตามองการเข้าไปเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้ของชาติตะวันตกส่วนหนึ่งอาจมีผลประโยชน์จากน้ำมัน ความจริงแล้วโลกอนาคตหลายประเทศต้องมีนโยบายของรัฐวางไว้ว่าอีก 5–10 ปี จะนำพลังงานมาจากไหน แน่นอนว่าบางประเทศที่มีบ่อน้ำมันแล้วผู้นำค่อนข้างต่อต้านประเทศอีกฝ่ายอย่างรุนแรง ไม่เป็นผลดีต่อการค้าในอนาคต ดังนั้นหากประเทศที่มีทรัพยากรมีระบบปกครองเอื้ออำนวยในการทำธุรกิจย่อมดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่การเข้าไปยึดครองประเทศอย่างที่หลายคนว่าปัจจุบันไม่สามารถทำได้
อนาคตการก่อการร้ายข้ามชาติจะเพิ่มสูงขึ้น ไทยเองต้องหาทางป้องกันโดยทบทวนให้บางประเทศที่มีโอกาสเสี่ยงก่อการร้ายต้องทำวีซ่า แน่นอนว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องออกมาต่อต้าน แต่ถ้าดูในระยะยาวย่อมเป็นผลดีเหมือนการคัดกรองนักท่องเที่ยวมาแล้วในชั้นหนึ่ง ขณะเดียวกันยังได้เงินเข้าประเทศจากการทำวีซ่าเพิ่มขึ้น เพราะชาวต่างชาติที่ต้องการมาเที่ยวจริง ๆ มีมาก ขณะเดียวกันพวกนี้เมื่อตั้งใจมาย่อมมีการวางแผนระยะเวลาที่ชัดเจน อย่างในยุโรปการทำวีซ่าต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลบุคคลระหว่างกันเพื่อให้แน่ใจ โดยทางการทูตไม่ถือว่าผิดมารยาทเพราะเป็นสิทธิของเราที่จะออกกฎ อนาคตเมื่อประเทศไทยเข้าร่วมในประชาคมอาเซียนการเดินทางจะยิ่งง่ายขึ้น อาจเป็นช่องว่างให้คนร้ายเหล่านี้เข้ามาด้วยเช่นกัน

“เหตุการณ์ระเบิดในไทยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของประชาชนที่ช่วยกันสอดส่องและแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ เพราะการดูแลความสงบเรียบร้อย ตำรวจไม่อาจดูได้ทั่วถึง ซึ่งประชาชนไม่ว่าผู้ที่ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ หรือชาวบ้านธรรมดาถือเป็นแกนหลักที่จะดูแลความสงบภายในประเทศ” ดร.สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย
ความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น การถอยคนละก้าวย่อมเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกชีวิตมีค่าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด หรือศาสนาใดก็ตาม.
……………………………………
รู้จักช่องแคบฮอร์มุซ
ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นช่องแคบที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวโอมานทางตะวันออกเฉียงใต้กับอ่าวเปอร์เซียทางตะวันตกเฉียงใต้ ฝั่งทางตอนเหนือเป็นประเทศอิหร่าน ทางตอนใต้เป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และแหลมมุซันดัม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโอมาน ช่องแคบส่วนที่แคบที่สุดกว้าง 54 กิโลเมตร
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางออกทางมหาสมุทรทางเดียวของบริเวณส่วนใหญ่ของประเทศที่ส่งปิโตรเลียมออกในอ่าวเปอร์เซีย จากข้อมูลขององค์การว่าด้วยข้อมูลด้านพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกากล่าวว่าโดยถัวเฉลี่ยในแต่ละวันจะมีเรือบรรทุกน้ำมัน 15 ลำที่บรรทุกน้ำมันราว 16.5-17 ล้านบาร์เรลเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในโลก การขนส่งน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจำนวน 40% ของการขนส่งทางเรือทั้งหมด และ 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก.
ที่มา : เดลินิวส์
บทความที่เกี่ยวข้อง:
- วิภาวดีรังสิตน้ำสูงถึงเอว-ไม่ถึงหลักสี่
- ถนนวิภาวดี-รังสิตสถานการณ์เริ่มดีขึ้น
- ชมพู่ย้ายพ่อนอน รพ. ฉุนถูกด่าน็อตให้นาฬิกา5ล.
- ม.รังสิตตั้งกองโจรโซเชียลมีเดีย ต่อยอดทูตข่าวสารเผยแพร่ทางเน็ต
- เช็คสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ช่วงเช้า ที่นี่!!!

